**ขอคั่นรายการด้วยการขายของแพพน้า**
ผลงานเื่อื่นของนักเขียน
แนวรักคอมเมดี้:
+รู้จักกับ 'หานอิงมี่' คุณหนูจอมแก่นที่ต้องถูกจับต่งงานกับคนที่เกลียดขี้หน้าอย่างท่านแม่ทัพ 'เซี่ยเฟยหง' ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] แต่งกับเ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเ้าเสียหน่อย!
+รู้จักกับพี่ชายคนโตตระกูลหาน ผู้ที่มีศักดิ์เป็พนักงานที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุดในวังหลวง 'หานิเทียน' และ 'จีลู่ฟาง' ฮูหยินตัวแสบ ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] สมรสพระราชทานบันดาลรัก
+รู้จักกับพี่ชายคนกลาง ผู้ที่สุดแสนจะเสเพลยิ่งกว่าน้องเขย 'หานิซาน' แต่กลับต้องมาเสียปณิธานที่ว่าจะไม่ยอมลงให้สตรีหน้าไหนให้แก่หัวหน้าโจรสาวอย่าง 'ซือซิง'
-----> [สามพี่น้องตระกูลหาน] หอบรักมาห่มใจแม่นางโจร
แนวรักดราม่า:
+้าเสพความหน่วงจาก 'เซียวหลินหลิง' สตรีที่เคยหลงรักในตัวของ 'ซือหยวนซา' คุณชายคนสุดท้องของสกุลและทนทำดีกับเขามาตลอดจนทนไม่ไหวเลยยื่นหนังสือหย่า ----> [สามบุพเพสกุลซือ] ทางใครทางมัน! เราหย่ากันแล้ว!
+ชอบแนวเต๊าะๆ เครียดๆ หวานเยอะสุดในซีรีส์สามบุพเพสกุลซือ ต้องคุณชายรอง 'ซือหยินซู' กับรัชทายาทมาร 'วั่งหลิวเหว่ย' เลยค่ะ
[สามบุพเพสกุลซือ] 18+แผนลับลวงใจ เสื้อแพรล่องหน (ของรัชทายาทมาร)
+้าอ่านแนวาสู้รบปรบมือ นางเอกเก่ง พบกับ 'จิวอวี้' และคุณชายใหญ่ 'ซือหยางซี' ได้ที่
---> [สามบุพเพสกุลซือ] บุปผาไร้งามกับกระบี่ไร้ใจ
+้าเสพความหน่วงระดับฮาร์ดคอร์ ขึ้นไปจุดสูงสุดแล้วปล่อยตัวตกลงมาดังตุบจากเกมส์กระดานแห่งความแค้น ของ 'ฉินซิ่นซื่อ' กับ 'ซู่ซู่'
----->หัวเราะทีหลังดังกว่า
้าเสพความหน่วงแบบจบง่ายไม่ต้องอ่านยาว
----->ห้วงมายา ปักษา ภารมย์
**ขอให้มีความสุขในการอ่านนิยายนะคะ
6
หิวเหลือเกิน
'เงื่อนไขข้อที่สองคือ...' พลันเซียนเทพจิวก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
'สืบให้ได้ว่าใครบ้างเป็กลุ่มกบฎ แล้วจัดการถอนรากถอนโคนเสีย'
เอิ่ม...ถ้าฮ่องเต้ไม่ติดหญิง กลุ่มกบฎก็ทำไรไม่ได้นะ... วัชรวีร์คิดในใจแต่ไม่กล้าพูดออกไป
'เวลาที่ข้าจะส่งเ้ากลับไปอยู่ในร่างต้าเทียนฮ่องเต้คือตอนฝ่าามีพระชนมายุ 20 พรรษา ซึ่งอยู่ใน่ก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดในอีกสองปีต่อมา'
'ทำไมต้องเป็ก่อนเื่นี้จะเกิดเนี่ย ย้อนไปตอนขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ไม่ได้เหรอตา'
'ข้าี้เี' เซียนเทพจิวตอบ
ช่างเป็เหตุผลที่...
'ขืนส่งเ้ากลับไปตอนครองราชย์ใหม่ๆ เดี๋ยวคนอื่นจะงงว่าฮ่องเต้ที่รอบรู้และเก่งกาจ ไยนอนหลับไปแล้วฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เหมือนเดิม' เซียนเทพจิวตอบ
...หรือเป็การหลอกด่าตรูทางอ้อมว่ากากสินะ
'แต่ใน่อายุ 20 พรรษา จะมีตอนนึงที่ต้าเทียนฮ่องเต้ตกจากหลังม้าเพราะความซุ่มซ่าม จะได้อ้างได้ว่าหัวกระแทกทำให้สติปัญญาหดหาย'
เอิ่ม...
'เ้ามีปัญหาอะไร!' เซียนเทพจิวถามเสียงดังเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
'ถ้าจะขนาดนี้ ทำไมไม่สลับตัวผมกับฝ่าาั้แ่ตอนที่พวกเรายังเป็ไซโกตเลยล่ะ' วัชรวีร์โพล่งออกมาด้วยความหมั่นไส้
'ไซโกตฤา? ไซโกตคืออะไร?' เซียนเทพจิวถาม
'เอ่อ...หมายถึงตอนที่ตัวพวกฉันเริ่มก่อตัวขึ้นในท้องแม่ไง ตอนที่อสุจิของพ่อปฏิสนธิกับไข่ของแม่'
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็มา... ไม่เสียแรงที่วิชาชีวะได้เกรด 4 มาตลอด แต่...นี่มันโลกยุคโบราณนะไอ้สายฟ้า พอพูดแบบนี้ เซียนเทพจิวก็เลยยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่
'เอาใหม่ๆ ทำไมไม่สลับตัวพวกเราั้แ่ตอนอยู่ในท้องแม่เลยล่ะ'
'อ้อ!' เซียนเทพจิวอุทานขึ้นมาด้วยความเข้าใจก่อนตอบสั้นๆ ว่า
'ข้าี้เี'
เวร...เดี๋ยวไปยืมถุงมือของธานอสมาให้เอามะ ไม่ต้องร่ายเวทย์ทำพิธีอะไรเลย แค่ดีดนิ้ว
=-=
เพราะเื่มันซับซ้อนงี้นี่เอง ถึงต้องให้รับปากก่อนแล้วจะบอกเงื่อนไข เ้าเล่ห์นักนะสองคนนี้ เอาวะ...ย้อนไปตอน 20 ก็ 20 จะเอาตัวรอดก็ไม่เห็นมีไรยากเลยเจอหน้ายวี่ไฉ่เสี่ยเมื่อไร เดี๋ยวพ่อจับกุดหัวซะก็สิ้นเื่
'อืมๆ เข้าใจละ'
'และเงื่อนไขสองข้อสุดท้าย...'
'บร๊ะเ้า ยังไม่หมดอีกเรอะ' นี่ตรูตั้งเงื่อนไขกลับบ้างได้มั้ยวะะะ
'ดูแลไทเฮา ไทฮองไทเฮาและบ้านเมืองให้ดี'
'อืมมมมม หมดรึยัง?'
'หมดแล้ว' เซียนเทพจิวตอบ จากนั้นก็พูดต่อ
'ถ้าพร้อมเมื่อไรก็บอก ข้าจะได้ส่งเ้าไปในต้าเทียนศกที่ 3 ' ยังไม่ทันที่วัชรวีร์จะตอบอะไร เซียนเทพจิวก็เผลอโบกไม้เท้าใส่เขา ทำให้อากาศรอบตัววัชรวีร์ก่อตัวเป็ทอร์นาโดร์ั์แล้วหอบวัชรวีร์เข้าไปในนั้น
'ขอโทษที มือลั่น...' เซียนเทพจิวพูดเสียงเบา ส่วนวัชรวีร์ในตอนนี้รู้สึกมึนหัวและหูอื้อไปหมด และแน่นอนภายในใจได้สบถใส่เซียนเทพ จิวเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
F*** ก่อนที่ทุกอย่างตรงหน้าเขาจะดับวูบไป
-------------------------------------------------
“เฮือก! “ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องนอนห้องหนึ่งที่ดูโบราณ รอบตัวมีสตรีสามนางที่แต่งชุดจีนโบราณและสองในสามสวมหมวกอันบิ๊กเบิ้มที่มีดอกไม้ดอกเบ้อเริ่มประดับนั่งเฝ้าอยู่
“กุ้ยเฟย ไปตามหมอหลวงมาเร็ว” สตรีที่ดูสูงวัยที่สุดหันไปเอ่ยกับสตรีที่ดูอ่อนเยาว์ที่สุด
“ฮ่องเต้...เป็อย่างไรบ้าง?” สตรีอีกนางเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เกิด...อะไรขึ้น...” วัชรวีร์ในร่างของต้าเทียนฮ่องเต้ถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
พลันก็มีชื่อของทั้งสองคนผุดขึ้นมาในหัวของเขา
“เ้าออกไปล่าสัตว์แล้วดันตกจากหลังอาชาหัวกระแทกพื้น นอนไม่ได้สติมาสามวันแล้ว ์! ขอบคุณมากที่ทำให้เ้าฟื้นขึ้นมา” เก้าไทเฮาพูดพลางน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
“ส...เสด็จแม่...” วัชรวีร์เอ่ยออกไปอย่างอัตโนมัติ จากนั้นก็หันไปทางสตรีอีกนาง
“เสด็จย่า”
“ใช่ พวกข้าเอง เ้ายังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่?” เว่ยไทฮองไทเฮาถาม ต้าเทียนฮ่องเต้ส่ายหน้าพลางค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองไปรอบๆ
“หมอหลวงมาแล้วเพคะ” เว่ยกุ้ยเฟยพูดพลางเดินนำชายแก่ที่อยู่ในอาภรณ์สีไพลินท่าทางรุ่มร่ามเดินเข้ามา
“กระหม่อมกงเจิ้งถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นเว่ยไทฮองไทเฮาก็พยักหน้าให้ไทเฮาและกุ้ยเฟย จากนั้นทั้งสามก็เดินออกไป ทิ้งให้ฮ่องเต้อยู่กับหมอหลวงสองคน
“ขอพระบรมาานุญาตพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบก็คว้าแขนของฮ่องเต้มาตรวจชีพจร แล้วเริ่มถามไถ่อาการต่างๆ ต้าเทียนฮ่องเต้ก็ตอบไปตามที่ตัวเองรู้สึก
“เสร็จหรือยัง? ข้าหิวแล้ว” ผมเอ่ยออกไปด้วยความรำคาญ เดี๋ยวก็ตรวจนั่นตรวจนี่ ตรวจอะไรกันนักกันหนา ขืนยังตรวจนานกว่านี้ มีหวังกระเพาะที่น่าสงสารต้องถูกกรดไฮโดรคลอริกทำลายย่อยยับเเน่
“ส...เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กงเจิ้งเอ่ยด้วยท่าทางละล่ำละลัก
“ดี” เมื่อผมพูดจบก็ลุกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องไปทันที หมายจะไปหาอะไรกิน
-----------------------------
“ฮ่องเต้ นั่นเ้าจะไปไหนน่ะ?” เก้าไทเฮาถามโอรสของตนที่เดินออกจากห้องบรรทมไปอย่างรวดเร็ว แต่ต้าเทียนฮ่องเต้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ยิน ตามมาด้วยร่างของหมอหลวงที่เดินออกมาพร้อมกับเกาศีรษะ
“อาการของเขาเป็อย่างไรบ้างหรือท่านหมอ?” เว่ยไทฮองไทเฮาที่นั่งอยู่ข้างเก้าไทเฮาเอ่ยถาม ส่วนเว่ยกุ้ยเฟยไม่ได้อยู่ด้วยเพราะโดนไล่กลับไปดูแลวังหลัง
“อ...เอ่อ...” เตี่ยเจิ้งทำท่าอึกอักว่าจะพูดออกไปหรือไม่พูดออกไปดี สุดท้ายก็ไม่กล้าปิดบัง
“ทูลไทฮองไทเฮาและไทเฮา กระหม่อมมิกล้าพูดปด เรียนตามตรงว่าพระวรกายขององค์ฮ่องเต้นั้นเเข็งแรงมากพ่ะย่ะค่ะ ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งตกม้าเมื่อสามวันก่อนเลย แล้วคือจังหวะการเต้นของชีพจรราวกับว่า...เป็คนละคนพ่ะย่ะค่ะ” เก้าไทเฮาและเว่ยไทฮองไทเฮามองหน้ากันสักพัก ก่อนเก้าไทเฮาจะเอ่ยตัดบทว่า
“เอาเถอะ...ฮ่องเต้ฟื้นขึ้นมา อย่างไรถือเป็เื่ดี”
“ถูกต้อง” เว่ยไทฮองไทเฮากล่าว...
----------------------------
วังหลวงนี่มันกว้างจริงๆ หลังจากเดินตามแผนที่ในความทรงจำของต้าเทียนฮ่องเต้มานานสองนานจนตอนนี้ทั้งปวดท้องทั้งเมื่อยขา ในที่สุดผมก็มาถึงห้องเสวยจนได้
พลั่ก! ผมผลักประตูเข้าไปก่อนจะเจอผู้ชายในชุดโบราณยาวลากพื้นสีกรมท่าสี่คน กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวใหญ่อยู่ โอ้ ท่าทางดูเป็แม่บ้านแม่เรือนดีนะ
“ถวายบังคมฝ่าา” เมื่อทั้งสี่คนเห็นว่าผู้ที่เข้ามาเป็ใคร ต่างก็พากันมาหมอบแทบเท้าพร้อมทำความเคารพฮ่องเต้ของตนด้วยความพร้อมเพรียง ที่พวกเขามาจัดการทำความสะอาดโต๊ะก็เพราะได้รับรายงานจากไทเฮาว่าฮ่องเต้ทรงฟื้นแล้ว ทว่าไม่คิดว่าจะทรงเสด็จมาที่นี่เร็วขนาดนี้
“มีอะไรให้ข้ากินบ้าง?” ผมถามออกไป ทำให้หนึ่งในชายสี่คนนั้นแสดงสีหน้างุนงงออกมาแวบหนึ่งก่อนจะปรับเป็ปกติ
“ฝ่าาอยากเสวยอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
อยากกินพิซซ่าอะ... มีให้กินมั้ย แต่ไม่พูดหรอก เดี๋ยวได้งงกันไปใหญ่
“มีอะไรก็จัดมาเหอะ ข้ากินได้หมดนั่นแหละ” จากนั้นผมก็เดินไปนั่ง
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ชายทั้งสี่รับคำก่อนพากันเดินออกไป อืม...สี่คนนั้นผมควรเรียกพวกเขาว่าขันทีใช่ไหม
...ครู่ใหญ่ก็พากันกลับเข้ามาพร้อมติ่มซำทั้งฮะเก๋า ขนมจีบ ซาลาเปาสารพัดไส้
นี่จะขุนตรูให้อ้วนใช่ไหมเนี่ย!?
“ฝ่าาไม่โปรดหรือพ่ะย่ะค่ะ? ให้หม่อมฉันบอกห้องเครื่องทำให้ใหม่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ขันทีนามเสี่ยวผิงที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาทั้งสี่คนเอ่ยถามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่ด้อง ข้ากินได้” ผมตอบ ก่อนจะยกตะเกียบขึ้นมาคีบฮะเก๋าจะเอาเข้าปาก
“ข้าอยากอยู่คนเดียว” ผมหันไปพูดกับเหล่าขันทีทั้งสี่ที่ยืนรอรับคำสั่ง เผื่อฝ่าามีอะไรจะใช้
“พ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสี่รับคำแล้วออกไป ทิ้งให้ผมอยู่กับอาหารบนโต๊ะ
เหตุผลที่ไล่พวกเขาออกไปน่ะเหรอ อย่างแรกเลยผมไม่ชอบให้ใครมาโฟกัสที่ผมเวลากินข้าว ส่วนอย่างที่สอง...เื่อะไรจะให้พวกเขารู้ว่า...ผมใช้ตะเกียบไม่เป็...
ใช้ไม่เป็จริงๆ นะ ทั้งชีวิตใช้แต่ช้อนส้อม ไปร้านอาหารญี่ปุ่นก็ขอแต่ช้อนส้อม ไปต่างประเทศก็พกช้อนส้อม แล้วตอนนี้ผมก็พยายามจะใช้ตะเกียบคีบไอ้ฮะเก๋านี่เข้าปาก ทว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน ครั้นจะใช้มือ แขนเสื้อของชุดสีทองนี่ก็ทั้งหนักทั้งใหญ่ ขืนยกขึ้นมาบนโต๊ะ มีหวังกวาดทุกอย่างลงไปกองที่พื้นแน่
“ให้กระหม่อมช่วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” พลันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา...