ในขณะที่เพลงในร้านยังบรรเลงไปอย่างนุ่มนวล หลายโต๊ะล้วนเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงฮาฟ และขลุ่ยเอลฟ์ที่มีจุดเด่นในความนุ่มนวล ผ่อนคลาย บรรยากาศในร้านช่างขัดกับบรรยากาศที่โต๊ะประจำของกลุ่มเอสเม่ …ทั้งสามยังจ้องตาไม่กระพริบไปที่รี้ดเขม็ง
รี้ดพยักหน้าเบาๆ “ใช่ครับ ตอนนั้นผมได้กระเทียมพอแล้วแต่ตัดสินใจสำรวจป่าด้านเหนือเพิ่ม แต่ผมไม่รู้ราคาเลยเอามาให้ช่วยประเมินน่ะครับ แฮะๆ”
หลังจากฟังทั้งสามยังคงเป็ใบ้อยู่หลายลมหายใจ และเสียงเอสเมียก็ทำลายความเงียบลง
“พริกไทยเย็น” “หญ้าน้ำค้างซ่อนกาย” “กล้วยไม้ครามห้าแฉก!” “นี่มัน…เหลวไหล…อบเชยหยินหยาง!!” เอสเมียมองรี้ดสลับกับสมุนไพรตรงหน้า
“...หะ…” เอสมาร์เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก
“...นี่ นี่แกไปหามาจากป่าทางเหนือจริงๆเหรอ? แกไม่ได้ไปขโมยใครมาแน่นะ!” เอสเม่ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
รี้ดยิ้มพอใจ ส่ายหน้าเบาๆ หลังจากดันแว่นขึ้นเล็กน้อยจึงถามออกไป “ผมมีสองคำถามครับ”
“ข้อแรก ผมยังไม่ถึงระดับผู้เดินทางด้วยซ้ำถ้าจะขโมยหรือใช้กำลัง คงสำเร็จแค่กับชาวบ้านที่อยู่ในบาเรียเท่านั้นแหละครับ ต่อให้ทำ ก็ไม่มีใครมีสมุนไพรตรงหน้าอยู่ดี และผมจะสามารถขโมยของจากระดับผู้เดินทางได้เหรอครับ?”
“ข้อสอง สมุนไพรบนโต๊ะนี้มีตัวไหนที่เป็ไปไม่ได้ที่จะโตที่ป่าทางเหนือ Golden Rim ครับ?”
เอลฟ์ทั้งสามอ้าปากค้างเล็กน้อย แต่ก็แค่แว่บเดียว จึงพยายามรักษาท่าทางใหม่ เอสเมียพูดเปลี่ยนบรรยากาศก่อน “ก็….ไม่ใช่ว่า จะบอกว่านายเป็หัวขโมยหรอกนะ อืมม แต่มันก็ผิดปกติใช่มั้ยล่ะ เอสมาร์”
“ใช่ๆ มันเป็ไปได้แหละ ตามทฤษฎีน่ะนะ….ส่วนเื่นายจะไปแย่งใครมานี่” เอสมาร์หันไปมองทางเอสเม่เหมือนขอความเห็น
“อืมม..ตัดไปได้เลย ถึงจะเป็คนพูดเองเมื่อกี้ก็เถอะ แต่ถ้ามีคนโดนรังแกน่ะ น่าจะเป็เ้าชาวบ้านนี่มากกว่าล่ะนะ” เขาจบประโยคด้วยการยักไหล่
“นั่นสินะครับ แฮะๆ” รี้ดเองก็เล่นตัวเองผสมโรงไปด้วย ทุกคนจึงพากันหัวเราะเพราะคิดภาพตาม นั่นทำให้บรรยากาศของโต๊ะผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังจากดื่มไปหนึ่งอึก เอสเม่กอดอก แล้วถามจริงจัง
“อืมม อย่าหาว่าไม่เชื่อเลยนะ นี่นายหามาเองจริงๆใช่มั้ย?”
รี้ดพยักหน้า มองกลับไป “จริงครับ แต่แน่นอนว่าใช้เวลาหลายเดือนอยู่ครับ”
“ถ้างั้น นายคงไม่มีปัญหาในการแชร์ประสบการณ์ในป่านะ ว่านายหามายังไงน่ะ? พวกชั้นน่ะไม่ได้ใเพราะของพวกนี้มันหายากมากหรอกนะ แต่ใที่มันมาจากนายต่างหากล่ะ เ้าชาวบ้าน” เอสเม่รี่ตาจ้อง
ทั้งเอสมาร์และเอสเมีย ต่างมองไปทางเอสเม่และส่งสายตากลับไปจ้องรี้ดพร้อมกัน
รี้ดหลับตา นิ่งไปสองลมหายใจ แล้วพยักหน้าเบาๆ “ไม่มีปัญหาครับ งั้นผมจะค่อยๆเริ่มจากตัวที่ผมพบตามลำดับนะครับ”
รี้ดจึงค่อยๆเล่าเื่การสำรวจป่าเหนือจากความทรงจำ…
หลังจากได้กระเทียมที่ป่าตะวันตกและป่าใต้แล้ว ผมคิดว่าคงไม่เจอในทั้งสองที่อีกในเร็ววัน ป่าเหนือจึงเป็จุดหมายต่อไป หลังจากทรมานอยู่อาทิตย์กว่าๆ จึงสามารถเข้าป่าเหนือได้ครั้งแรก
สิ่งที่ผมทำ ไม่ต่างไปจากครั้งที่สำรวจป่าตะวันตกครั้งแรกเท่าไหร่ ค่อยๆคืบหน้า จดบันทึกบริเวณที่ความหนาแน่นอนูเวทย์ต่ำๆ เป็กระบวนการที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก แต่ก็ค่อยๆมอบผลลัพธ์ให้อย่างแน่นอน
ในระหว่างกระบวนการ ผลึกจิ๋วบนไม้เท้าของผมก็ค่อยๆหดลงจากการใช้ตรวจจับกระแสเวทย์อย่างต่อเนื่อง ผมจึงมีไอเดียในการพยายามใช้อนูเวทย์ในร่างตนเองช่วยตรวจจับกระแสเวทย์ เผื่อแบ่งเบาภาระของผลึกจิ๋วบนไม้เท้า
“หา!” “ว่าไงนะ!” “บ้าบออีกแล้ว!” ทั้งสามอุทานพร้อมกันเมื่อฟังถึงตรงนี้
“นายนี่มัน….ตามทฤษฎีมันก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้ามันดีกว่าแล้วจะมีไม้เท้าไว้ทำอะไรเล่า” เอสมาร์ชักสีหน้าเล็กน้อย
“ตานี่! สร้างสรรค์มาก…ในการเสี่ยงชีวิตเนี่ย!” เอสเมียจิกกัด
“เหลือเชื่อเลย…แต่ที่แกยังไม่ตายก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าแกผิดล่ะมั้ง” เอสเม่ สรุปพร้อมส่ายหัว
“ใจเย็นๆครับ ผมเข้าใจความรู้สึกแต่ผมแค่ค่อยๆใช้อนูเวทย์ในร่างช่วย ไม่ได้ทิ้งไม้เท้าไปเลยครับ น่าจะเพราะแบบนั้นเลยไม่ได้กระทบอะไรมาก เล่าต่อนะครับ” รี้ดพยายามผ่อนคลายเหล่าเอลฟ์ลง แต่ประโยคนี้กลับทำให้ทั้งสามต้องซ่อนความใอีกเล็กน้อยไว้ข้างในแล้วฟังเขาเล่าต่อ
“ผมคิดว่า น่าจะเพราะการใช้อนูเวทย์ในร่างช่วยในการตรวจจับกระแสเวทย์พร้อมไม้เท้าครับ จึงน่าจะเป็จุดเปลี่ยนในการค้นพบสมุนไพรบนโต๊ะนี่แหละครับ คิดว่านะ”
ตอนนั้นเองเสียงเพลงใหม่ก็บรรเลงขึ้นมาพร้อมๆกับที่เขาจะเล่าต่อ ราวกับวงดนตรีนี้ตั้งใจบรรเลงเพลงประกอบเื่ให้กับเขา เสียงลูท และขลุ่ยเอลฟ์เร่งจังหวะเร็วขึ้นเล็กน้อย หลายคนโยกหัวตามเล็กน้อย ผิดกับโต๊ะนี้ แต่ก็ทำให้เื่น่าติดตามขึ้น
“ครั้งแรกที่เข้าป่าเหนือไปเริ่มลึก ระหว่างทางก็พบเจอสมุนไพรธรรมดามากมาย ผมสังเกตว่าแม้อยู่ในป่าแต่กระแสเวทย์กลับเต็มไปด้วยธาตุน้ำ ตอนแรกก็แปลกใจอยู่ แต่แล้วก่อนจะกลับวันนั้น…”
“กลับพบว่าบริเวณเล็กๆด้านหน้า กลับมีมวลกระแสธาตุน้ำเบาบางลงเล็กน้อย ราวกับมีรูรั่วบริเวณนั้น เมื่อฝืนเดินไปต่อเล็กน้อยจึงได้พบกับดงต้นพริกไทยที่เลื้อยบนต้นไม้อื่นอยู่เต็มไปหมดและไม่ใช่พริกไทยธรรมดา มันคือ…”
“แตร๊ง แตร๊ง” เสียงลูทให้จังหวะพอดีอีกแล้ว
“พริกไทยเย็น!” จังหวะที่พอดีทำให้ทั้งสามตื่นเต้นไปด้วย
ผมอธิบายไปว่าแม้ไม่เคยรู้จักพริกไทยชนิดนี้ แต่พอเข้าใจว่าแท้จริงมันกำเนิดมาจากพริกไทยธรรมดานี่แหละ แต่มาอยู่ในบริเวณที่ธาตุน้ำเยอะจึง ปรับตัว กลายเป็พริกไทยเย็น
“โฮ่” เอสเมียส่งเสียงสนใจ
“หลังจากนั้นไม่นาน การไปบริเวณนั้นค่อยๆง่ายขึ้น ผมจึงสำรวจขึ้นไปอีก”
“ผมพบว่าในขณะที่ลึกขึ้นไปเรื่อยๆ กระแสเวทย์ธาตุน้ำก็ค่อยๆหนาแน่นขึ้นตามลำดับ ใน่นี้เองที่ความน่าเบื่อกลับมาหาผมอีกครั้ง คงเป็เพราะอนูเวทย์ธาตุน้ำในร่างของผมไม่พอ จึงเริ่มมีอาการแพ้เล็กกำเริบขึ้นอีก”
“่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปรับตัวกับอนูเวทย์ธาตุน้ำ”
เสียงเพลงใหม่บรรเลงขึ้นมาพร้อมกัน จังหวะดนตรีช้าลงเล็กน้อย แต่ก็ยังครึกครื้นอยู่ เอสเมียโยกหัวน้อยๆตามจังหวะเพลง เอสเม่พยักหน้าเข้าใจ เอสมาร์ยังคงตั้งใจฟัง
“เมื่อผมเริ่มปรับตัวกับอนูเวทย์ธาตุน้ำบริเวณนั้นได้ วันหนึ่งตัดสินใจมาสำรวจเร็วกว่าเดิม ในขณะที่ตรวจกระแสเวทย์อยู่นั้นเอง กลับพบ บริเวณเล็กๆที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีกระแสเวทย์ธาตุน้ำที่ดูเข้มข้นกว่าปกติ อยู่ใต้ดิน ทั้งๆที่หลายวันที่ผ่านมาไม่เคยสังเกตเห็น”
“ผมคิดว่าเพราะวันนั้นผม หลอนกับความหนาแน่นธาตุน้ำก่อนหน้านั้น จึงตั้งใจเป็พิเศษ กลับพบแหล่งมวลธาตุน้ำลึกลับใต้ดินนั้น”
“เมื่อเข้าไปสำรวจจึงเห็นว่ามีพืชธาตุน้ำมากมาย ที่โคนต้นไม้นั้น หากตรวจกระแสเวทย์คร่าวๆ คงมองผ่านเพราะจะเห็นแค่ ประกายสีน้ำทะเลรอบๆโคนต้นไม้เท่านั้น แต่จุดใต้ดินนั้นที่มาของมันก็คือ..”
เสียงขลุ่ยเอลฟ์แหลมยาวขึ้นลง และหยุดในจังหวะพอดีอีกแล้ว
“ตรือ ตรื้ออ !”
“มันคือรากของหญ้าชนิดหนึ่งครับ มันซ่อนกระแสเวทย์ตัวเองไว้ที่รากของตัวเองใต้ดิน หึหึ ตอนที่เล่านี่ผมยังขนลุกอยู่เลยไม่คิดว่าพืชจะทำแบบนี้ได้ด้วย”
นั่นสินะ…ตอนนั้นถ้าไม่เพิ่งสมาธิล่ะก็ คงไม่เห็นแน่ๆ!
“โว้ว… นั้นคือ หญ้าน้ำค้างซ่อนกาย สมชื่อมันนี่แหละ ถูกต้องตามทฤษฎีเป๊ะ” ระหว่างพูดเอสมาร์ลอบพยักหน้ากับเอสเม่
“ว้าววว..” เอสเมียเงียบลงพร้อมจ้องไปอย่างสนใจ
“อื้มๆ ต่อสิ” เอสเม่เร่งเร้า
เสียงเพลงบรรเลงค่อยๆบรรเลงอย่างปลุกเร้าอารมณ์ เสียงสูงต่ำ สลับไปมาพร้อมกับเสียงรองเท้าของคนในร้าน ที่บางคนเริ่มเต้น
เอสมาร์สั่งเครื่องดื่มมาเสริมไม่ขาด ในขณะที่เพลงกำลังจบลง ผมก็เล่าต่อถึงการค้นพบ ‘กล้วยไม้ครามห้าแฉก!’ เ้านี่ไม่ได้มีความแปลใหม่อะไร เพียงแต่ความพิเศษของมันคือ มันอยู่ในจุดที่ความหนาแน่นของอนูเวทย์ธาตุน้ำเยอะที่สุดของป่าเหนือแล้ว และที่นั่นเองทำให้ผมนึกออก ว่าเลยป่าเหนือไป มันคือทะเล ธรรมชาติได้อธิบายเื่ความหนาแน่นของอนูเวทย์ธาตุน้ำโดยใช้กลิ่นทะเล และลมที่พัดเข้าฝั่ง โดยไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูด
อย่างไรก็ตามผมต้องปรับตัวอยู่นานมาก เพื่อที่จะออกจากป่าเหนือไปดูทิวทัศน์ของชายฝั่งไกลๆ จากขอบป่าเหนือ ที่ปลายขอบป่าเหนือนี้เอง ที่มีกล้วยไม้ชนิดนี้อยู่บนยอดไม้สูง มองไกลๆด้วยตาเปล่าก็เห็นเพราะพวกมันมีสีครามคล้ายน้ำแข็ง บริเวณกลีบดอกสะท้อนแสง มองเห็นได้ง่าย
“แต่นายไปเจอดอกที่มีห้าแฉกได้ยังไง ฮ่ะ!?” เอสเมียถามทันควัน
“ครับ ในขณะที่มองด้วยตาเปล่า ผมเห็นกลุ่มกระจกสีครามพวกนั้น สะท้อนแสงอาทิตย์หลายกลุ่ม กลุ่มเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ในตอนนั้นเองที่ผมกำลังถอดใจเพราะไม่อยากเสียแรงเสี่ยงไปเก็บสูงๆ กลับมีแสงสะท้อนมาจากกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง..เพียงแต่น่าแปลก”
เอสเมียจ้องเขม็ง ยื่นหน้ามาใกล้มาก “เฮ้ เอสเมีย ใจเย็นๆน้องสาว” เอสมาร์แซวเธอ เธอจึงสะดุ้งเล็กน้อยเอนตัวกลับไปด้วยหน้าแดงระเรื่อ
ผมจึงนึกภาพต่อ “ที่แปลกคือ แสงสะท้อนมาจากกลุ่มใหญ่มาก บอกผมว่ามันคือ กลุ่มกล้วยไม้ปริมาณมากเพราะได้ดูดซับอนูเวทย์ธาตุน้ำปริมาณมากนั้นเอง แต่ที่แปลกคือ มีแค่แสงเดียวที่สะท้อนมาสว่างเหลือเกินแต่ แสงสะท้อนรอบๆกลับน้อยกว่า พวกกลุ่มเล็กๆที่ผ่านมาเสียอีก เห็นแบบนั้น จึงตรวจสอบกระแสเวทย์ดู จึงเห็นอนูเวทย์ธาตุน้ำที่ใหญ่ผิดปกติถูกล้อมด้วย แสงสีฟ้าเล็กๆล้อมรอบ
ทั้งสามคนไม่แปลกใจนักที่ผมค้นพบ แต่เหมือนจะแปลกใจมากกว่าที่ผมทนรับอนูเวทย์หนาแน่นบริเวณนั้นได้ หลังจากนั้นเอสมาร์เสริมว่า จริงๆการค้นหาเ้านี่ไม่ยาก เพียงแต่ต้องสังเกตดีๆ และทนบริเวณนั้นไหว ซึ่งทำให้ผมแปลกใจมากจึงไม่ได้เล่าส่วนนี้
…ตอนนั้นที่ผมตรวจกระแสเวทย์กลับเห็นเหมือน ดวงไฟสีฟ้าจากกล้วยไม้รอบโดนเ้ากล้วยไม้นี่ดูดซับไปอยู่! ผมไม่แน่ใจว่าการรับรู้ของผมเพี้ยนไปรึเปล่า ดูแล้วมันทำให้เ้ากล้วยไม้ดอกใหญ่นั้นดูน่ากลัว เลยต้องหาทางสอยลงมา
เสียงขลุ่ยค่อยๆเบาลง พร้อมเสียงลูทเองก็จบลง พร้อมเสียงปรบมือ
…ทำไม พวกนั้นไม่พูดเื่นี้เลยล่ะ!!
…หรือว่าผมคิดไปเอง?