เมื่อพระอาทิตย์เริ่มฉายแสงของวันใหม่ ก้นหุบเหวยังคงขมุกขมัวด้วยว่าความมืดของหุบเขายังกันแสงของพระอาทิตย์ไม่ให้สาดส่องจนทั่ว แม้ว่าท้องฟ้าเหนือหุบเขาจะเริ่มเด่นชัดขึ้นแล้วก็ตาม
หลิงเทียนกับมู่ชิงหลัวเดินเลียบธารใต้ดิน ความมืดและเสียงน้ำไหลช่วยกลบเกลื่อนฝีเท้าได้เพียงบางส่วน หลังจากที่พังผนังอุโมงค์ออกมา ทั้งคู่ได้ที่ถูกน้ำพัดมาตามช่องเขาจนมาขึ้นฝั่งที่ห่างออกไปจากจุดที่พวกเขาหนีมาประมาณ ร้อยก้าวหลิงเทียนหวังว่าเสียงผนังที่ถล่มและเสียงน้ำคงกลบเกลื่อนทิศทางพวกเขา จากบรรดาคนชุดแดง
มู่ชิงหลัวเดินช้าลงเล็กน้อย นางยังพยายามรักษาท่าทางให้มั่นคง แต่ปลายนิ้วมักแตะผนังหินเมื่อผ่าน่ทางลาด สีหน้าซีดจากพิษที่ถูกกดไว้ และลมหายใจสั้นกว่าปกติ
หลิงเทียนรอจนธารแคบลง จึงหยุดฝีเท้า
“พักก่อน”
“ไม่จำเป็”
“ข้าไม่ได้ถาม”
มู่ชิงหลัวหันมามอง “เมื่อครู่ผู้ใดเพิ่งทำพันธสัญญาว่าจะไม่บังคับอีกฝ่าย?”
หลิงเทียนยกมือขึ้นเล็กน้อย “ข้าขอแก้คำพูด พักก่อนดีหรือไม่?”
“ไม่ดี”
“เช่นนั้นข้าจะพักเอง ท่านเดินต่อได้ แต่ข้าจะนอนขวางทางน้ำไว้ หากท่านเหยียบข้า พวกเราค่อยตกลงค่าชดใช้กันภายหลัง”
มู่ชิงหลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“หนึ่งส่วนสี่ชั่วยาม”
หลิงเทียนพยักหน้า “ข้าชอบคนมีเหตุผล”
“ข้าให้พักเพราะไม่อยากลากศพเ้า”
ทั้งสองหลบเข้าไปใต้ชะง่อนหิน เสื้อผ้ายังชื้นจากการถูกน้ำพัด กลิ่นดินกับโลหิตมารติดอยู่ในอากาศ มู่ชิงหลัวนั่งลงและดึงเข็มเงินออกจากหัวไหล่ ปลายเข็มเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำ
หลิงเทียนเหลือบมองมือของนาง
“มือสั่น”
“ไม่สั่น”
“เข็มเอียง”
“พื้นไม่เรียบ”
เขาก้มมองพื้นหิน “ตรงนี้เรียบกว่าคำตอบของท่าน”
มู่ชิงหลัวไม่เสียเวลาต่อปาก นางแทงเข็มเล่มใหม่ลงบนข้อมือ แล้วหลับตาเพื่อกดพิษในกาย
หลิงเทียนจึงหยิบคัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุออกมา
กระดาษสามหน้าเก่าจนขอบกรอบ เมื่อปลายนิ้วแตะลงไป แสงสีเทาอ่อนก็ไหลผ่านอักษรทีละเส้น
หน้าที่หนึ่งมีเพียงคำว่า
เห็น
หน้าที่สองมีเพียงคำว่า
ถาม
หน้าที่สามมีเพียงคำว่า
ตัดสิน
ไม่มีวิชาลับ ไม่มีภาพกระบวนท่า ไม่มีคำอธิบายลมปราณ มรดกของจอมปราชญ์เหมือนตั้งใจทิ้งคำถามไว้มากกว่าคำตอบ
มู่ชิงหลัวเหลือบมอง “มรดกจอมปราชญ์ให้เ้าแค่นี้?”
“หากข้าถูกหลอก อย่างน้อยคนหลอกก็ดูแก่พอจะน่าเชื่อ”
“เ้าคิดว่าของที่ซ่อนอยู่จะปรากฏเพราะเ้าจ้องมัน?”
“ปกติสาว ๆ ไม่ค่อยปรากฏเพราะข้าจ้อง แต่ข้าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ”
มู่ชิงหลัวเลิกคิ้ว
“เ้าพูดเช่นนี้กับทุกคนหรือ?”
“ไม่ เฉพาะคนที่ข้าคิดว่ายังอยู่ฟังต่อได้เท่านั้น”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปสนใจเข็มของตน
เกล็ดัดินในอกเสื้อหลิงเทียนร้อนขึ้นในจังหวะนั้น
ความร้อนแล่นจากอกไปยังข้อมือ เขารีบดึงเกล็ดออกมา หินสีดำหม่นกำลังเรืองแสงสีทอง ลายเกล็ดด้านในเคลื่อนช้า ๆ เหมือนมีบางสิ่งขยับอยู่ภายใน
เืหยดหนึ่งซึมออกจากขอบเกล็ด
ทั้งที่มือของเขาไม่มีาแ
“อย่าขยับ” มู่ชิงหลัวกล่าว
เืหยดนั้นตกลงบนพื้นหิน มันไม่กระจาย แต่รวมตัวเป็เส้นเล็ก ๆ แล้วไหลสวนทางน้ำไปตามร่องใต้ธาร
หลิงเทียนก้มตามองตามจนมันหยุดตรงก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นเืก็ระเหยหายไป
“เป็เืของคนชุดแดง?” เขาถาม
“ยังสรุปไม่ได้” มู่ชิงหลัวตอบ “มันอาจเป็ร่องรอยของพิษ หรือเืที่ถูกทิ้งไว้เพื่อให้บางสิ่งตามหา”
หลิงเทียนมองเกล็ดในมือ “เกล็ดััมันได้?”
“อาจใช่”
“ท่านไม่รู้?”
“ไม่รู้”
หลิงเทียนไม่ชอบสิ่งที่ไม่รู้ เขามองไปที่ก้อนหินตรงนั้นมีรอยดินใหม่อยู่รอบขอบ เขาเอาด้ามดาบเคาะไปเบาๆ เสียงที่สะท้อนออกมาทำให้เขาแปลกใจ
หลิงเทียนยังไม่แตะก้อนหิน
“มีคนเคลื่อนมันไม่นาน”
มู่ชิงหลัวหยิบผงสีขาวจากพื้นขึ้นมาดม “มีผงติดตาม”
“ผงนี้อยู่บนเสื้อของพวกเรา”
“เช่นนั้นรอยเือาจไม่ได้เป็ของคนที่เพิ่งผ่านมาที่นี่ก็ได้”
หลิงเทียนมองนาง แล้วมองรอยเืที่หายไป
“แต่ก้อนหินถูกขยับ”
“นั่นเป็หลักฐาน”
“ส่วนคนชุดแดงเป็เพียงข้อสันนิษฐาน”
มู่ชิงหลัวพยักหน้า “อย่าให้ของในมือเ้าคิดแทนหลักฐาน”
หลิงเทียนก้มมองเกล็ดอีกครั้ง
“เราไม่ตามมัน”
มู่ชิงหลัวเห็นด้วย
เกล็ดักลับสั่นแรงขึ้น แสงทองลามเข้าสู่ฝ่ามือ ความร้อนพุ่งจนิัแดงจัด หลิงเทียนขบกรามแน่น พยายามวางมันลง
เกล็ดไม่ยอมหลุดจากมือ
มันดึงนิ้วของเขากลับเข้าหากันเอง
“มันไม่ยอมให้เ้าปล่อย?” มู่ชิงหลัวถาม
“ดูเหมือนมันไม่ชอบการถูกปฏิเสธ”
“มันไม่ใช่เ้าของเ้า”
“ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเรียกมันว่าเ้าของ”
เขาพยายามหันมือออกจากก้อนหิน แต่แสงบนเกล็ดกลับเปลี่ยนทิศตามไปด้วย ไม่ว่าเขาจะหันไปทางใด ปลายแสงยังชี้กลับไปที่เดิม
หลิงเทียนหยุดฝืน
“ข้าจะตรวจร่องรอย ไม่ได้ทำตามคำสั่งของเ้า”
ความร้อนลดลงเพียงเล็กน้อย
เกล็ดยังคงชี้ไปยังก้อนหิน
มู่ชิงหลัวมองมัน “มันไม่ได้รับปาก”
“ข้ารู้”
หลิงเทียนวางเกล็ดลงบนพื้น หวังดูว่ามันจะหยุดทำงานเมื่อไม่มีมือของเขาถืออยู่ แต่เกล็ดกลับหมุนตัวเองช้า ๆ แล้วกลิ้งไปตามร่องน้ำ
มันหยุดตรงก้อนหินเดิม
หลิงเทียนกับมู่ชิงหลัวมองหน้ากัน
“เกล็ดัไม่รับเ้าของ” นางกล่าว
หลิงเทียนไม่ตอบ
เกล็ดไม่ใช่อาวุธที่รอคำสั่ง ไม่ใช่สมบัติที่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุม มันเพียงยอมให้เขาแตะต้อง และกำลังเลือกทางของตัวเองโดยไม่สนใจว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่
เขาหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้ความร้อนยังอยู่ แต่ไม่เพิ่มขึ้น
“ข้าจะตามร่องรอยนี้” หลิงเทียนกล่าว “แต่ถ้าพบว่ามันนำเราไปสู่ทางตัน ข้าจะหยุด”
เกล็ดนิ่งสนิท
มันไม่ได้ตอบรับ
มู่ชิงหลัวกระชับกล่องเข็ม “มันยังไม่เห็นด้วย”
“ข้าก็ไม่ได้ขอความเห็น”
ทั้งคู่ช่วยกันยกก้อนหินออก ใต้ก้อนนั้นมีช่องแคบซ่อนอยู่ บันไดหินทอดลงไปในความมืด ลมเย็นพัดขึ้นมาพร้อมกลิ่นโลหิตเก่า
มู่ชิงหลัวก้มลงตรวจขั้นแรก นางใช้นิ้วแตะคราบเืข้างรอยเท้า แล้วดึงมือกลับทันที
“เืยังไม่แห้ง”
“คนที่ทิ้งรอยไว้ผ่านไปไม่นาน”
“หรือมีคนตั้งใจทิ้งไว้”
หลิงเทียนมองรอยรองเท้าหนังหลายคู่ที่มุ่งลงไป รอยหนึ่งลึกกว่ารอยอื่น ราวกับเ้าของกำลังแบกของหนัก อีกรอยลากปลายเท้าเป็่ ๆ
เขาไม่ได้บอกว่านั่นหมายถึงอะไร
“เรารู้เพียงว่ามีผู้คนหลายคนลงไป และมีเือยู่บนขั้นแรก” เขากล่าว “ยังไม่รู้ว่าเป็คนชุดแดงหรือไม่”
มู่ชิงหลัวพยักหน้า “ดี”
“คำชมของท่านฟังเหมือนคำตัดสิน”
“เพราะเ้ามักรีบข้ามจากเห็นไปตัดสิน”
หลิงเทียนเก็บเกล็ดเข้าที่อกเสื้อ
“คัมภีร์ของข้ายังมีคำว่าถามอยู่”
“เช่นนั้นก็ใช้มัน”
ทั้งคู่เริ่มเดินลงบันได
หลิงเทียนก้าวนำหนึ่งขั้น มู่ชิงหลัวตามหลังในระยะที่ไม่บังทางเข็มของนาง ทั้งสองไม่พูดอีก ทุกย่างก้าวมีเพียงเสียงรองเท้ากระทบหินกับเสียงน้ำหยดจากเพดาน
เมื่อเดินลงไปได้สิบกว่าขั้น เกล็ดในอกเสื้อก็สั่นอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่มีแสง
หลิงเทียนหยุดเขามองหากิ่งไม้รอบๆตัวเพื่อนำมาทำคบไฟ
ด้านล่างมีเสียงดังคล้ายกับบางอย่างกำลังลากสิ่งของไปกับพื้น
ครืด...
เสียงนั้นหยุดไปชั่วขณะ แล้วดังขึ้นอีกครั้ง
ครืด...
มู่ชิงหลัวขยับมายืนข้างเขา เข็มเงินสามเล่มอยู่ระหว่างนิ้ว
“ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่อยู่ด้านล่างรู้ถึงการมาของพวกเราแล้ว” นางกล่าว
“อาจเป็คนชุดแดง”
“หรืออาจเป็สิ่งที่พวกเขากำลังค้นหา”
หลิงเทียนยกคบไฟขึ้น แสงส่องไปได้ไม่ถึงสิบขั้น ก่อนถูกความมืดกลืนหาย
เสียงลากดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม
ตามด้วยเสียงบางอย่างกระทบผนัง
กึก
เกล็ดัในอกเขาหยุดสั่น
หลิงเทียนกำด้ามดาบ มู่ชิงหลัวลดตัวลงเล็กน้อย
ความมืดเบื้องล่างยังว่างเปล่า
แต่บนผนังด้านหนึ่ง เงาดำค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมาตามขั้นบันได เงานั้นบิดเบี้ยว ไปตามความเคลื่อนไหวของเปลวไฟ และหยุดอยู่ตรงขั้นที่ต่ำกว่าพวกเขาเพียงไม่กี่ขั้น ด้วยความโค้งของทางเดิน และเหลี่ยมมุมของผนังหิน ทำให้ทั้งคู่ยังไม่สามารถมองเห็นร่างนั้นได้อย่างชัดเจน
มีเพียงเสียงหายใจแ่เบา และสิ่งยาวบางอย่างที่ลากไปกับพื้น
หลิงเทียนยืนนิ่งไม่ถอย
เสียงนั้นพลันกล่าวขึ้น
“ผู้ใด... เลือกให้เ้าลงมา?”
คำถามดังเบา แต่ไม่เหมือนเสียงของคนที่ถามเพื่อรอคำตอบ
มันเหมือนกำลังทวงสิทธิ์บางอย่างคืน
หลิงเทียนมองมู่ชิงหลัว นางไม่ขยับ ไม่ส่งสัญญาณให้หนีหรือโจมตี
ด้านล่าง เงาดำนั้นยกสิ่งที่ลากอยู่ขึ้นจากพื้นช้า ๆ
เสียงโลหะเสียดหินดังแหลมจนเปลวไฟในมือหลิงเทียนสั่น
“ตอบมา” เสียงนั้นกล่าว “เ้าเลือกเอง... หรือถูกเลือก?”
เกล็ดัยังคงนิ่ง
หลิงเทียนก้าวลงไปหนึ่งขั้น
เงาดำหยุดเคลื่อนไหว
มู่ชิงหลัวกระชับเข็มในมือ
และจากความมืดเบื้องล่าง มีเสียงหัวเราะสั้น ๆ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนทุกอย่างกลับเงียบสนิท