เมืองปาฮวงในยามราตรีค่อยๆแปรเปลี่ยนจากความเร่งรีบคึกคักไปสู่ความเงียบสงัด ราวกับสัตว์ร้ายตัวใหญ่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา
ยกเว้นสถานที่แห่งหนึ่งนั่นก็คือ หอชุนเหมิ่งหอนางโลมใหญ่ที่สุดในเมืองปาฮวง ซึ่งเป็ธุรกิจหลักของตระกูลจ้าว
หอชุนเหมิ่งครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยหมู่ทั้งยังมีทะเลสาบเทียมตรงใจกลาง บริเวณโดยรอบทะเลสาบมีอาคารหลังเล็กๆหลายสิบหลังกระจายตัวอย่างอิสระสถานที่แห่งนี้จัดเตรียมไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็คนร่ำรวยหรือชนชั้นสูงจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับลานภายในได้อย่างอิสระ
แต่ภายในลานนี้มีอาคารพิเศษเรียกว่าศาลาหุยเหมิ่งที่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับรับแเื่ทั่วไป เพราะมันเป็ที่พักส่วนตัวของบุตรชายคนที่สามของตระกูลจ้าวจ้าวจื่อหาว
จ้าวจื่อหาวอยู่ที่นี่เกือบทุกคืนว่ากันว่าเขาเป็บุรุษที่ขาดสตรีไม่ได้ ทุกคืนเขาต้องมีสาวงามมาคอยปรนนิบัติไม่เช่นนั้นจะนอนไม่หลับ
ปกติสาวงามมักจะถูกฉุดมาข่มเหงรังแกที่นี่วันใดไม่มีเหยื่อก็จะมีสตรีจากหอชุนเหมิ่งมาปรนนิบัติเขา
ปัจจุบันเป็ยามสาม[1] หลังจากจ้าวจื่อหาวออกกำลังยามดึกมากว่าครึ่งคืนในที่สุดเขาก็หลับสนิทพร้อมโอบกอดสาวงามร่างเปลือยเปล่าไว้ในอ้อมแขนโดยที่มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกอวบอั๋นของนางไว้แน่น
ลมกระโชกแรงพัดผ่านผ้าม่านพลิ้วกระพือ มีร่างๆ หนึ่งโฉบเข้ามาราวกับแมวก่อนะโลงอย่างแ่เบาไร้สุรเสียง
สายตาของคนผู้นี้กวาดมองไปยังจ้าวจื่อหาวที่กำลังหลับใหลก่อนกล่าวขึ้นว่า"สุนัขตระกูลจ้าวรักตัวกลัวตายแค่ทำให้มันตื่นตระหนกก็จะคายความลับทั้งหมดออกมา"
เขาก้าวไปที่เตียงอย่างแ่เบา เห็นสตรีหน้าตาดีอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวจื่อหาวก็แอบสาปแช่งว่า "เ้าสุนัขตัวนี้ช่างรู้จักหาความเพลิดเพลินจริงๆ"เขายื่นนิ้วออกไปสกัดจุดนางให้หลับใหลลึกยิ่งขึ้น
‘เพียะ’ จากนั้นก็เอื้อมมือไปตบจ้าวจื่อหาว
จ้าวจื่อหาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะพบว่าคนที่ตบตนเองเป็ผู้ใด อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บศีรษะอย่างรุนแรงแล้วสลบไป
เมื่อจ้าวจื่อหาวตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองมาอยู่ภายในถ้ำหนาวเย็นร่างถูกมัดด้วยผ้าห่ม ถูกจี้สกัดจุดทำให้ไม่สามารถใช้กำลังใดๆ ได้สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาทำให้จ้าวจื่อหาวขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง
“สวัสดี…ตื่นแล้วรึ หลับสบายหรือไม่” เสียงเป็มิตรราวกับกำลังทักทายสหายเก่าดังขึ้น
จ้าวจื่อหาวมองไปทางด้านข้างด้วยความหวาดกลัวแลเห็นชายในชุดดำกำลังส่งยิ้มมาให้เขา ท่ามกลางแสงสลัวทำให้ฟันของคนผู้นั้นดูเย็นะเื
สายตาจ้าวจื่อหาวค่อยๆปรับให้เข้ากับความมืดของที่นี่ ทันใดนั้นเขาก็ร้องอุทานออกมา "เ้า...เ้าคือเย่หยาง"
เย่หยางถอดผ้าคลุมหน้าออก หรี่ตามองพร้อมแสยะยิ้ม "ถูกต้อง…แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่มีรางวัลจะมอบให้"
“เ้าคิดจะทำอันใดข้าเคยเตือนเ้าไปแล้วว่าอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน หากท่านพ่อรู้ว่าเ้าลักพาตัวข้ามาเขาจะต้องสังหารเ้าทิ้งเป็แน่ ต่อให้เป็ตระกูลเย่ก็ไม่สามารถปกป้องเ้าได้”จ้าวจื่อหาวกล่าวอย่างใจเย็น
“ฮ่าๆ …อย่าได้กังวล ข้าดูแลตัวเองได้คนของเ้าจะไม่รู้ว่าเป็ฝีมือข้าอย่างแน่นอน ข้ารับประกัน” เย่หยางตอบอย่างอบอุ่น
“หมายความว่าอย่างไร” จ้าวจื่อหาวรู้สึกใ
“หึๆ …แล้วเ้าคิดเช่นไรเล่า เ้าสามปกติเ้าเป็คนฉลาดเฉลียวมากนี่ เื่แค่นี้คาดเดาไม่ได้หรือ”
“เย่หยาง พวกเรามิได้มีความแค้นต่อกันหากเกี่ยวกับเื่ในวันนี้ข้าต้องขออภัยด้วย ข้าจะชดเชยให้เ้าเอ่ยสิ่งที่เ้า้ามาได้เลย” จ้าวจื่อหาวเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือสายตาลอกแลกกังวล
เย่หยางมองจ้าวจื่อหาวด้วยสีหน้าขบขัน "อย่าคิดเล่นตลกกับข้าต่อให้ถ่วงเวลาไปก็เปล่าประโยชน์ สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองยี่สิบลี้คนของเ้าไม่มีทางพบ"
เมื่อเห็นว่าเย่หยางเตรียมการไว้อย่างดีจ้าวจื่อหาวจึงคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คงยากจะแก้ไขสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็ซีดเซียว "พี่เย่ ต้องทำเช่นไรท่านถึงจะปล่อยข้า ท่านควรมีเมตตาเพื่อหนทางในอนาคตของตนจะสังหารข้าแค่เพราะเื่เล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้”
“ช่างน่าขันคนตระกูลจ้าวอย่างเ้ากล้าพูดเื่เมตตาคุณธรรมเช่นนั้นรึ อย่าลืมว่าตระกูลของเ้ากระทำเื่น่าอับอายลับหลังไว้มากมายเพียงใดในเมืองปาฮวงไฉนตอนนั้นเ้าถึงไม่คิดเื่ความเมตตาบ้าง”
สีหน้าของเย่หยางเปลี่ยนเป็เ็า สายตาเอ่อล้นด้วยจิตสังหาร “ข้าจะไม่เปลืองน้ำลายกับเ้าอีกนับจากนี้ข้าจะถามส่วนเ้าก็มีหน้าที่ตอบ ถ้าเ้าตอบผิด ข้าจะตัดนิ้วมือของเ้าหนึ่งนิ้วถ้าไม่มีนิ้วมือให้ตัด ข้าก็จะตัดนิ้วเท้าสรุปว่าเ้ามีโอกาสตอบผิดยี่สิบเอ็ดครั้ง”
“หืม…ไฉนถึงยี่สิบเอ็ดครั้ง มิใช่ยี่สิบครั้ง?” จ้าวจื่อหาวรู้สึกหวาดวิตกจึงเอ่ยถามประโยคนี้โดยไม่คิด
เย่หยางตอบด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่ “ที่หว่างขาของเ้าก็ถือเป็อีกหนึ่งโอกาสเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบเหงื่อเย็นเยียบก็เปียกชุ่มทั่วร่างของจ้าวจื่อหาวเขาััได้อย่างชัดเจนถึงจิตสังหารเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากสายตาของเย่หยางหากไม่ร่วมมือแต่โดยดี เย่หยางจะต้องสังหารเขาทิ้งอย่างไม่ลังเลแน่
เย่หยางเห็นว่าจ้าวจื่อหาวตื่นตระหนกก็ถามเข้าประเด็นทันที "ผู้ใดยุยงให้ตระกูลจ้าวแย่งชิงการค้าของตระกูลเย่"
“เอ่อ…เ้ากำลังกล่าวถึงเื่อันใด ข้าไม่รู้เื่”
“เยี่ยม! ยินดีด้วยเ้าได้รางวัล”
"อ๊าก!!!" จ้าวจื่อหาวกรีดร้องขณะเย่หยางใช้มีดสั้นตัดนิ้วเล็กๆ ของเขาออก
“ข้าไม่อยากได้ยินคำว่า 'ไม่รู้'เ้ายังมีโอกาสอีกยี่สิบครั้งหวังว่าเ้าจะดันทุรังต่อไป…ข้าอยากรู้นักว่าหลังยี่สิบครั้งข้าจะสามารถหาส่วนที่ท้าทายยิ่งขึ้นจากร่างของเ้าได้หรือไม่” เย่หยางกล่าวอย่างเ็า
จ้าวจื่อหาวเ็ปอย่างยิ่ง เขาเคยชินกับการถูกตามใจมาโดยตลอดไม่เคยมีสิ่งใดมาระคายิัั้แ่ยังเยาว์ ยามนี้เขาเ็ปมากจนยากจะเอื้อนเอ่ย
เย่หยางไม่สนใจความเ็ปของจ้าวจื่อหาวแม้แต่น้อยคนผู้นี้ย่ำยีสตรีดีๆ ไปมากมาย สมควรตายนับหมื่นครั้ง เขากล่าวต่ออย่างเ็า "ผู้ใดยุยงตระกูลจ้าวให้แย่งชิงการค้าของตระกูลเย่?เ้าจะไม่รู้ต่อไปก็ได้" หลังกล่าวเช่นนั้นก็เริ่มมองไปที่นิ้วมืออีกข้างของจ้าวจื่อหาวมีดสั้นในมือของเขาพร้อมจะตัดมันทุกเมื่อ
จ้าวจื่อหาวกลั้นความเ็ปแสนสาหัสเอาไว้ แล้วตอบทั้งใบหน้าบิดเบี้ยว "เขามาจากเมืองหลวง"
“คนผู้นั้นเป็ใคร อยู่กองกำลังใด”
“ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร รู้แค่ว่าเขาแซ่ลู่มีตราห้อยอยู่ที่เอว คิดว่าน่าจะมาจากวัง”
“คนในวัง?” เย่หยางพึมพำสองสามคำ แล้วถามต่อว่า “เื่ที่ข้าถูกปองร้ายเมื่อสองสามวันก่อนเกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวหรือไม่”
“ไม่ใช่ตระกูลจ้าว เป็ฝีมือของผู้าุโสี่ตระกูลเย่ของเ้าข้าได้ยินการสนทนาของท่านพ่อกับคนอื่นๆพวกเขาต่างตำหนิผู้าุโสี่ว่าไร้ความสามารถ กะอีแค่สังหารคนพิการผู้หนึ่งที่ไม่ต่างจากคนธรรมดายังทำไม่ได้”
“หึ! นั่นเป็เพราะพวกเ้าอยากเช็ดก้นให้สะอาดไม่อยากทำให้ผู้อื่นสงสัย จึงสร้างเื่ว่าข้าลื่นล้มตกลงไปในน้ำ ไม่ยอมสังหารข้าตรงๆน่าเสียดายที่วันนั้น์ไม่ยอมรับข้าไป จึงให้ข้ากลับมาสนุกกับเ้าที่นี่อย่างไรเล่าบอกทุกเื่ที่เ้ารู้มา แน่นอนว่าเ้าจะให้ความร่วมมือหรือโป้ปดต่อไปก็ได้ข้ายินดีทั้งนั้น เพราะข้าเองก็อยากรู้ว่าการที่ได้ตัดนิ้วบุตรชายคนที่สามของตระกูลจ้าวทีละนิ้วรู้สึกเช่นไรเ้าจะมอบนั้นโอกาสนั้นแก่ข้าหรือเปล่านะ?” เย่หยางกล่าวทั้งรอยยิ้มน่าสะพรึงกลัว
“ไม่…ไม่เอา ข้าจะบอกเ้าทุกเื่ที่รู้ข้าสาบานต่อ์ว่าจะไม่โป้ปด…” จ้าวจื่อหาวศิโรราบอย่างสิ้นเชิงเมื่อเผชิญกับวิธีการอันโเี้ของเย่หยางเขาก็ไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย
ครึ่งชั่วยามต่อมาเย่หยางได้รู้ทุกเื่ที่จ้าวจื่อหาวรู้ เพื่อป้องกันว่าอีกฝ่ายไม่ได้โป้ปดและยืนยันว่าพูดความจริงเขาจึงถามคำถามเดิมซ้ำหลายๆ ครั้งต่อให้จ้าวจื่อหาวจะเฉลียวฉลาดเพียงใดก็ไม่มีทางโป้ปดได้อย่างไร้ช่องโหว่หลังจากทดสอบอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าคำตอบที่ได้ยังเหมือนเดิมเย่หยางก็สังหารอีกฝ่ายอย่างวางใจ
เย่หยางอุ้มจ้าวจื่อหาวออกจากถ้ำมาถึงแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ลี้จากนั้นก็ใช้มือขวาอันแข็งแกร่งเหวี่ยงจ้าวจื่อหาวลงไปในแม่น้ำไกลกว่าสิบจ้างราวกับโยนกระสอบทราย
ขณะเย่หยางเห็นจ้าวจื่อหาวถูกสายน้ำกลืนหายไปก็เอ่ยขึ้นว่า "ด้วยความชั่วที่เ้ากระทำมาความจริงเ้าควรถูกโยนเข้าไปป่าลึก ให้สัตว์ป่ากัดกินเืเนื้อแต่เพราะเห็นว่าเ้าให้ข้อมูลอันเป็ประโยชน์มากมายแก่ข้าข้าจึงสงเคราะห์ให้เ้าลอยไปกับกระแสน้ำตกตายอยู่ในท้องมัจฉา ได้ไปสู่น้ำพุปรโลกอย่าได้ขอบคุณข้ามากนักเพราะข้าชื่นชอบทำความดีอยู่เป็นิจโดยไม่ทิ้งนามให้ผู้ใดจดจำ” เขาตบฝุ่นออกจากตัวเบาๆแล้วย้อนไปที่ถ้ำอีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่จากนั้นค่อยจากไปอย่างเงียบเชียบ
วันรุ่งขึ้นตะวันสาดส่องทอแสงแรก ความอบอุ่นแผ่ขจายลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องเย่หยางที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงค่อยๆ ลืมตาขึ้น พ่นอากาศขุ่นมัวออกจากร่างรู้สึกสดชื่นเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง เย่หยางหลงใหลความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง
เขาเปิดประตูเข้าไปในลานบ้าน เห็นบุปผาไม่รู้จักนามบางชนิดถูกปลูกไว้เย่หยางไม่เคยรู้สึกอยากชื่นชมพวกมันมาก่อนทว่าปัจจุบันเขาอารมณ์ดีจึงรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่พบเห็นทั้งยังััได้ถึงกลิ่นหอมของบุปผางาม
ทันใดนั้นมือเรียวหยกคู่หนึ่งก็ยื่นมาปิดตาของเย่หยางจากด้านหลังเสียงแจ่มชัดดังก้องในหู"ทายซิใครเอ่ย"
เย่หยางใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบพบว่าผู้ที่มาปิดตาเขาก็คือมู่อวี่ฉิงวันนี้นางสวมชุดสีเขียว กำลังสนุกสนานกับการเล่นปิดตา แววตาเปี่ยมล้นด้วยความสุข
เย่หยางยังรู้สึกอบอุ่นในใจ การเล่นแบบเด็กๆนี้ทำให้เสียงหัวเราะในวัยเยาว์ของเขากลับมาอีกครั้ง เขาเอื้อมมือออกไปแตะมือเรียวดุจหยกขาวที่กำลังปิดตาอย่างแ่เบาภายในใจรู้สึกอ่อนโยนอย่างไม่รู้จบ
เมื่อเห็นว่าเย่หยางไม่ปริปากพูด เพียงแค่ลูบมือของนางอย่างแ่เบาใบหน้างดงามก็แปรเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ หัวใจเต็มไปด้วยความหวานชื่นนางหลับตาลืมสิ้นทุกสรรพสิ่ง เอนศีรษะพิงแผ่นหลังของเย่หยางเบาๆ
เสียงจังหวะหัวใจของเย่หยางที่ดังกึกก้องภายในหูให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็จังหวะของโลกทั้งใบทันใดนั้นจิตของนางก็กระจ่างรู้ อายปราณแข็งแกร่งทรงพลังที่มองไม่เห็นแผ่ขจายรอบตัวประดุจคลื่นกระแสธาร
เย่หยางตื่นตระหนกรีบต่อต้านแรงกดดันดังกล่าวพยุงร่างกายไม่ให้ขยับเขยื้อน ด้วยรู้ว่ามู่อวี่ฉิงกำลังทะลวงระดับหากเขาขยับเพียงเล็กน้อยนางอาจล้มเหลว ถูกพลังตีกลับจนได้รับาเ็สาหัส
มู่อวี่ฉิงไม่คิดว่าตนเองจะทะลวงระดับในเวลาเช่นนี้นักิญญาแตกต่างจากนักรบ นอกจากการฝึกฝนแล้ว ยังต้องปรับปรุงและพัฒนาสภาพจิตใจอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับพลัง
เพียงแต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทะลวงผ่านแม้แต่น้อยเพราะเย่หยางยังอยู่ข้างๆ นาง หากนางทะลวงผ่านแรงกดดันจิติญญาภายในร่างจะไม่อยู่ใต้การควบคุมมีโอกาสที่เย่หยางจะได้รับาเ็สาหัสหรือถูกบดขยี้จนตาย พลังดังกล่าวแตกต่างจากยามปกติเพราะนางไม่สามารถควบคุมมันได้เลยนั่นหมายความว่าเย่หยางจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลอย่างเต็มรูปแบบ
นาง้าควบคุมพลังิญญานี้ทว่ายิ่งกดดันมากเท่าไร พลังสะท้อนกลับก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้นขณะที่นางพยายามควบคุมมันด้วยความวิตกกังวลจนแทบจะร่ำไห้ เสียงอ่อนโยนก็ดังขึ้น "ไม่ต้องกลัวหรอกเชื่อใจข้าเถอะ"
[1] ยามสาม คือเวลาประมาณ 23:01 – 01:00 น.