เสิ่นจื่อโยวคนไร้ค่าผู้นั้นจะประลองยิงธนูกับอัจฉริยะโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลิวหั่ว?!!!
ข่าวนี้ประหนึ่งน้ำเดือดที่หยดลงในน้ำมันอุ่นร้อนะเิกระจายตัวไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่เสิ่นเชียนซีสนทนากับเสิ่นจื่อโยวพวกนางไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงผู้อื่นด้วยเหตุนี้บรรดาสตรีที่นั่งอยู่ข้างกายเสิ่นเชียนซีจึงนำบทสนทนาของพวกนางไปเล่าสู่ให้ผู้อื่นฟังโดยทั่ว
ดังนั้นจากหนึ่งเป็สิบจากสิบเป็ร้อยในระยะเวลาไม่ถึงสามก้านธูปทุกคนในสถานที่แห่งนี้จึงได้รับรู้ข่าวสารนี้
เสิ่นจื่อโยวคงมิได้โง่กระมังทว่านางน่าจะบ้าเสียมากกว่า มิเช่นนั้นแล้วจะตอบตกลงประลองกับเสิ่นเชียนซีได้อย่างไรต้องรู้ด้วยว่าทักษะการยิงธนูของเสิ่นเชียนซีมีปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ของบรรดาองค์ชายมาสั่งสอนด้วยตนเอง!
พวกเขาจึงพากันเฝ้ารอชมความอับอายของเสิ่นจื่อโยว
คนผู้นี้ควรจะประเมินพละกำลังความสามารถของตนเสียบ้าง...มีคนจำนวนไม่น้อยที่รำพึงเช่นนี้ในใจ
การประลองยิงธนูถูกจัดไว้เป็กิจกรรมสุดท้ายของงานเลี้ยงใน่เวลานี้ของทุกปีที่ผ่านมาขุนนางส่วนใหญ่ล้วนคิดหาวิธีที่จะทำให้กิจกรรมนี้จบลงอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อจะได้กลับจวนไปพักผ่อนเพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ชนะมักเป็หนึ่งในบรรดาองค์ชายอย่างมิต้องสงสัย ในจำนวนนี้มีเซวียนหยวนช่างองค์ชายสามและเซวียนหยวนฉีองค์ชายหกตำแหน่งผู้ชนะเป็ส่วนใหญ่ราวกับทุกครั้งผู้ที่ได้รับชัยชนะจะเป็หนึ่งในสองคนนี้ นอกเสียจากทั้งสองจะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน
พวกเขาคนหนึ่งเป็โอรสของหรงกุ้ยเฟยอีกคนก็เป็โอรสของฮองเฮา ล้วนเป็ความเกี่ยวข้องที่ไม่อาจพรรณนา
เพราะผลลัพธ์ที่ไม่เคยผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไร้ความรู้สึกแปลกใหม่อันใด เพียงปรบมือร่วมประสมโรงไปตามน้ำ
ทว่าค่ำคืนนี้กลับต่างออกไปเสิ่นเชียนซีโฉมงามอันดับหนึ่งจะลงสนามบดขยี้เศษสวะด้วยตนเองเื่เช่นนี้เพียงจินตนาการก็ให้รู้สึกตื่นเต้น
ดังนั้นเมื่อฮ่องเต้ทรงประกาศให้เริ่มการประลองยิงธนูบรรดาขุนนางจึงไม่เพียงไม่มีท่าทีง่วงงุนเช่นในอดีต พวกเขายังลงไปล้อมรอบสนามด้วยความกระปรี้กระเปร่ายืดคอยาวมองไปด้านใน
การประลองยิงธนูแบ่งออกเป็สองรอบ หนึ่งเป็การยิงเป้านิ่งอีกรอบเป็การยิงเป้าเคลื่อนไหว สุดท้ายจึงนำผลคะแนนจากทั้งสองรอบมารวมกันผู้ใดที่ได้คะแนนมากที่สุดจะถือเป็ผู้ชนะ
ราวกับบรรยากาศในการประลองนี้ยังไม่เข้มข้นน่าตื่นเต้นมากพอฮ่องเต้จึงทรงนำของรางวัลในการแข่งขันครานี้ออกมาวางอยู่บนแท่นประทับสูง
บงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลก?! เป็บงกชผลึกวารีจริงๆ!
บรรยากาศในกลุ่มคนจึงยิ่งร้อนแรงขึ้นบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกเป็เทหิญญาระดับเก้า มันเติบโตในดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บเป็สิ่งที่อาจพานพบแต่ไม่อาจร้องขอ
คาดไม่ถึงว่าครานี้ฮ่องเต้จะนำเทหิญญาระดับเก้ามาเป็ของรางวัลช่างเป็รางวัลที่มีมูลค่าสูงส่งยิ่งนัก
หูของเสิ่นจื่อโยวกระดิกโดยพลันนางจับคำว่า ‘เทหิญญาระดับเก้า’ คำนี้ได้อย่างว่องไว
เทหิญญาระดับเก้าหรือ ดียิ่งนัก
ริมฝีปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักเป็รอยยิ้ม
เดิมทีนางเพียง้าเอาชนะเสิ่นเชียนซีเท่านั้นคาดไม่ถึงว่าเทหิญญาระดับเก้าที่นางเฝ้าคะนึงถึงจะมาวางอยู่เบื้องหน้านาง
เช่นนี้แล้วเป้าหมายของนางจึงไม่ได้มีเพียงการเอาชนะเสิ่นเชียนซีแล้ว
นางต้อง่ชิงชัยชนะมาให้จงได้เพื่อของรางวัลสูงสุด!
ั์ตาของเสิ่นจื่อโยวฉายประกายมุ่งมั่นแห่งชัยชนะ
• • •
ภายใต้รับสั่งของฮ่องเต้การประลองจึงได้เริ่มต้นขึ้น
เสิ่นจื่อโยวรับคันธนูมาจากขันทีตัวน้อยั์ตาซับซ้อนมีลำแสงดำมืดยากวิเคราะห์วาบผ่าน
ทักษะการยิงธนูของนางนั้นเป็เว่ยหลิงเซียวที่สอนนางด้วยตนเอง
ในครานั้นนางได้เห็นบรรดาทหารฝึกซ้อมยิงธนูอยู่ในสนามฝึกนางรู้สึกว่าน่าสนุกจึงได้ร่ำร้อง้าเรียน
เว่ยหลิงเซียวในเวลานั้นตามใจนางยิ่งนักเมื่อเห็นนางสนใจฝึกยิงธนูเขาไม่เพียงหาเวลาจากภารกิจที่รัดตัวมาสอนนางแต่ยังนำคันธนูยาวที่ล้ำค่าที่สุดของตนออกมา
ตามคำกล่าวของเว่ยหลิงเซียวธนูคันนี้เป็ธนูที่เสด็จแม่ของเขามอบให้ในวันที่เขาอายุครบสิบห้าปีโดยปกติแล้วเพียงผู้อื่นแตะััก็จะถูกเขาสั่งตัดมือทันที
ต่อมาเว่ยหลิงเซียวได้ทำคันธนูยาวให้นางโดยเฉพาะบนนั้นยังสลักนามของนางเอาไว้
เว่ยหลิงเซียวกล่าวว่าคันธนูยาวนี้ก็เหมือนกับนางเป็หนึ่งไม่มีสอง
ความเ็ปกรีดผ่านหัวใจของเสิ่นจื่อโยวมือที่จับคันธนูอดไม่ได้ที่จะกำแน่นขึ้น
การทรยศเคลื่อนตัวเข้าจู่โจมอย่างกะทันหันไร้โอกาสให้นางได้เตรียมใจ
ความทรงจำในอดีตยิ่งหวานล้ำมากเท่าไรความเ็ปในยามนี้ก็ยิ่งสลักลึกมากเท่านั้น
เพียงแต่เสิ่นจื่อโยวไร้บิดามารดาั้แ่วัยเยาว์แต่ไรมานางก็เป็สตรีที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง น้อยครั้งที่จะแสดงความเ็ปบนใบหน้านางเก็บซ่อนมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
ไม่มีผู้ใดรักทะนุถนอมนางเช่นนั้นนางก็ทำได้เพียงปกป้องดูแลตนเอง
“เหอะ เสิ่นจื่อโยวมิใช่ว่ากระทั่งคันธนูเ้าก็ยังไม่รู้ว่าต้องจับอย่างไรหรือ้าให้ข้าสอนหรือไม่”
เสิ่นเชียนซียืนอยู่ข้างกายเสิ่นจื่อโยวปรายตามองนางอย่างดูแคลน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
นางมองเสิ่นจื่อโยวที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นประหนึ่งขอนไม้ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวอันใดก็หลงคิดว่าเสิ่นจื่อโยวยิงธนูไม่เป็จำนนต่อความพ่ายแพ้แล้ว
เสิ่นจื่อโยวลืมตาขึ้นโดยพลันข่มกลั้นอารมณ์ที่ไม่จำเป็นั้นลงไปในส่วนลึก
“ยิงธนูเป็หรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับ‘วาจา’ แต่ขึ้นอยู่กับ ‘การกระทำ’” เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายนางหยิบคันธนูขึ้นมาด้วยท่าทีชำนาญ ยึดสายธนูออก
ฮึ ท่วงท่าดูถูกต้องตามหลักการ
เสิ่นเชียนซีคิดอย่างไม่ยี่หระนางยังไม่ลงมือยิงก่อน ทำเพียงกอดอกเตรียมรับชมความอับอายของเสิ่นจื่อโยว
การยิงธนูมิได้เกี่ยวข้องกับท่วงท่าที่ถูกต้องตามหลักการเท่านั้น
เสิ่นจื่อโยวเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยหรี่ตาลง
พลังจิตของนางแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่งเป้าที่อยู่ห่างออกไปร้อยหมี่ในสายตานางกลับอยู่ใกล้ราวกับเบื้องหน้า
ฟุบ!
ทันทีที่เสิ่นจื่อโยวคลายมือลูกธนูก็พุ่งตรงไปที่เป้า
เข้าสู่กลางเป้าพอดิบพอดี!
มิเพียงแค่นั้นเสิ่นจื่อโยวราวกับได้รับพลังวิเศษ นางหยิบลูกธนูที่อยู่เื้ัยิงออกไปจนหมดดอกแล้วดอกเล่าโดยที่แทบไร้ซึ่งการหยุดพักใดๆ ลูกธนูถูกยิงไปที่เป้าอย่างมั่นคง
ลูกธนูสิบดอกล้วนถูกยิงเข้าสู่กลางเป้า!
เสิ่นเชียนซีที่รอชมความอับอายของเสิ่นจื่อโยวได้แต่ตะลึงผู้ชมที่อยู่รอบบริเวณก็ต่างพากันตะลึงงันเช่นเดียวกัน
นี่...นี่เป็เื่จริงหรือ ดวงตาพวกเขาไม่ได้ผิดปกติใช่หรือไม่?!
กระทั่งมีบางคนอดไม่ได้ที่จะหยิกตัวเอง...
โอ๊ย...นี่ไม่ใช่ความฝัน
เพียงแต่...ความจริงนี้พาให้ผู้คนยากจะเชื่อยิ่งกว่าความฝัน
ราตรีนี้เสิ่นจื่อโยวยังมีเื่ ‘ประหลาดใจ’ รอคอยพวกเขาอีกมากมายเท่าไร