อ๋องเยี่ยเหลียงเร่งฝีเท้านำขบวนกลับวังอ๋อง เนื่องด้วยเหตุการณ์ในท้องพระโรงเมื่อสักครู่ทำให้เขาอับอายจนไม่อาจเอ่ยวาจาทักทายผู้ใด
“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเยี่ย เหตุไฉนท่านจึงรีบเช่นนี้ จะไม่กล่าวทักทายน้องชายคนนี้บ้างเลยหรืออย่างไร”
อ๋องไท่หย่งจงใจเดินเข้ามาขวางเบื้องหน้าเขาไว้ รอยยิ้มเบิกบานใจนั่นฉีกยิ้มจนเรียกได้ว่าห้ามไม่อยู่จริง ๆ
“อ๋องไท่หย่ง วันนี้ข้ารีบนัก เพราะต้องกลับไปจัดการเื่ภายในครอบครัวให้เรียบร้อย ต้องขอโทษเ้าด้วย”
อ๋องเยี่ยเดินเลี่ยงไปอีกทาง หากแต่อ๋องไท่หย่งยังขยับตาม พร้อมกับแววตาเยาะยิ้ม
“ท่านอ๋องเยี่ย ข้าแค่จะกล่าวชื่นชมท่านสักหน่อยก็เท่านั้นเอง ฮึ ฮึ”
เมื่ออ๋องเยี่ยหยุดเดิน เขาจึงเข้าประชิดร่างสูงที่สูงพอ ๆ กับเขา สายตาคนทั้งคู่จับจ้องในระดับเดียวกัน อ๋องเยี่ยเหลียงหุ่นบอบบางสมกับเป็ราชบัณฑิตแห่งวังหลวง ผิวพรรณนวลผ่องเพราะอยู่ในห้องหนังสือมากกว่าสนามรบ ส่วนอ๋องไท่หย่งนั้น รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้ง ดุจชายชาติทหาร แต่กลับชอบชวนตีกับนักเลงมากกว่าลงศึกในสนามรบ
“ท่านอ๋องเยี่ยที่บรรดาเหล่าขุนนางชื่นชมเป็นักหนาว่า เป็ยอดบุรุษที่มีปัญญาปราดเปรื่อง ยึดมั่นในคุณธรรม ช่างสมคำเล่าลือจริง ๆ แม้แต่ในคืนสมรสยังเข้าพิธีวิวาห์กับสาวงามถึงสองคน นับถือ นับถือ”
อ๋องไท่หย่งเอ่ยด้วยเสียงอันดัง แม้แต่บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ที่เดินผ่านไปมายังหยุดฟังการสนทนาระหว่างพี่น้อง เขารู้สึกสะใจเป็นักหนา ที่คราวนี้อ๋องเยี่ยพลาดล้มเอง และมีหรือที่เขาจะไม่ช่วยเหยียบซ้ำให้สาแก่ใจ
อ๋องเยี่ยเม้มริมฝีปากจนเป็เส้นตรง ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าใบหน้าที่สงบนิ่งจนเป็น้ำแข็งนั่นคิดสิ่งใดอยู่ เพียงแต่เอ่ยออกมาว่า
“ข้าขอตัว”
แล้วร่างสูงสง่าก็เดินนำขบวนเ้าสาวหมาด ๆ และองครักษ์กลับไปวังอ๋องอย่างรวดเร็ว
อ๋องไท่หย่งมองตามริ้วขบวนที่เดินจากไปหัวเราะ ฮึ ฮึ ในอก วันนี้เขาช่างเบิกบานใจยิ่งนัก ที่ได้เห็นพี่ชายต่างมารดาของเขามีเื่คาวโลกีย์ให้ทั้งวังได้นินทากันสนุกปาก ความหยิ่งผยองในตัวอ๋องเยี่ยจะได้ลดลงเสียบ้าง และเลิกตำหนิเขาต่อหน้าขุนนางน้อยใหญ่เสียที ! อ๋องเยี่ยเป็เพียงโอรสที่เกิดจากนางสนมเล็ก ๆ มีหรือจะเทียบกับเขาซึ่งเป็ถึงโอรสที่เกิดจากเ้าหญิงแห่งแคว้นซู่ !! ศักดิ์ที่เขาควรจะได้ คือ อยู่เหนือคนนับแสน เป็รองเพียงองค์ฮ่องเต้
...................................................................................................................
เมื่อขบวนของอ๋องเยี่ยเหลียงเลี้ยวเข้าสู่วังอ๋อง ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของวังหลวง ลานด้านหน้าวังเป็สระบัวที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสร้างพระราชทานแก่สนมชายาซึ่งเป็มารดาของอ๋องเยี่ย เมื่อมารดาล่วงลับไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ที่นี่เพราะตั้งใจว่าจะถือตนไม่ครองเรือนเพื่อจักได้ถวายงานองค์ฮ่องเต้ได้อย่างเต็มที่
แต่ไม่นึกเลยว่าเมื่อเดือนก่อนเขากลับได้รับพระบัญชาให้แต่งงานกับบุตรสาวของราชครู พิธีสมรสเกิดขึ้นกะทันหันเขาจึงต้องใช้วังเดิมเป็เรือนหอชั่วคราวก่อนที่จะย้ายไปยังวังอ๋องนอกวัง
“โอ้ว ที่นี่มีสระบัวด้วย ว้าวมีทั้งสีขาว สีชมพู กำลังแข่งกันบานเชียว”
ในขณะที่อ๋องเยี่ยเดินนำหน้าขบวนไปแล้ว เทพธิดาองค์น้อยกวาดสายตากลมโตสุกใสไปทั่ววัง เท้าเล็ก ๆ เดินออกจากขบวนตรงไปยังสระบัวที่ชูช่อเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ นางกำนัลและขันทีเพียงแต่เดินผ่านไม่มีใครสนใจผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็เพียงแค่ “ข้ารับใช้” เช่นนาง
“ข้าอยากรู้นักบัวที่นี่ จะน่านอนเล่นเหมือนบัวที่วังปทุมมาหรือไม่”
ไวเท่าความคิด ร่างน้อย ๆ ของเซี่ยะเหลียนะโลงสระบัว
ตูม !
ว้ายยยยยยยยย
นางกำนัลแลขันทีที่เดินตามกันในขบวนต่างสะดุ้งใ ร้องหวีดว้ายกันจ่าละหวั่น พระชายาของอ๋องเยี่ยที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพียงแต่เหยียดริมฝีปากพร้อมกับเชิดหน้าให้สูงขึ้น พลางคิดในใจว่า “ตายเสียได้ก็ดีนางมารร้าย ใครใช้ให้โง่ไปชะโงกริมสระบัวที่ลึกกว่า 5 ่คน !”
ร่างน้อย ๆ จ่มดิ่งลงไปเรื่อย ๆ เทพธิดาองค์น้อยตะเกียดตะกายใต้ผืนน้ำที่ไหลบ่าเข้าโอบร่างของนางทุกทิศทาง ให้รู้สึกอึดอัด ยิ่งพยายามเฮือกหายใจ น้ำไหลยิ่งทะลักเข้าทั้งจมูกและปาก นางจึงตระหนักได้ว่า บัดนี้นางอยู่ในร่างที่สวมกำไลหยกหิมะจึงทำให้เป็มนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อตกอยู่ใต้น้ำร่างกายที่หายใจได้เฉพาะบนพื้นจึงทุรนทุรายไขว้คว้าหาอากาศหายใจ
มือน้อย ๆ พยายามดึงกำไรหยกออกจากข้อมือเพื่อให้คืนสู่ร่างเทพธิดาที่ไม่ว่าจะอยู่บนแผ่นฟ้า พื้นดิน หรือใต้น้ำล้วนไม่ต่างกัน ! นางพยายามถอดมันออกก่อนที่หมดลมหายใจ แต่ดูเหมือนว่าร่างนี้ไม่พยายามตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายมันก็ตะเกียดตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยสัญชาตญาณเฮือกสุดท้าย
“ช่วยด้วย ! ช่วยข้าด้วย ! ช่วยด้วย !”
“ว้าย คนจ่มน้ำ ว้าย”
ขันทีและนางกำนัลวิ่งพล่าน เมื่อเห็นร่างของดรุณีน้อยพยายามตะเกียดตะกายขอความช่วยเหลือ
“ลงไปช่วยสิ ลงไป”
“ใครบังอาจลงไปช่วยนาง มันผู้นั้นจะต้องตายในบึงนี่แทน !”
พระชายาตวาดลั่น เหล่าข้ารับใช้ต่างสีหน้าตื่นตระหนกแต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียง ได้แต่มองมือน้อย ๆ ที่ไขว่คว้าขอความช่วยเหลือถูกแผ่นน้ำกลืนกินจ่มลงไปเรื่อย ๆ
.............................................................................................................