บทที่ สิบแปด
หลังตะวันลาลับลู่อิงิมาถึงในจวนเ้าเมืองโดยรถม้าหลังใหม่กับโจวเจิ้งฉีท่านที่ปรึกษาเดินนำนางเข้าไปด้านในลึกกว่าครั้งใดๆ ก่อนหน้าที่เคยมาดูท่ามู่จงซินจะกลัวคนรู้จริงๆ ว่าจะแอบทำการอะไรอยู่จนทั้งสองมาถึงเรือนเล็กหลังหนึ่งในจวน เล็กแบบไม่คาดว่าจะมีอยู่ในจวนที่โอ่อ่าและชอบความหรูหรายิ่งใหญ่ของมู่จงซินได้นางก้าวเท้าเข้าไปในเรือน มีเพียงอีกสองคนที่รออยู่ก่อนแล้วเ้าเมืองและบุตรสาวของเขา
“มาเสียที่คุณชายลู่ ข้ารอเกือบเป็ชั่วยาม”ทันทีที่นางปรากฏตัวมู่จงซินก็เอ่ยน้ำเสียงขุ่นเคืองพาดพิงถึงคนที่รออยู่ ลู่อิงิก็ไม่คิดจะขอโทษที่มาช้าเพราะเขาไม่ได้นัดแนะเวลาไว้ก่อนความจริงนักจะมาช้ากว่านี้เสียอีกถ้าโจวเจิ้งฉีไม่ไปตามตัวถึงโรงเตี๊ยม
“ท่านไม่ทราบหรือว่าคนอื่นมีธุระเช่นกัน มีอะไรก็รีบพูดเถอะ”
คำตอกกลับของนางทำใบหน้ากลมไม่พอใจจนสังเกตได้แต่พอนางยังมีสีหน้าเรียบนิ่งเขาก็ได้แต่กัดฟันทนแล้วผายมือไปที่ของบนโต๊ะ“นี่คือชุดที่คุณชายต้องใส่ ส่วนเกี้ยวและคนหามอยู่ด้านหลังเรือนซึ่งมีทางออกไปนอกจวนได้พวกเขาจะไปส่งจุดที่ปีศาจพรายน้ำเคยส่งสารมาว่าให้นำบุตรสาวข้าไปรอที่นั่น”ขณะพูดมู่จงซินก็ชี้ไปที่ชุดสีแดงมีปักเลื่อมงดงามสีทองพร้อมมงกุฎเ้าสาวและผ้าคลุมหน้า
ทั้งที่มีเวลาจัดหาแค่วันเดียวแต่ยังหาชุดที่ปักสวยขนาดนี้มาได้อีกรวยเงินรวยทองจะหาอะไรก็เหมือนดีดนิ้วสั่งจริงๆสมกับความมั่งคั่งสมฐานะเ้าเมืองผิงต๋าแล้วอีกอย่างที่แปลกใจว่าทำไมถึงมีเรือนเล็กๆ แบบนี้ในจวน ตอนนี้จึงได้คำตอบก็เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแต่เอาไว้ซ่อนทางลับออกไปนอกจวนไม่ให้ใครรู้มากกว่า
“อืม เข้าใจแล้ว” ลู่อิงิไม่พูดมากเดินไปนำชุดสีแดงที่วางพาดไว้ที่โต๊ะขึ้นมาแล้วนำไปเปลี่ยนที่ห้องด้านใน
ไม่ว่าจะชาติก่อนโลกใบเก่าหรือโลกปัจจุบันก็ตามนี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ใส่ชุดแต่งงานจะเรียกว่าแต่งงานได้ไหมเพราะใส่ไปก็ไม่ได้แต่งระหว่างสวมก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมลูกพี่ลูกน้องที่นางไปรวมงานถึงเดินช้านักเพราะชุดทั้งหนักและเทอะทะ แบบนี้ก็ลำบากสิถ้าต้องสู้กับปีศาจพรายน้ำเข้าจริงๆ
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จลู่อิงิก็เดินออกมาด้านนอกทั้งสามคนยังอยู่กันครบไม่ได้หายไปทำธุระแต่อย่างใด แต่พอออกมาเสียงในห้องเล็กๆก็ดูเงียบลงเพราะทั้งสามเปลี่ยนจุดสนใจมาจ้องมองคนในชุดแดงเป็ตาเดียวทั้งไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมาจนเป็มู่ซิ่วฟางที่เดินมามองใกล้กว่าเดิมที่มีวาจาหลุดออกมาคนแรก
“คุณชายท่านดูเหมือน..” ผู้หญิง? เซียนน้อยคิดคำพูดที่มู่ซิ่วฟางจะเอ่ยต่อได้แม้ว่านางจะไม่ได้เอ่ยออกมาแน่สิ ก็ลู่อิงิเป็ผู้หญิง ใส่ชุดแบบนี้ก็ต้องดูเป็ผู้หญิงแต่นางไม่คิดจะพูดตอบคำถามเ่าั้ พลางเดินไปหยิบมงกุฎเ้าสาวขึ้นมาใส่แล้วถึงเอ่ยต่อ
“ท่านมู่ จะเป็อะไรไหมถ้าเกิดชุดเสียหายจากการต่อสู้”
“ไม่เป็ไรๆ ข้ายกให้เลย”
“ตกลง เช่นนั้นข้าขอตัวไปก่อน”นางหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาแล้วออกไปทางด้านหลังของเรือนเล็กแต่กลับมีที่ปรึกษาโจวเดินตามนางมาอีกคน
“ข้าคลุมผ้าให้ไหมคุณชายลู่” เขาเอ่ยกับนางแล้วมองไปที่ผ้าสีแดงปักอักษรมงคลที่ปลายมี่พู่ห้อยอยู่
“อ่อ ได้สิ”ลู่อิงิยื่นมันให้กับโจวเจิ้งฉีแล้วโน้มศีรษะลงให้เขาคลุมผ้าได้ง่ายขึ้น
“ขออภัย เดี๋ยวข้าพาเดิน” เขาเอ่ยกับนางหลังคลุมผ้าเสร็จจากนั้นก็จับข้อมือนางขึ้นมาแล้วพาเดินไปที่เกี้ยวเ้าสาว
“ขอบใจท่านที่ปรึกษา”
“ข้าเห็นคุณชายแต่งตัวแบบนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าหรือจริงๆแล้วคุณชายลู่จะเป็ผู้หญิง” เขาเอ่ยแบบหยอกๆพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะปนมาให้รู้สึกไม่จริงจังนางเลยทำเป็หัวเราะไปพร้อมกับเขาเล็กน้อยแต่ยังไม่ยอมรับหรือปฏิเสธใด
“เพราะข้าเหมือนแม่มากไปกระมัง”มารดาของลู่อิงิในโลกนี้เป็ใครตัวนางยังไม่รู้ด้วยซ้ำแต่ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมากลบเกลื่อนเลยพูดเลี่ยงไปมั่วๆจนนางเดินมาถึงเกี้ยวสีแดงที่มีคนหามยืนเตรียมพร้อมอยู่ก่อนที่ปรึกษาโจวจึงช่วยนางขึ้นเกี้ยวเรียบร้อยถึงเอ่ยลากัน
“แล้วพบกันคุณชาย ระวังตัวด้วย”
เกี้ยวถูกยกขึ้นแล้วพาออกนอกจวนซึ่งความจริงนางก็ไม่รู้ว่าจุดนัดคือที่ไหน เพราะในนิยายก็ไม่เคยบอกและคุณหนูอย่างมู่ซิ่วฟางก็ไม่เคยถูกส่งตัวไปนางจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอในเกี้ยวที่โยกไปโยกมาหลังนี้
เมื่อผ่านไปราวๆสองเค่อนิดหน่อยเกี้ยวก็ถูกวางลงลู่อิงิรับรู้ได้ถึงแรงกระแทก
“ถึงแล้วหรือ?” นางเอ่ยถามคนหามเกี้ยวแต่รอสักครู่ก็ไม่มีใครตอบ คนหามถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดหรือไงเช่นนั้นนางคงต้องรออีกสักหน่อยมั้ง
ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยเกี้ยวเ้าสาวถูกทิ้งไว้นิ่งๆ ไม่มีเสียงพูดคุยหรือคนเดินเลยด้านนอกแสดงว่านางถูกพามาจุดที่อยู่ห่างไกลพอสมควรถึงไม่มีคนผ่านไปมาเช่นนี้
“ด้านนอกมีใครอยู่ไหม” ลู่อิงิรอต่อไม่ไหวเอ่ยถามอีกครั้งทั้งผ้าคลุมหน้าทั้งม่านที่กั้นด้านหน้าเกี้ยวบดบังทุกสิ่งถ้าเกิดเปิดม่านออกไปเจอปีศาจพรายน้ำพอดีก็กลัวมันเห็นว่าไม่ใช่มู่ซิ่วฟางแล้วหนีไปจึงไม่กล้าทำอะไรสุ่มเสี่ยงนี่นางควรทำอย่างไรดี ระหว่างที่คิดอยู่นั้น อยู่ๆเกี้ยวเ้าสาวก็ถูกยกขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เกี้ยวกลับไม่โยกซ้ายโยกขวาแบบที่มีคนแบกอีกคล้ายกับว่ามันถูกเลื่อนไปมากกว่า เลื่อนบนรางนุ่มๆ
‘หรือว่ามันมาแล้ว? ’ เซียนน้อยนั่งเกร็งระวังตัวเองจากภัยที่อาจจะมุ่งเข้ามาไม่รู้มันกำลังพาเกี้ยวเ้าสาวไปที่ไหน ลู่อิงิเผลอกำมือแน่นตัวเย็นไปหมดแล้ว
จนในที่สุดทุกอย่างก็สงบเกี้ยวถูกวางลงบนพื้นอีกครั้งอย่างนุ่มนวล เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆและมาหยุดตรงหน้าแต่นางไม่อาจมองเห็น ลู่อิงิพ่นลมออกเบาๆ อย่างขัดใจก่อนจะตั้งสมาธิถ้าม่านเปิดออกจะได้จัดการเลย
“เปิดม่านเ้าสาว” ขณะที่รออยู่ก็มีเสียงผู้หญิงมีอายุดังขึ้นไม่ห่างมากหญิงผู้นั้นสั่งให้ใครสักคนเปิดม่าน เดี๋ยวสิ ในนิยายปีศาจพรายน้ำไม่มีพรรคพวกนี้มันอยู่ตัวคนเดียว แล้วเสียงหญิงสูงวัยนี่เป็ใคร?
ไม่มีเวลาให้คิดแผนที่จะจัดการปีศาจพรายน้ำได้ทันเพราะถ้าไม่รู้กำลังศัตรูอย่าคิดสู้ม่านถูกเปิดออกมือของชายหนุ่มผู้หนึ่งยื่นเข้ามาลู่อิงิมองมือนั้นลอดผ่านด้านล่างผ้าคลุมหน้าผิวเนื้อของเขาเหมือนคนปกติไม่ได้เละแบบเป็พวกพรายน้ำนางไม่รู้ต้องทำอย่างไรจึงได้แต่จ้องมองมือนั้นนิ่งๆ อยู่พักหนึ่งจนในที่สุดก็กลั้นใจจับมือใหญ่แล้วถูกจูงออกมาจากเกี้ยว
แล้วยิ่งด้วยมือที่นางจับอยู่อุ่นเหมือนมีเืไหลเวียนไม่ต่างจากมนุษย์ยิ่งเพิ่มความสงสัยว่าคนผู้นี้เป็ใครเพราะพรายน้ำนั้นจะไม่ตัวอุ่นไม่ใช่หรือนางต้องจำเนื้อหาในนิยายสับสนแน่ๆ
ชายหนุ่มผู้นี้พานางเดินมาหยุดบนพรมนุ่มสีแดงที่ปูไว้ที่พื้นจนสุดทางแล้วหยุดลงพร้อมกันนั้นเสียงของหญิงสูงวัยก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำนับฟ้าดิน”
เดี๋ยวๆๆนี่เ้าจะแต่งจริงๆ หรือ แต่งงานเลยนะ?ปีศาจพรายน้ำชอบพอมู่ซิ่วฟางขนาดที่จะแต่งงานด้วยเชียวหรือ ครั้งแรกนางคิดว่าพรายน้ำให้แต่งชุดเป็เ้าสาวแค่คิดว่าเป็สัญลักษณ์ส่งตัวให้เฉยๆถึงขั้นคำนับฟ้าดินนี่นับว่าอีกฝ่ายเอาจริง ลู่อิงิจึงต้องตามน้ำไปก่อนไว้หาโอกาสเหมาะๆ ค่อยลงมือ
“คำนับผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่ที่ไหนนางมองไม่เห็น แต่พอถูกพามาคำนับก็ต้องทำตาม“คำนับกันและกัน” เสียงผู้หญิงสูงวัยร้องบอกจนถึงสุดท้ายลำดับสุดท้าย
“ส่งเข้าเรือนหอ” แล้วก็ถึงเวลาที่โอกาสมาถึง เข้าหอก็แปลว่าอยู่สองต่อสองอยู่บนแผ่นดินแบบนี้เ้าพรายน้ำอย่าหวังว่าจะรอดลู่อิงิยกยิ้มระหว่างที่เดินเข้าไปในห้องแล้วถูกพาให้นั่งลงที่เตียงหญิงสูงวัยที่คิดว่าน่าจะเป็แม่สื่อก็เข้ามาอวยพรแล้วผูกชายผ้าชุดของนางกับฝ่ายชายจากนั้นแม่สื่อก็เดินออกไปเสียงประตูถูกปิดดังขึ้นเรียบร้อย‘นี่อยู่กันสองคนแล้วใช่ไหม!’
นางมองลอดชายผ้าคลุมหน้าลงไปลู่อิงิเห็น่ขาของชายร่างสูงนั่งอยู่ไม่ห่างจากนางมากนักก่อนที่เขาจะค่อยๆหันตัวมาทางนี้หมายจะยกมือขึ้นเปิดผ้าคลุมหน้า จังหวะสำคัญมาถึงแล้ว จังหวะจู่โจม!เซียนน้อยจึงแอบล้วงมือเข้าในแขนเสื้อรอตอนเปิดผ้าออกจะได้จัดการได้ทันที
มือหนาของชายในชุดเ้าบ่าวยกผ้าคลุมขึ้นได้ครึ่งหน้าจู่ๆก็หยุดมือ เแล้วกลับโน้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบซึ่งมันใกล้เกินไปนางหยิบมีดจากในแขนเสื้อไม่ถนัด
“จะทำอะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยใกล้ชิดใบหูมือหนาวางทับลงมาที่มือของนางที่กำลังจะคว้ามีด มันรู้หรือว่านางมีอาวุธหรือ?ไม่ได้การไม่ลุยตอนนี้ไม่มีโอกาสแล้ว ลู่อิงิดึงมีดออกจากการกอบกุมแล้วใช้ข้างหนึ่งผลักร่างสูงใหญ่ให้ออกห่างกดอกเขาไว้ที่เตียงอีกข้างที่ดึงมีดออกมาจี้ไปที่ลำคอพร้อมกับสะบัดศีรษะให้ผ้าคลุมหลุดออก
“นี่เ้า..?” พอเห็นอีกฝ่ายเต็มตาก็พลันชะงัก“เสี่ยวหรง?” นางเอ่ยออกมาอย่างใ ไม่ใธรรมดาแต่ใแทบกระเด็นหลุดจากอกๆด้วยซ้ำ นี่เขามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรแล้วไม่ใช่ในร่างในร่างเสี่ยวหรงวัยเด็กน้อยหรือเด็กหนุ่มอีกต่อไปแต่เขาคือสวีจ้าวหรงที่โตแล้ว ร่างสูงโปร่ง ตัวหนาไหล่กว้างแล้วใบหน้านั้นคืออะไรงาม ยิ่งทั้งคู่อยู่ในท่าทางสุ่มเสี่ยง ต้องใช่แน่ๆ นี่คือจะร่างปัจจุบันของเขาไม่น่าจะหล่อเหลาสง่างามไปกว่านี้ได้แล้วแค่นี้ก็โกงเกินไปแล้วใบหน้าที่มองก็ทำนางเผลอหายใจติดขัด
ลู่อิงิเห็นก็เข้าใจทันทีทำไมหญิงสาวถึงได้หลงกันทั้งสามโลกจำได้ว่านางรอจะเห็นเขาในร่างนี้มาตลอดแต่พอได้เห็นแล้วก็ไม่กล้ามองต่อ ได้แต่รีบหลุบใบหน้าลงต่ำพร้อมกับหวังในใจว่าจะไม่เผลอแสดงสีหน้าแปลกๆออกไปเมื่อครู่
ให้ตายเถอะที่เคยปรามาสไว้ว่าจะหล่อเหลาสู้พระเอกคนโปรดของนางอย่างหยางเฉินอี้เฟิงได้หรือตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า ได้! เอ๊ะ เดี๋ยวสิ..ไม่ๆ แค่พอได้พอเพราะหยางเฉินอี้เฟิงจะเป็พระเอกคนโปรดของนางคนเดียว ‘แต่คิดแล้วก็ขัดใจนัก!’
หญิงสาวชุดแดงที่คร่อมร่างอีกฝ่ายอยู่แม้ไม่กล้ามองหน้าที่งดงามของสวีจ้าวหรงแต่กลับปล่อยใจเหม่อลอยค้างท่าทางอันตรายไว้ไม่ยอมลุกจนจอมมารที่อยู่ด้านล่างต้องเอ่ยเรียกดึงสติ“ิเกอ”
เสียงทุ้มนุ่มไร้แววเ็าดึงนางกลับมาพอถูกเรียกเช่นนี้นางก็ทำหน้ายู่ ดูเอาเถอะยังจะมาเรียกนางว่าิเกออีกเขาโตขนาดนี้แล้วแท้ๆ เรียกให้นางอับอายหรือไง แม้จะคิดบริภาษอีกฝ่าแต่โต้ตอบใดๆไม่ได้ ลู่อิงิทำได้แค่เก็บมีดลงกลับที่เดิมก็มีดกระจอกของนางแทงจอมมารไม่เข้าหรอก ก่อนเอ่ยถาม “ท่านมาทำอะไรที่นี่”
“แล้วเ้าทำอะไร?”
“เอ๊ะ แบบนี้ท่านรู้ไหมว่าปีศาจพรายน้ำอยู่ไหน”พักเื่สวีจ้าวหรงมาทำอะไรไว้ทีหลัง แต่ปีศาจพรายน้ำหายไปไหนมัวแต่ตะลึงรูปโฉมพระเอกนิยายนางรีบกลับเข้าภารกิจเลยจะลุกเดินออกไปหารอบๆแต่ลืมไปเสียสนิทว่าชายเสื้อด้านล่างถูกผูกติดไว้ทำให้ก้าวลงจากเตียงได้สองก้าวก็หน้าแทบคว่ำดีที่ได้คนอีกฝั่งของปมเสื้อดึงกลับมานอนหงายลงที่เตียงนุ่ม
“เ้าสาวระวัง” ฟังเขาพูดแล้วขนลุกชะมัดนี่เขาจะเรียกนางว่าเ้าสาวแล้วเขาอยู่ในชุดเ้าบ่าวแบบนี้นะหรือ
“เ้าสาวอะไรเล่า แล้วนี่ท่านมาทำอะไร สรุปเห็นปีศาจพรายน้ำไหม”ลู่อิงิพยายามชันตัวขึ้นมาพร้อมกับหันหน้าหนีสายตาแปลกๆของสวีจ้าวหรงในชุดเ้าบ่าวสีแดงสด
“เ้าอยากแต่งกับพรายน้ำหรือไง ถึงถามหามันนัก”
“เปล่าเสียหน่อย เฮ้อ..ช่างเถอะ”ลู่อิงิถอนหายใจยาวก่อนโบกมือปัดอย่างคนตัดใจ ป่านนี้ถ้ามันไม่ถูกฆ่าตายเพราะสวีจ้าวหรงชิงเกี้ยวเ้าสาวมาไม่ก็หนีไปแล้วเพราะเกี้ยวเ้าสาวหายไป “ว่าแต่ท่านมาได้ไง พาข้ามาที่ไหน?”
“ข้าเห็นเกี้ยวเ้าสาวจะเป็หม้ายก็เลยรับมา” ตลกแล้วทำอย่างกับว่าเกี้ยวเ้าสาวจะรับมาเลี้ยงแบบเลี้ยงนกเลี้ยงปลาได้ ว่างๆอยู่เลยรับมา ทั้งที่เตรียมการขนาดมีแม่สื่อขนาดนี้ให้เชื่อก็บ้าเถอะท่านจงใจมารับเกี้ยวเ้าสาวชัดๆ
เขาต้องไม่รู้ว่าเป็นางที่นั่งอยู่ในเกี้ยวแน่ๆแต่คิดว่าเป็มู่ซิ่วฟาง ท่านจอมมารคงคิดว่าได้แต่งกับคุณหนูคนงามล่ะสิ “เช่นนั้นข้าเสียใจด้วยที่ข้าไม่ใช่เ้าสาวคนที่อยากแต่งด้วย”
“หืม ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?” สวีจ้าวหรงพูดเสียงนุ่มอ่อนโยนเหมือนทุกอย่างคือความตั้งใจของเขาพานทำให้จิตใจของเซียนน้อยสั่นไหวไม่ได้แล้ว นางกำลังถูกใบหน้านั้นล่อลวง ลู่อิงิรีบยกมือกุมอกเพื่อสงบใจ ฝ่ามือที่แนบลงมาััผ่านผืนผ้าแม้นางจะใส่ชุดเ้าสาวแต่ด้านในยังใช้ผ้ารัดอกอยู่จึงรู้สึกถึงความแบนราบสติเลยกลับมาว่านางยังแต่งเป็ชายอยู่
“แน่ข้า..เป็ผู้ชาย ท่านลืมหรือ เพราะข้าแต่งชุดเ้าสาวท่านคงลืมแน่ๆท่านจะแต่งกับข้าได้เช่นไร” ลู่อิงิยิ่งตอบน้ำเสียงก็ยิ่งไร้ความหนักแน่นในท้ายประโยคก็นางถูกสายตาแปลกๆ มองตลอดเลยชวนให้นางรู้สึกหวาดหวั่นใจว่าเขาต้องมีอะไรในใจ
ไม่ได้การ!นางต้องหนีแล้วอยู่ต่อได้เผยไต๋หมดแน่
เซียนน้อยเลยก้มลงจะแก้ปมที่มัดชุดทั้งคู่เอาไว้จะได้หนีออกจากห้องหอเสียทีแต่ทันทีที่มือนางแตะลงที่ปมก็ถูกมือหนาวางทับแล้วจับเอาไว้แน่นจนขยับหนีไม่ได้
“ท่านทำอะไร?” นางเอ่ยทัก ไม่เข้าใจว่าเขา้าอะไรทั้งที่นางจะแก้ปมชายชุดบ่าวสาวทำนั้น
“ห้ามแก้ปม”
“เพราะ..?”
“เป็ลางไม่ดี” ลางไม่ดีมันก็ใช่ แต่มันสำหรับคู่แต่งงานกันไม่ใช่หรืออีกอย่างท่านเป็าามาร ท่านก็ไม่น่าเกรงกลัวอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ
“แต่ถ้าไม่แก้ปมข้าจะลุกเดินได้อย่างไร”
“เช่นนั้นก็ถอดชุด เ้าว่าเ้าเป็ชายอยู่แล้วนี่จะอายอะไร” ข้าพูดจริงแต่ข้าใช้ผู้ชายที่ไหนเล่า วาจานี่ประชดประชันนางชัดๆช้าก่อน..ถ้าพูดประชดได้ก็หมายความว่า
“..นี่ท่านรู้หรือว่าข้า..?”
“เป็สตรี?” ให้ตายเถอะ จริงๆ ด้วย์เลิกคุ้มครองข้าแล้ว
ลู่อิงิน้ำตาไหลอยู่ในอกไหลยาวไปถึงปลายเท้าเลยตอนนี้ “แต่ข้าไม่เคยแสดงตัว..” ใช่แล้วนางไม่เคยแสดงตัวไม่เคยหลุดพูดมาก่อนนะ เวลาส่วนตัวก็ไม่เคยให้ได้เห็นแม้จะเป็ตอนแรกเจอที่ยังคิดว่าเขาคือเสี่ยวหรงก็ไม่ได้เผยออกมาสักนิด
“อะไรกันเซียนน้อย เ้ายังรู้ว่าร่างเด็กของเสี่ยวหรงเป็ใครข้าจะรู้ไม่ได้หรือว่าเซียนปลายแถวอย่างเ้าปลอมเป็ชาย”
ถ้าท่านว่ามาขนาดนี้ข้าเข้าใจก็ได้เอาเป็ว่าไม่ว่ายังไงนางก็ปลอมตัวหลอกจอมมารไม่ได้สินะ
“ก็ได้ ข้ายอมแล้ว ข้าเป็เซียนปลายแถวให้ข้าแก้ปมเถอะเราจะได้แยกย้ายกันไป”
“ไม่ได้ ถ้าอยากแก้ปมงั้นก็เข้าหอก่อน”
“หื้อ เข้าหอ..?” เข้าหออะไร เข้าหอที่หมายถึงเดี๋ยว! หยุดๆ ลู่อิงิสะบัดศีรษะไล่ความคิดน่าอาย นางจะไม่ยอมคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายหมายถึงเด็ดขาด
สวีจ้าวหรงที่มองร่างบางในชุดเ้าสาวสีแดงสดนางกลับมาแต่งตัวอย่างหญิงสาวจากที่ไม่ได้เห็นมานานก็อดยิ้มไม่ได้ป่านนี้ในหัวเซียนน้อยคงคิดถึงอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ควรอยู่แน่ๆหน้าถึงได้แดงก่ำเช่นนี้
เห็นเช่นนี้เขาขอหยอกเย้าสักหน่อยเถอะ“เ้าคิดอะไรอยู่?” สวีจ้าวหรงโน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้เกินความจำเป็
“ไม่มี!” เซียนน้อยเอ่ยตอบทันทีไม่ต้องคิดทั้งรีบถดตัวหนีอีกฝ่ายถ้าท่านไม่อยากให้แก้ปมงั้นไม่แก้ก็ได้เรานั่งอยู่ด้วยกันแบบนี้ทั้งคืนไปเลย
ลู่อิงิยกมงกุฎเ้าสาวที่ใส่อยู่ออกจากศีรษะก่อนวางลงที่โต๊ะใกล้ตัวจากนั้นกลับมานั่งเอนตัวพิงขอบเตียง ก็วันนี้ทั้งวันนางไม่ได้หยุดพักเลยั้แ่เช้าเดินทั่วเมือง บ่ายหน่อยก็ว่ายน้ำหาถ้ำใต้ทะเลตกเย็นถูกส่งตัวมาเป็เ้าสาวตอนดึกจะให้มาต่อล้อต่อเถียงกับจอมมารจะไปสู้ไหวได้อย่างไร ถึงเป็เซียนก็เหนื่อยล้าเป็เช่นกัน
“จะนอนก็นอน ทำไมเ้าต้องเอนพิงแบบนั้น”
“ข้านอนไม่ได้ปมมันดึงอยู่”เพราะถ้านางปีนขึ้นเตียงปมที่ชายชุดก็จะถูกดึงรั้งเอาไว้อีกคนจะต้องขั้นมาด้วยถึงจะได้
สวีจ้าวหรงก้มมองปมด้านล่างแล้วถึงเข้าใจจากนั้นจึงถอยตัวเข้ามาส่วนด้านในของเตียงดึงให้อีกคนต้องขยับตามเข้ามาพร้อมกัน
“นอนได้” ก็จริงที่นอนได้ แต่ที่พูดเมื่อครู่ไม่ใช่ว่านางอยากจะนอนเพราะถ้านอนก็เท่ากับนอนด้วยกันมิใช่หรือ
“ข้าพูดไปเช่นนั้นเอง ไม่ได้หมายถึงว่าจะนอนจริงๆ”
คนดื้อด้านเห็นว่าเหนื่อยล้าจนตาจะปิดยังกล้าบอกว่าไม่อยากนอนสวีจ้าวหรงจึงตะแคงตัวหันข้างเท้าแขนกับศีรษะส่งยิ้มมีชวนหาความหมายหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยตอบเซียนสาว“ถ้าไม่นอนหรือเข้าหอดี”
“นอน!”
ก็ได้นอนก็ได้ทำไมต้องขู่ด้วย เซียนน้อยจึงล้มตัวลงนอนให้ห่างที่สุดเท่าที่อาภรณ์เกะกะนี่จะอำนวยนางเลือกหันหน้าออกไปด้านนอกจะได้ไม่เห็นอีกฝ่ายแต่ยังพยายามฝืนเปลือกตาไว้ไม่ให้หลับก็นางก็ไม่กล้าหลับทั้งที่มีสวีจ้าวหรงอยู่บนเตียงเดียวกันด้วยนี่
แต่ความพยายามนั้นอยู่ได้ไม่นานไหนเลยร่างกายที่เพลียจากการใช้พลังเซียนมาทั้งวันจะต้านทานไว้ลู่อิงินอนอยู่ก็รู้สึกเปลือกตาหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หลับ
สวีจ้าวหรงที่นั่งอยู่ด้านหลังหญิงสาวก็ััได้ว่าร่างบางไม่ขยุกขยิกตัวไปมาอีกเสียงหายใจก็ดังเบาๆ ต่อเนื่องจึงมั่นใจได้ว่านางหลับไปแล้ว
“คิดว่าจะแน่เ้าเซียนน้อย” สวีจ้าวหรงโน้มตัวลงมาหาหญิงสาวใกล้ๆมองใบหน้าใสกับแก้มกลมนั้นก่อนจะค่อยๆ พลิกตัวนางให้นอนหงายดีๆจากนั้นเขาจึงนอนลงข้างกันกับเ้าสาวแล้วจอมมารก็ดีดนิ้วหนึ่งทีเทียนที่ตั้งอยู่ทั่วห้องก็ดับลงอย่างพร้อมเพรียง
ในความมืดสวีจ้าวหรงยิ้มให้คนข้างกายอย่างเงียบงันนั่นไม่ใช่รอยยิ้มเยาะมุมปากหรือเ้าเล่ห์มากแผนการแต่เป็รอบยิ้มเพราะความสุขที่เกิดขึ้นได้น้อยนักถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมรับแต่ความจริงไม่อาจลบล้างที่ทั้งสองก็คำนับฟ้าดินด้วยกันไปแล้ว
เขาไม่นับถือฟ้าดินเพราะผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพต้องเป็เขาอยู่แล้วแต่สิ่งนี้เป็เหมือนคำมั่นสัญญาต่างหากและสวีจ้าวหรงก็คิดจริงจังแน่นอนไม่ใช่อย่างที่แกล้งหยอกอีกฝ่ายว่าเห็นเกี้ยวเ้าสาวจะเป็หม้ายเลยรับมา
“ข้ามารับเ้าแล้วนะ” เสียงกระซิบเบาในความมืดลอยอยู่ในห้องหอของทั้งสอง