ตอนที่ 5 เสือลมกรด
เอี้ยก้วยที่แม้จะเคยเป็จอมยุทธอสูรอันดับหนึ่งมาก่อน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอของร่างใหม่ แถมสัตว์อสูรที่ผสานด้วยนั้นมีระดับต่ำกว่า ย่อมตกเป็รองเสือลมกรดที่มีจุดเด่นด้านความเร็วอย่างชัดเจน
เอี้ยก้วยที่ยากจะหลบการโจมตีของเสือลมกรดได้ทัน จึงพยายามใช้หนามแหลมคมที่ยื่นยาวออกมาจากร่างกายให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
หนามแหลมคมที่ยื่นออกมาประมาณห้าสิบเซนก่อนหน้านี้ ในพริบตาเดียวก็ยื่นยาวออกมาเกินหนึ่งเมตร
ฉึก ฉั่วะ
"โฮก"
เอี้ยก้วยที่โดนกรงเล็บของเสือลมกรดแทงทะลุผ่านหนามเข้าข่วนที่หน้าอกพร้อมกับพละกำลังอันมหาศาลจึงปลิวกระเด็นลอยไปชนกำแพงหิน
ในขณะเดียวกันเสือลมกรดก็ได้รับาเ็จากขาหน้าที่ใช้กรงเล็บเล่นงานเอี้ยก้วยจนมีเืไหลรินออกมาโดยที่ยังมีหนามแหลมคมปักติดมาตรงขาหน้าของเสือลมกรด
เสือลมกรดคาดไม่ถึงว่าหนามแหลมคมของเหยื่ออ่อนแอตรงหน้าสามารถยื่นยาวเพิ่มออกมาได้อีกจึงถูกเล่นงานโดยที่ไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน
"ไม่น่าเชื่อว่าหนามของเม่นขนยาว จะแหลมคมมากขนาดนี้ ถึงขนาดเจาะทะลุิัเสือลมกรดได้เลยงั้นรึ"
เอี้ยก้วยที่คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะได้ผลดีมากเช่นนี้ หลังจากที่ตัดสินใจเลือกผสานเม่นขนยาวั้แ่แรก ซึ่งความสามารถของเม่นที่มีหนามไว้โจมตีแล้วป้องกันตัวเองนับว่าเป็การเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดของเอี้ยก้วย
แม้เอี้ยก้วยเคยขึ้นชื่อว่าเป็สารานุกรมสัตว์อสูรอันดับหนึ่ง แต่สัตว์อสูรระดับต่ำที่เคยผสานร่างจริงๆ ก็เป็เื่ที่นานมากแล้วั้แ่ตนเองออกท่องยุทธภพใน่แรกเท่านั้น ซึ่งเมื่อเอี้ยก้วยแกร่งขึ้นและมีพลังสูงขึ้นจะเริ่มมองข้ามสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายข้อมูลสัตว์อสูรระดับต่ำจึงถูกลืมเลือนออกจากสมองไปตามกาลเวลา
"เห็นทีข้าต้องมารื้อฟื้นความทรงจำใน่แรกๆ ก่อนท่องยุทธภพอีกครั้ง"
เอี้ยก้วยตัดสินใจแน่วแน่หลังจากที่เวลานี้ตนเองต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ในขณะที่เอี้ยก้วยหวนคิดความหลัง เสือลมกรดก็ไม่มีทีท่าขยับตัว หลังจากตอนนี้มันรับรู้พิษสงของหนามไปแล้ว จึงไม่กล้าที่เข้าจู่โจมมั่วซั่วใส่เหยื่ออีก
"โอ้ มีความคิดที่จะระวังตัวด้วยงั้นรึ หรืออาจจะเป็สัญชาตญาณกันนะ ไม่เลว ข้าต้องจับแกมาเป็สัตว์อสูรให้ได้"
เอี้ยก้วยที่เห็นท่าทางเสือลมกรดที่มีความรอบคอบมากขึ้น จึงกระตุ้นความอยากจับเสือลมกรดให้กลายเป็สัตว์อสูรในการผสานร่างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเอี้ยก้วยเห็นเสือลมกรดไม่มีทีท่าจะจู่โจมเวลานี้ จึงไม่รอช้าที่จะหยิบดอกไม้ที่ได้เก็บไว้จากริมทางออกมา ซึ่งความจริงดอกไม้ที่เก็บมาจากข้างทางคือสมุนไพรชนิดนึงที่ช่วยในเื่ของการผสานแผลให้ดีขึ้นนั่นเอง
จากความรู้ในอดีตของเอี้ยก้วย ที่ต้องไปสถานที่อันตรายหลายแห่ง จึงมีการศึกษาข้อมูลสัตว์อสูร ดอกไม้ ผลไม้ สมุนไพร ชนิดต่างๆ มากมาย ทุกสิ่งที่มีความรู้แล้วเป็ประโยชน์ในการเอาตัวรอดได้ถูกเอี้ยก้วยศึกษาจนหมดสิ้น
แม้สมุนไพรที่เอี้ยก้วยเจอจะไม่ใช่สมุนไพรระดับสูง แต่ก็ช่วยสมานแผลได้ระดับนึง จนตอนนี้แผลที่โดนข่วนด้วยกรงเล็บเสือลมกรดเริ่มผสานกัน
เมื่อาแได้สมานกันเสร็จเรียบร้อย เอี้ยก้วยตัดสินใจบุกเข้าจู่โจมฉับพลันในพริบตาเดียว
เสือลมกรดเห็นเช่นนั้น ก็เริ่มที่จะล่าถอยจากการบุกจู่โจมของเอี้ยก้วยทันที
"อะไรกัน แค่นี้ก็ไม่กลัวแล้วงั้นรึ"
เอี้ยก้วยเห็นปฏิกิริยาของเสือลมกรดที่ตัดสินใจหลีกเลี่ยงการปะทะกันซึ่งหน้าก็ประหลาดใจไม่ใช่น้อย
"เ้าเสือตนนี้ขี้ขลาดเสียจริง"
เอี้ยก้วยหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนามแหลมไม่อาจเฉียดผิวกายของเสือลมกรดได้อีก หลังจากอีกฝ่ายเอาแต่หลบหลีกการโจมตีอยู่ท่าเดียว
เสือลมกรดที่มีจุดเด่นเื่ความเร็ว จึงสามารถรอดพ้นการโจมตีด้วยหนามของเอี้ยก้วยได้อย่างสบาย หลังจากรับรู้ระยะของหนามเป็ที่เรียบร้อยเเล้ว
"หนอย ไวอะไรอย่างนี้ ขืนเป็แบบนี้ไม่มีทางทำร้ายมันได้แน่"
เอี้ยก้วยพยายามโจมตีอยู่นานสองนานก็ยังไม่สามารถตามความเร็วของเสือลมกรดได้ทันจึงเริ่มโมโหมากขึ้น
"ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ไม่จบไม่สิ้นสักที ต้องลองเสี่ยงผสานอสูรอีกตัวละ"
เอี้ยก้วยตัดสินใจควักจิตอสูรของกระต่ายแคระออกมาอีกตน แล้วจัดการการผสานร่างอย่างรวดเร็ว
การที่เอี้ยก้วยไม่นำมาผสานั้แ่แรก เพราะกลัวว่าร่างกายที่แสนอ่อนแอนี้จะรองรับการผสานจิตอสูรสองดวงไม่ไหว จึงไม่คิดที่จะเสี่ยงตอนนี้ แต่หลังจากที่ตนเองจู่โจมเสือลมกรดที่มีจุดเด่นด้านความเร็วเป็เลิศไม่โดนสักที ทำให้เอี้ยก้วยไม่มีทางเลือกอื่น
วิชาการผสานจิตอสูรั้แ่หนึ่งดวงขึ้นไป เป็วิชาลับพิเศษที่เอี้ยก้วยคิดค้นขึ้นมาเอง ซึ่งวิธีนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ได้หลากหลาย แล้วได้เปรียบในการต่อสู้มากกว่าคนที่ทำการผสานจิตอสูรเพียงดวงเดียว