บทที่ 4: เงาสะท้อน
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอย่างเ็า
ธามลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านผ้าม่านสีหม่นของห้องเช่าเก่า ๆ ริมมหาวิทยาลัย ร่างของเขายังนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะี้เี… แต่เพราะในหัวของเขา ยังคงฝังแน่นด้วยภาพความฝันที่เขาฝันซ้ำมาเกือบสิบปี—เงาในป่า ศาลาทรุดโทรม เสียงกระซิบที่ไร้ที่มา และดวงตาที่เฝ้ามองจากความมืด
“ฝันอีกแล้ว…” ธามพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงติดรำคาญปนระแวง
ฝันนี้ตามหลอกหลอนเขามาั้แ่ ม.5 และแม้จะพยายามลืมอย่างไร ความรู้สึกแปลกแยกเมื่ออยู่ในโลกจริงกลับยิ่งทวีขึ้นทุกปี
ทุกอย่างในชีวิตปัจจุบันดู… ปกติจนผิดปกติ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูเวลา — 08:45 น.
“ซวยละ ตกรถรอบแรกอีกแล้ว”
ธามคว้ากระเป๋า แปรงฟันอย่างลวก ๆ ก่อนจะวิ่งลงจากหอไปยังป้ายรถโดยสารประจำมหาวิทยาลัย
วันนี้เป็วันเรียนวิชา “วาทกรรมสื่อกับความจริง” กับอาจารย์ฤทธิรงค์—วิชาที่เขาไม่ชอบที่สุด เพราะอาจารย์มักบังคับให้ทุกคนต้อง “เปิดเผยตัวตนผ่านงานเขียน”
เปิดเผยตัวตนงั้นหรือ? แล้วตัวตนแบบไหนล่ะ ที่คนอื่นรับได้…
…
ห้องเรียนชั้นสี่ อาคารเก่าแต่เงียบสงบ
ธามเดินเข้ามาช้า ๆ โดยไม่สบตาใคร เขาเลือกนั่งด้านหลังสุด ข้าง ๆ “เฟิน” หญิงสาวมาดนิ่งที่มักอยู่กับเขาในทุกวิชา ไม่ใช่เพราะสนิท แต่เพราะ “ไม่มีใครอยากนั่งข้างพวกประหลาด”
“ยังฝันแบบเดิมอีกเหรอ?” เฟินเอ่ยเบา ๆ ขณะเปิดสมุดจด
ธามเบิกตาเล็กน้อย ก่อนเบนสายตาออกนอกหน้าต่าง
“…ใช่”
เฟินไม่ได้ตอบ แต่หันกลับไปสนใจสมุดจดของตน ทิ้งความเงียบชั่วครู่ให้กลืนทุกบทสนทนา
จนกระทั่ง…
“เอาล่ะครับ นักศึกษาทุกคน” เสียงอาจารย์ฤทธิรงค์ดังขึ้น
“วันนี้ เราจะเริ่มด้วยหัวข้อ ‘อดีตที่หล่อหลอมปัจจุบัน’… ใครอยากพูดก่อน เชิญครับ”
ความเงียบกดดันเหมือนม่านหมอก ไม่มีใครยกมือ
แต่แล้ว… เสียงเก้าอี้เลื่อนเบา ๆ ก็ดังขึ้น
ธามลุกขึ้นยืน ทั้งห้องหันมามองเขาอย่างประหลาดใจ—รวมถึงเฟิน
“ถ้าจะพูดถึงอดีตที่หล่อหลอม…” ธามพูดช้า ๆ
“…มันคงไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเคยทำ แต่รวมถึง ‘สิ่งที่เราถูกพาให้เจอ’ ด้วย”
อาจารย์พยักหน้าช้า ๆ “เช่น?”
“สมมติว่า…” ธามหยุดหายใจชั่วครู่ “…มีคนถูกดูดเข้าไปในโลกอื่น โลกที่ไม่มีใครรู้ว่ามันมีอยู่จริง ถูกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก… แล้ววันหนึ่งต้องกลับมาอยู่ในโลกนี้ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น คุณจะเรียกมันว่าอดีต หรือว่าเื่โกหกกันแน่?”
ห้องเงียบสนิท ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำถาม
อาจารย์ฤทธิรงค์เพียงยิ้มบาง ๆ “น่าสนใจครับ นายธาม… น่าสนใจมาก”
จากนั้นไม่มีใครพูดต่อ ธามทรุดตัวลงที่เดิม ขณะมือยังสั่นเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น
แต่เพราะตอนที่เขาพูดถึง “โลกที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จริง”
เขาเห็นสายตาของเฟินเบนมาหาเขา… เหมือนจะเข้าใจมากกว่าที่ควร
…
ตอนเย็น วันเดียวกัน
ธามมานั่งที่คาเฟ่ประจำข้างหอ พร้อมกาแฟดำเย็น ๆ แก้วเดิม ๆ ที่ไม่มีใครสั่งนอกจากเขา
เขาเปิดสมุดบันทึกที่ไม่เคยให้ใครอ่าน
หน้าหนึ่งเขียนไว้ว่า
“10 ปีก่อน – โลกเงา”
ตามด้วยแผนผังยุ่งเหยิง คล้ายเส้นทางหรือสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง
“มันต้องมีบางอย่างเกี่ยวกันแน่…” เขาพึมพำ
“ฝันเดิมที่เกิดซ้ำ เสียงกระซิบเดิม… แล้ววันนี้ เฟินทำหน้าประหลาดแบบนั้นทำไม…”
เขากดโทรศัพท์เปิดกล้องหน้าขึ้น
แต่สิ่งที่สะท้อนในจอ ไม่ใช่ใบหน้าของเขาเท่านั้น
ที่ด้านหลังในกระจก มีเงาดำคล้ายคนยืนอยู่
เขาหันกลับไปทันที — ว่างเปล่า
เหมือนเดิม… เงามันตามมาอีกแล้ว
ธามลุกขึ้น คว้าสมุดบันทึกแล้วเดินกลับหอทันที
แต่ก่อนจะถึงบันได เสียงเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเงามืดข้างถังขยะ
“เ้ายังจำเสียงข้าได้… ใช่หรือไม่…”
ธามหยุดนิ่ง
เขาค่อย ๆ หันไปทางเสียงนั้น
ที่นั่น มีเงาดำสูงราวคนผู้หนึ่งยืนอยู่ในความมืด ไม่มีหน้า ไม่มีรูปร่างแน่ชัด
“ใคร… ใครกันแน่ที่ตามฉันมา?”
เงานั้นก้าวออกมาช้า ๆ เสียงฝีเท้าไม่มีเลย ราวกับไม่ใช่มนุษย์
“เ้า… คือผู้ที่ผ่านประตูเงา”
“ผู้ที่ควรลืม… แต่กลับยังจำ”
ธามถอยหลังหนึ่งก้าว สมองเริ่มประมวลผล
คำพูดเหล่านี้—มันคือคำพูดเดียวกับ “หลิวหาน” ชายในความฝัน… หรือโลกนั้น?
“้าอะไรจากฉัน?” เขาถาม
เงาไม่ตอบทันที ก่อนกล่าวช้า ๆ
“เร้นแสงมิใช่ที่หลบซ่อน… แต่มันคือ ‘ความจริง’ ที่ไม่มีใครกล้ามอง”
“จงเตรียมตัว… ประตูจะเปิดอีกครั้ง”
และแล้วเงานั้นก็หายไปกับสายลม
ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายบางอย่างที่ไม่ใช่กลิ่นลมหายใจของมนุษย์…