วันนี้เป็นวันเกิดครบสิบหกชันษาของตวนอ๋อง เนื่องจากเขายังเด็กฮองเฮาจึงไม่ได้จัดงานใหญ่โตมากนัก ทั้งฮ่องเต้ยังพระราชทานสิ่งของมากมายตวนอ๋องไม่ได้เชิญแขกให้เอิกเกริก เขาวางแผนที่จะเชิญพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องสองคนที่สนิทสนมที่สุดเพื่อมารับประทานอาหารร่วมกัน
ไม่นานหลังจากตวนอ๋องสร้างจวนอยู่นอกวัง เขาได้อภิเษกพระชายาที่อายุมากกว่าเขาเพียงหนึ่งปีแม้นางจะมาจากจวนกั๋วกง ซึ่งเป็นพระญาติของฮองเฮา ทั้งยังได้รับการฝึกฝนจากในวังตั้งแต่เล็กทว่านางยังเด็กและไม่เคยดูแลจวนขนาดใหญ่ ตวนอ๋องจึงไม่ได้รับแขกที่จวนทว่าพาพี่น้องไปที่คฤหาสน์บนภูเขาแถบชานเมือง
ที่นี่เป็นคฤหาสน์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้พร้อมกับจวน เมื่อมีฮองเฮาคอยสนับสนุน คฤหาสน์ที่เขาได้รับจึงดีทั้งหมด ที่นี่มีน้ำพุร้อนดอกท้อ พื้นที่กว้างใหญ่ ทิวทัศน์สวยงาม และเหมาะสำหรับการพบปะสังสรรค์
วันนี้เป็นวันที่มีแสงแดดจ้า คนหนุ่มสาวกว่าสิบคนล้วนมาจากตระกูลหนานกง พวกเขาขี่ม้าหรือนั่งรถม้าไปยังคฤหาสน์แถบชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้พร้อมกันโดยไม่รู้ว่าหายนะกำลังมาเยือนพวกเขา
พวกเขาใช้เวลาทั้งวันในคฤหาสน์อย่างมีความสุข แช่น้ำพุร้อนและดื่มสุราดอกท้อมีบุรุษวัยเยาว์หน้าตาหล่อเหลาเล่นพิณอยู่ในป่า และมีสตรีงดงามร้องเพลงอยู่ริมน้ำ
จนกระทั่งตกเย็น ยกเว้นหนานกงซวินที่ยืนกรานไม่เข้าใกล้อิสตรีเพราะกำลังไว้ทุกข์เพื่อแสดงความกตัญญูองค์ชายจำนวนหนึ่งคัดเลือกสาวงามมาโอบกอดและพาเดินกลับไปที่ห้องหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจบนเตียงหลายยก พวกเขาก็หลับสนิท
ในยามกลางคืน ดวงจันทร์และดวงดาวพร่างพราวชายในชุดดำหลายสิบคนกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในคฤหาสน์ พวกเขาใช้วิธีการต่างๆลอบทำร้ายและสังหารองครักษ์ตามทางที่มุ่งหน้าไปยังเรือนหลัก
ทหารลาดตระเวนในช่วงกลางคืนแจ้งเตือนได้ทันเวลา พวกเขาจุดพลุดอกไม้ไฟเพื่อขอกำลังเสริมค่ายทหารซีซานและค่ายทหารเฟิงไถที่อยู่ใกล้เคียงจึงส่งกำลังไปช่วยเหลือทันทีค่ายม้าศึกที่เดินทางว่องไวรุดหน้าไปช่วยเหลือก่อน ส่วนที่เหลือไปช่วยตามลำดับองครักษ์เฝ้าประตูเมืองในเมืองหลวงไม่เข้าใจความหมายของสัญญาณจึงไม่ได้รายงานเบื้องสูง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ส่งกองกำลังไปสนับสนุนอย่างทันท่วงที
องครักษ์ข้างกายขององค์ชาย องครักษ์เงา ผู้ติดตาม และบ่าวรับใช้รวมแล้วกว่าสองร้อยคน พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้จริง เมื่อเข้าต่อสู้กับศัตรู หากไม่ตายก็บาดเจ็บมีเพียงองครักษ์ข้างกายองค์ชายทั้งสามคนที่พอมีฝีมือ พวกเขาคอยคุ้มกันอยู่รอบเรือนเจ้านายของตน สกัดผู้โจมตีสุดชีวิต ไม่ให้ศัตรูที่ลอบโจมตีเข้ามาได้
ครึ่งชั่วยามต่อมา กำลังเสริมจากค่ายทหารซีซานมาถึงก่อนพร้อมกับเสียงเกือกม้าดังสนั่นทหารกล้าหลายพันคนถือคบเพลิงวิ่งเข้าไปในคฤหาสน์ เมื่อพบผู้ใดที่สวมชุดดำหรือปิดหน้าก็ฆ่าไม่ละเว้นในไม่ช้าเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น หยาดเลือดไหลนององครักษ์ที่ยืนคุ้มกันรู้สึกถึงแรงกดดันที่ลดลงจึงรีบส่งคนออกไปร่วมการต่อสู้ด้วยเพื่อป้องกันทหารทำร้ายคนของพวกเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลังผ่านไปหนึ่งกาน้ำชาเดือด กำลังเสริมจากค่ายทหารเฟิงไถก็มาถึงเมื่อเห็นว่ามีคนสวมชุดดำถูกสังหาร และคนสวมชุดดำกำลังหลบหนี พวกเขาก็ไม่ได้เข้าไปทำเพียงขึงตาข่ายล้อมอยู่นอกกำแพง ไม่ให้ผู้ใดรอดไปได้
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม นักฆ่าทั้งหมดในคฤหาสน์ บ้างก็เสียชีวิตหรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บและครึ่งหนึ่งต่างหลบหนีออกไปนอกคฤหาสน์ หากไม่ถูกฆ่าก็ถูกจับ แทบไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้ผู้นำของกองพันทั้งสองค่อนข้างพอใจกับผลของการต่อสู้ พวกเขาขอพบองค์ชาย ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับองค์ชายทั้งสามในตอนที่เกิดความวุ่นวาย
หนิงอ๋องถูกกระเบื้องที่ตกลงมาจากคานกระแทกที่ศีรษะจิ้งอ๋องถูกอาวุธลับที่พุ่งเข้ามาจากทางหน้าต่างเฉือนเข้าที่ใบหน้าและตวนอ๋องถูกหินก้อนใหญ่ที่ลอยมาจากที่ใดไม่รู้กระแทกจนขาหัก หนิงอ๋องเพียงแค่หมดสติเท่านั้นอาการบาดเจ็บไม่ร้ายแรง ทว่าจิ้งอ๋องกลับเสียโฉม แม้จะดูไม่น่ากลัว ทว่าไม่งดงามดังเดิมขาของตวนอ๋องหักจนแตกละเอียด แม้จะรักษาหายแล้ว ทว่าอาจพิการเดินกะเผลกไปตลอด หากเป็นเช่นนี้ จิ้งอ๋องและตวนอ๋องคงไม่มีวาสนาได้ครองบัลลังก์แล้ว
นอกจากองค์ชายทั้งสามคนที่ได้รับบาดเจ็บ บรรดาองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ที่ไปงานเลี้ยงนี้ด้วยต่างก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสที่สุดคือ หนานกงซวิน บุตรชายคนโตของคังอ๋อง เขาถูกแทงเข้าที่ท้องจนลำไส้แตก เลือดไหลไม่หยุดจนหมดสติไป เกรงว่าคงตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน
ทันทีที่มีข่าวออกไปก็เกิดความโกลาหลขึ้น
ฮ่องเต้ทรงพิโรธอย่างมาก พระองค์ทรงมีรับสั่งให้กรมยุติธรรม ศาลต้าหลี่ สำนักอัยการ และองครักษ์เสื้อแพรสอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดในเวลาเพียงครึ่งวันเบาะแสมากมายก็ปรากฏขึ้น ความขัดแย้งพุ่งเป้าไปที่จวนอันกั๋วกงและจวนหวนเซียงโหว
เยี่ยนเฟ่ยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่มีเวลาค้นหาเบาะแสเพิ่มเติมและไม่มีเวลาปกปิดหลักฐานให้อันกั๋วกง
เป็นความจริงที่หูซื่อว่าจ้างนักฆ่าจากคนในยุทธภพผ่านนายหน้า เพื่อวางแผนลอบสังหารซูตงเฉินอย่างไรก็ตาม นายหน้าไม่รู้ไปรับจ้างจากผู้ใด จึงส่งคนไปลอบสังหารองค์ชายโดยไม่รู้ตัวทำให้หูซื่อต้องกลายเป็นแพะรับบาปตัวใหญ่ในครั้งนี้
ส่วนจวนหวนเซียงโหวกลับได้ประโยชน์สูงสุดจากเหตุการณ์นี้พระชายาของหนิงอ๋องเป็นบุตรสาวจากภรรยารอง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ต้องสงสัยหลังจากการสอบสวนเชิงลึก พบว่าพวกเขาได้ฝึกฝนองค์กรนักฆ่ามานานหลายปี คนพวกนั้นเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกซื้อตัวมาตั้งแต่เด็กและได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจังให้กลายเป็นอาวุธสังหารที่เลือดเย็นและโหดเหี้ยมนักฆ่าบางคนที่ลอบสังหารองค์ชายก็มาจากองค์กรนี้เช่นกันดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำร้ายซูตงเฉินอีกด้วย
การว่าจ้างนักฆ่าของหูซื่อนั้นไม่ระมัดระวังและรอบคอบเท่าที่ควร คนวงในสามารถสืบหาเบาะแสได้อย่างง่ายดาย ทว่าแม่เลี้ยงว่าจ้างนักฆ่าให้สังหารบุตรของภรรยาเอก เรื่องเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่สามารถพูดได้ว่าการลอบโจมตีองค์ชายกลางดึกนั้น นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เรื่องที่ว่าจวนหวนเซียงโหวฝึกฝนนักฆ่านั้นจริงหรือไม่? ยากที่จะบอกได้ มีผู้อื่นโยนความผิดให้พวกเขาเป็นแพะรับบาปแล้วดึงหนิงอ๋องเข้ามาพัวพันด้วยหรือไม่? เรื่องนี้ก็ค่อนข้างพูดยากเช่นกันต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
ในเมื่อทราบตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังแล้วบรรดาขุนนางไม่มีทางให้ผู้ต้องสงสัยรอดพ้นไปได้ เนื่องจากจวนอันกั๋วกงเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเช่นกันและจวนหวนเซียงโหวก็เป็นคู่ดองของบุตรชายและบุตรสาวอีกด้วย เพราะเหตุนี้ ขุนนางบางคนจึงกล้าสงสัยว่าการลอบทำร้ายซูตงเฉินตอนกลางดึกเป็นเพียงฉากบังหน้าเป็นการพยายามขจัดข้อสงสัยที่ว่า ความจริงแล้วจวนอันกั๋วกงได้แอบเข้าร่วมกับหนิงอ๋องและกระทำสิ่งที่อุกอาจ เช่น การว่าจ้างนักฆ่าเพื่อลอบสังหารองค์ชาย
ขุนนางสำนักอัยการเพิ่มข้อกล่าวหาในการถอดถอนอันกั๋วกง ฎีการ้องเรียนซูตงเฉินและหวนเซียงโหวปลิวว่อนถึงพระหัตถ์ฮ่องเต้ดั่งเกล็ดหิมะเนื้อหาในฎีการุนแรงอย่างมาก การคาดเดาเกินเลยบอกว่าการว่าจ้างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ฮ่องเต้ไม่เชื่อว่าจวนอันกั๋วกงจะเข้าร่วมกับหนิงอ๋อง หรืออันใดจำพวกนั้นซูตงเฉินเลี้ยงดูหลานชายของฮ่องเต้มากว่าสิบปี รักเขาเหมือนบิดากับบุตร เขาจะไปเข้าร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร? ทว่าพระองค์ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จวนอันกั๋วกงต้องการปลดองค์ชายทั้งสามคนในคราวเดียวเพื่อสนับสนุนหวงไท่ซุน
หากเรื่องนี้สำเร็จ องค์ชายทั้งสามคนถูกปลด ซูอวี้จ้งก็จะกลายเป็นหวงไท่ซุนทันทีรอเขาครองบัลลังก์ในอนาคต ซูตงเฉินอาจได้เป็นไท่ซ่างหวงจากการสนับสนุนของตระกูลพระคุณที่ช่วยชีวิต และความดีความชอบ
แม้องค์ชายทั้งสามของพระองค์จะทำให้องค์ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย ทว่าพวกเขาก็เป็นโอรสของพระองค์ ขุนนางจะกระทำการล่วงเกินพวกเขาได้อย่างไร?
เมื่อพระองค์ทรงครุ่นคิดถึงสิ่งนี้ แววพระเนตรของฮ่องเต้ก็เคร่งขรึมขึ้น
หลังผ่านไปสองวัน การฝึกซ้อมทางทหารสิ้นสุดลง ค่ายทงโจวเป็นผู้นำและทำลายค่ายจอมทัพของซูตงเฉินก่อนจากนั้นค่ายทหารเฟิงไถก็โค่นค่ายจอมทัพของสือชิงได้เป็นอันดับที่สองค่ายทหารซีซานกลายเป็นผู้แพ้ เพราะซูตงเฉินถูกลอบโจมตีจากนักฆ่าในเวลากลางคืน ทำให้การวางกำลังของเขาหยุดชะงักเขาจึงมีเหตุผลของการพ่ายแพ้ ด้วยเหตุนี้ทหารของค่ายจึงไม่หดหู่ ทว่าในใจลึกๆ กลับไม่ยอมแพ้ขวัญกำลังใจยิ่งสูงขึ้น
ซูตงเฉินนำกองทัพกลับไปที่ค่ายและบอกให้ทหารที่เข้าร่วมการรบสรุปผลการฝึกทางทหารก่อนที่เขาจะได้รับพระราชโองการ สั่งให้เขาลาออกจากหน้าที่ทั้งหมดและคืนตราประทับกลับไปกักตัวที่จวนเพื่อพิจารณาความผิดพลาดของตนเอง จากนั้นให้เขียนฎีกาอธิบายความผิด
ซูตงเฉินได้ยินข่าวนี้จากเยี่ยนเฟ่ยทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นและไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาของฮ่องเต้ เขาส่งมอบหน้าที่ทางทหารของค่ายทหารซีซานให้กับรองแม่ทัพและฟู่หมิงฮั่นอย่างใจเย็นจากนั้นจึงมอบตราประทับคืนให้กรมกลาโหม ภายใต้การกำกับดูแลของขันทีที่มาอ่านราชโองการหลังจากดำเนินขั้นตอนการหยุดปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้น เขาก็กลับไปที่จวนอันกั๋วกง ปิดประตูไม่รับแขก
ในจวนตกอยู่ในความโกลาหล หลังจากอันกั๋วกงได้ยินสิ่งที่หูซื่อกระทำเขาก็ตบนางหลายครั้งจนศีรษะและใบหน้าของนางบวมเป่ง หูอื้อและตาบวม จากนั้นนางก็ถูกขังอยู่ในเรือน และไม่อนุญาตให้ก้าวออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว
หลังจากซูตงเฉินกลับมา เขาก็ไม่สนใจที่จะพูดปลอบโยนบิดา บุตรชายคนเล็ก หรือพี่น้องทว่าตรงเข้าไปจับกุมตัวแม่นมข้างกายของหูซื่อก่อน
"แม่นมผู้นี้เป็นสายที่คนอื่นซ่อนไว้ที่นี่ นางหลบซ่อนมากว่าสิบปี ได้รับความไว้วางใจจากหูซื่อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางช่วยหูซื่อจัดการภรรยาเอกคนแรกและอนุคนอื่นๆ ละโมบในทรัพย์สินคิดแต่เรื่องชั่วช้าและกระทำสิ่งเลวร้ายไปมากมาย ทำให้หูซื่อไว้วางใจในฐานะคนสนิท และเชื่อฟังแผนการของนาง
ครั้งนี้นางเสนอความคิดให้หูซื่อว่าจ้างนักฆ่ามาลอบสังหารบุตรบุญธรรม ช่างกระทำได้ถูกจังหวะและมีเหตุผลหูซื่อจึงรับปากโดยปราศจากข้อสงสัย" ซูตงเฉินนั่งอยู่ในห้องหนังสืออธิบายให้อันกั๋วกงฟังอย่างใจเย็น "เป็นความผิดของลูกด้วย หลังจากที่ลูกกลับมาก็ได้จัดการสายของผู้อื่นในจวนไปมากเก็บกวาดคนไม่หวังดีไปก็มาก ทว่ายังเหลือบางคนที่ไม่ได้จัดการ โดยคิดไปเองว่าไม่สมควรแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงปล่อยให้พวกเขากระจายข่าวเท็จเพื่อทำให้ศัตรูสับสน ลูกประมาทเกินไป
อนิจจา ไม่คาดคิดว่าหูซื่อจะโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้"
สีหน้าของอันกั๋วกงบูดบึ้ง เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีขาวราวกับชรามากขึ้นสิบปีเขาถอนหายใจ "เป็นพ่อที่ผิดต่อเจ้า"
"ท่านพ่ออย่าได้กล่าวเช่นนี้" ซูตงเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม"ความจริงก็คือความจริง คนพวกนั้นต้องการใส่ร้ายข้า ทว่ามันไม่ง่ายเช่นนั้นลูกถูกพักงานชั่วคราวก็เพื่อวางแผนให้รอบคอบกว่านี้ รอจนความจริงปรากฏทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ทุกอย่างจะดีเอง”
อันกั๋วกงถอนหายใจ "หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะ... จ้งเอ๋อร์ คงชี้แจงเรื่องนี้ได้ง่ายทว่าตอนนี้... เฮ้อ ถูกสตรีโง่เขลาดึงเข้าไปพัวพันด้วยเราพ่อลูกยากจะชำระล้างความผิดให้สะอาดหมดจด"
ซูตงเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตามเหตุผล หูซื่อไร้ศีลธรรมและละเมิดกฎหมายอาญาดังนั้นนางจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นฮูหยินใหญ่ดูแลจวนอันกั๋วกงเรา ทว่าตอนนี้สถานการณ์อ่อนไหวไม่สามารถหย่าร้างหรือปล่อยให้นางตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บได้ อย่างไรก็ตาม คงไม่สมเหตุสมผลหากไม่มีการลงโทษใดๆเช่นนั้นคงไม่อาจอธิบายต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ได้
ตามความคิดของลูก เราควรสร้างหอพุทธในจวนก่อนให้นางคิดทบทวนความผิดอยู่ข้างใน และท่องพระคัมภีร์ให้มาก ท่านพ่อคิดว่าดีหรือไม่?”
"ตกลง" อันกั๋วกงตอบโดยไม่ลังเล"ให้นางสวดมนต์ท่องพระคัมภีร์ ไม่ให้พบผู้ใดอีกเลย และไม่ให้นางจัดการสิ่งใดในจวน"
สองพ่อลูกกำลังปรึกษาหารือกัน ทางจวนหวนเซียงโหวก็ได้เชิญแม่สื่อคนเดิมมาพบเพื่อยกเลิกการแต่งงาน
เรื่องโง่เขลาที่หูซื่อกระทำไปนั้น ทุกคนต่างทราบกันดี ซูชิ่นหลานเป็นบุตรสาวในไส้ของหูซื่อ มีประโยคที่บอกว่า ดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ ก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลในการถอนหมั้น
เพียงแต่ว่าจวนหวนเซียงโหวยังให้เกียรติจวนอันกั๋วกงอยู่บ้าง เขาให้เหตุผลว่า บุตรชายคนเล็กของเขาเป็นที่รักของฮูหยินเฒ่าของตระกูลอีกทั้งเหล่าไท่ไท่ยังเชื่อในศาสนาพุทธ และได้รับคำแนะนำจากพระว่าบุตรชายคนเล็กไม่ควรแต่งงานเพราะยังเด็กเกินไป อาจทำให้ตระกูลเกิดเรื่องเลวร้ายได้ เหล่าไท่ไท่จึงขอเลื่อนวันแต่งงานผ่านไปสักเจ็ดถึงแปดปีค่อยตกลงกันอีกครั้งเดิมทีพวกเขาตัดสินใจว่าจะแต่งงานกันแล้ว ทว่าเหล่าไท่ไท่กลับโกรธจัดจนเกือบจะล้มป่วย
พวกเขาในฐานะหลานต้องกตัญญู ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าให้บุตรแต่งงานตามกำหนด และเพื่อไม่ให้เสียเวลาอันกั๋วกงจึงขอสมัครใจถอนหมั้นไปก่อน สินสอดถือว่าเป็นของกำนัลปลอบใจ ไม่รับกลับคืน
อันกั๋วกงและซูตงเฉินต้องการถอนหมั้นอยู่แล้ว ครั้งนี้ได้สมปรารถนา ภายนอกพวกเขาแสร้งทำเป็นเสียใจและมีเหตุผลแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับความยากลำบากของจวนหวนเซียงโหว ทั้งยังยินดีร่วมมือกับการถอนหมั้นครั้งนี้ และคืนสินสอดให้เต็มจำนวน
ทั้งสองจวนยุติการหมั้นหมายอย่างรวดเร็ว เสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมดภายในหนึ่งวัน ก่อนจะคืนสินสอดที่มอบให้กันก่อนหน้านี้ และรับเทียบเชิญจากบุตรของทั้งสองฝ่ายกลับไปทุกฝ่ายจบลงอย่างมีความสุข