“ฉันเป็ชาวนาไม่รู้หนังสือ บรรพบุรุษก็เป็ชาวนามาตลอด คนแก่อย่างเราจะหวังอะไรมากไปกว่าให้ลูกหลานได้ปลดเปลื้องจากการเป็ชาวนา ฉันอยากให้ลูกได้ลืมตาอ้าปาก มีอนาคตที่ดีถึงได้กัดฟันแม้จะลำบากแค่ไหนก็ส่งให้แกได้ร่ำเรียนหนังสือจนแกมีอนาคตที่ดีแบบนี้ แต่ตัวแกกับเมียล่ะตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่? ต้ายาเรียนเก่งมีโอกาสได้เข้ามหาวิทยาลัยแต่แกสองคนกลับตัดอนาคตลูกตัวเอง!”
คำพูดของแม่เฒ่าเสิ่นทำให้เสิ่นต้าเหว่ยหวนนึกถึงความยากลำบากของมารดาเมื่อครั้งที่ตัวเองยังเป็เด็ก ตอนนั้นท้องไม่อิ่ม อาหารไม่พอ
ในยามนั้นเขาหิวแทบจะขาดใจ ส่วนผู้เป็แม่ก็เหนื่อยจากการทำงานที่แม้จะทำมากแค่ไหนก็ไม่หลุดพ้นจากสภาพความเป็อยู่แบบนั้น แม่เสียสละวอวอโถวให้เขา อดทนตรากตรำไม่บ่นสักครึ่งคำ แม่เสียสละทุกอย่างแลกทุกสิ่งเพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือเพื่อจะได้สุขสบายในวันหน้า แต่เขาล่ะตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?
ความรู้สึกขมขื่นวิ่งเข้าสู่หัวใจ เขาไปมารดาสลับกับลูกคนโตที่ไม่ค่อยคุ้นเคย “แม่ครับ เป็ความผิดของผมเอง”
“พ่อคะ เป็เพราะหนูแม่กับพี่เลยทะเลาะกัน เพราะระยะห่างของหนูกับพี่” เสิ่นอันอันมีสีหน้าประหนึ่งว่ารู้สึกผิดเต็มประดา
เสิ่นชิงหลัวเลิกคิ้ว น้องสาวคนนี้ผลักความผิดมาให้เธออีกแล้ว
“อันอันเธอรู้หรือเปล่าว่าครอบครัวกำลังลำบาก ตอนนี้แม่บอกว่าหนึ่งในเราสองคนจะมีแค่คนเดียวที่ได้เรียน เธอคิดว่าควรเป็ฉันหรือเธอ คนหนึ่งได้เรียนสูง อีกคนออกมาทำงาน”
“เอ่อ..” เสิ่นอันอันพูดไม่ออก เธอจะกล้าพูดตามที่ใจคิดได้อย่างไร
“ฮ่าๆ ฉันเข้าใจ เื่แบบนี้มันตอบยากไปสำหรับวัยพวกเราใช่ไหมล่ะ แม่น่ะอยากออกไปทำงานแต่ต้องดูแลบ้านดูแลครอบครัว ฉันก็เลยเสนอไปว่าให้แม่ไปหางานทำข้างนอกเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อ ส่วนเธอที่อยู่กับพ่อแม่ที่นี่หลังจากเลิกเรียนให้ช่วยงานบ้านที่พอจะทำได้ แม่จะได้เหลือหน้าที่แค่ทำอาหารเช้าเย็นและจะได้มีเวลาไปทำงานข้างนอกตามที่แม่้า เพียงเท่านี้ครอบครัวก็มีเงินเก็บมากขึ้นแล้ว”
ดวงตาของแม่เฒ่าเสิ่นเป็ประกายวาบ
“นั่นสินะ ถ้าเงินไม่พอก็ให้ผู้ใหญ่ออกไปหาเงิน เด็กๆ ก็ช่วยทำงานบ้าน ต้ายาเองก็ช่วยงานฉันมาตลอด อันอันที่อยู่ทางนี้ก็ช่วยแม่ทำงานบ้าน”
“อันอันต้องเรียนต้องฝึกซ้อมงิ้วปักกิ่งหลังเลิกเรียน ไม่มีเวลามาทำงานบ้านหรอกค่ะ ความเป็อยู่ของครอบครัวเราไม่ใช่ง่ายดายขนาดนั้น”
“แม่คะ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่เรียนการแสดงงิ้วปักกิ่งก็ได้” เด็กสาวพูดขึ้นอย่างน่าสงสาร
“ลูกทุ่มเทมาขนาดนี้แล้วจะไม่เรียนได้อย่างไร! อีกนิดเดียวก็จะได้เป็สมาชิกคณะศิลปะแล้วนะ”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ ถ้าหยุดเรียนมันน่าเสียดายพร์ เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพี่คนโตดีกว่า”
เสิ่นอันอันที่ได้เอ่ยปากพอเป็พิธีแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เธอก้าวเท้าไปยืนอยู่หลังคนเป็แม่ แล้วปล่อยให้เสิ่นต้ายาเผชิญหน้ากับนางหลี่เจี๋ย
“อะไรคือหน้าที่ของพี่คนโต มาเห็นฉันเป็ลูกตอนนี้มันไม่สายไปเหรอคะ ฉันจะพูดอีกครั้งว่าถึงพ่อกับแม่จะไม่ส่งเงินให้ฉัน ฉันก็จะเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้!”
“มั่นใจเข้าไปเถอะ แกเลือกทางนี้เองนะ ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเรียนฉันไม่รู้ด้วย จากนี้ไปฉันจะไม่ยุ่งเื่ของแก แกไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ฉันไม่มีลูกเนรคุณแบบนี้! พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยง ครอบครัวเรามีลูกสาวแค่คนเดียวคืออันอัน!!!”
ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ก็ต้องหยิบไม้แข็งมาใช้ นางหลี่เจี๋ยไม่เชื่อว่าหากยื่นคำขาดแบบนี้ไปแล้วเสิ่นต้ายาจะกล้าแข็งข้อ
เสิ่นชิงหลัวกู่ร้องอย่างร่าเริงภายในใจเงียบๆ ลูกสาวคนโตของหล่อนตายไปแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้หญิงตรงหน้า ได้ตัดขาดไปก็ยิ่งดี
“ค่ะป้าหลี่”
ใบหน้าของสองสามีภรรยาแข็งค้างไปชั่วครู่ จนเสิ่นอันอันต้องเรียกสติ
“พี่คะ ฉันว่าพี่ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่า แม่ก็พูดไปอย่างนั้นเอง”
“ฉันไม่มีพ่อแม่และเธอก็ไม่ใช่น้องฉัน ไม่ได้ยินที่ป้าหลี่พูดหรือไง”
แม่เฒ่าเสิ่นทั้งใและมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ต้ายา”
“ย่าคะ ฉันว่าจะกลับบ้านเราเลย ไหนๆ วันพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ไปงานเลี้ยงอยู่แล้ว ย่าจะอยู่ที่นี่หรือจะกลับพร้อมฉันดีคะ”
“กลับสิๆ ฉันเองก็แก่แล้ว ไปงานอะไรแบบนั้นมันจะสนุกได้อย่างไร ไปๆ กลับบ้านนอกเรากันเถอะ”
คำตอบของแม่เฒ่าเสิ่นทำเอาเสิ่นชิงหลัวคลี่ยิ้ม ทั้งสองคนจับจูงกันไปเก็บของที่มีไม่มากแล้วหันหลังออกจากอาคารที่อยู่อาศัยของเสิ่นต้าเหว่ยแทบจะในทันที
เสิ่นต้าเหว่ยรู้สึกแย่มากที่แม่และลูกของเขาเพิ่งจะมาอยู่ได้สองวัน ก้นยังไม่ทันเย็นก็รีบร้อนกลับชนบทเสียแล้ว เขาคิดจะเร่งรุดเดินตามไปแต่กลับถูกภรรยาห้ามเอาไว้
“ปล่อยคุณแม่ไปก่อนเถอะค่ะ แม่ให้ท้ายต้ายามากไป รอให้อารมณ์เย็นกันก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกที ที่เื่เป็แบบนี้เพราะเด็กนั่นแท้ๆ เลย”
“เื่ราวใหญ่โตขนาดนี้ไม่ใช่เพราะคุณหรือไงที่ก่อมันขึ้นมา!” เสิ่นต้าเหว่ยพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“แล้วฉันผิดอะไร! ต้ายาต้องรู้จักเสียสละบ้าง เรามีต้นกล้าดีๆ อยู่ในมือ คุณจะปล่อยให้พร์ของลูกหลุดลอยไปเหรอ”
นางหลี่เจี๋ยเถียงกลับไม่ลดละ เธอไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็ความผิดของตัวเองแม้แต่น้อย เสิ่นต้ายาผิดั้แ่เกิดมาเป็เด็กผู้หญิงแล้ว!
การมีลูกชายไว้สืบสกุลเป็เื่ที่ใครๆ ต่าง้าโดยเฉพาะการมีลูกคนแรกเป็ผู้ชาย เธอได้ตั้งความหวังไว้ที่ลูกคนแรกสูงมากว่าจะออกมาเป็ผู้ชาย แต่กลับกลายเป็แบบนี้...จะไม่ให้เกลียดได้อย่างไร
นับั้แ่คลอดลูกผู้หญิงออกมา เธอก็ทิ้งเด็กคนนั้นไว้กับแม่สามีอย่างไม่สนใจไยดี ชีวิตของเธอในการตั้งครรภ์ครั้งแรกนั้นลำบากมากผิดกับครั้งที่สอง เธอยังจำขึ้นใจว่าในตอนที่เธอตั้งครรภ์เสิ่นอันอันไม่ทันไร ในเวลาเดียวกันสามีก็ได้งานชามข้าวเหล็ก
นี่หมายความว่าเสิ่นอันอันลูกน้อยในครรภ์ต้องเป็ดาวนำโชคของครอบครัวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
นางหลี่เจี๋ยเห็นแบบนั้นก็ได้มอบความรักทั้งหมดของผู้เป็แม่ให้เด็กในครรภ์ที่สองไปทั้งหมด กระทั่งเด็กทั้งสองคนเติบโต ความห่างเหินกับลูกคนโตก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่ชอบใจเสิ่นต้ายาสักนิด เด็กนั่นพูดจาไม่เพราะ เนื้อตัวสกปรก เวลากินอาหารก็ตะกละตะกลาม ไม่เรียบร้อยอ่อนหวานเหมือนลูกอีกคนที่เลี้ยงมากับมือ
อย่างไรก็ตามความในใจของนางหลี่เจี๋ยนั้นเสิ่นชิงหลัวไม่เคยรู้และไม่คิดจะอยากรู้ด้วย ตราบใดที่เธอมีย่าเสิ่นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
หมู่บ้านหว่านเจี๋ย
กว่าทั้งสองคนจะกลับถึงหมู่บ้านก็มืดค่ำแล้ว แม่เฒ่าเสิ่นเตรียมตัวทำอาหารแต่ถูกเสิ่นชิงหลัวห้ามเอาไว้
“ย่าคะ ฉันจะต้มน้ำขิงร้อนๆ ให้ย่าดื่มก่อน แล้วจะได้เอามาแช่เท้าด้วย ย่านั่งรอเฉยๆ เดี๋ยวฉันจะทำอาหารเอง”
หัวใจของแม่เฒ่าเสิ่นอุ่นวาบ ดูเหมือนเื่ราวที่เจอจะทำให้หลานสาวรู้ความมากยิ่งขึ้น
“หืม หลานทำอาหารเป็ด้วยหรือ”
“โถ่ ฉันกินอาหารฝีมือย่าั้แ่เด็กก็ต้องแอบดูแอบจำบ้างสิคะ” เสิ่นชิงหลัวทำท่าออดอ้อนแล้วกอดผู้เป็ย่าแน่น
“ฮ่าๆ ถ้าอย่างนั้นย่าจะรอนะ”
พอลับสายตาจากแม่เฒ่าเสิ่นแล้ว เสิ่นชิงหลัวก็เผยรอยยิ้มซุกซน แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่สั่งสินค้าจากสมาร์ตโฟนแต่เธอก็ยังตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ท้องฟ้ามืดมิดไปหมด มองดูนาฬิกาที่หน้าจอเห็นว่าเกือบทุ่มครึ่งแล้ว เธอหิวจนทนไม่ไหวและคาดว่าแม่เฒ่าเสิ่นเองก็คงหิวเช่นกัน
เตาสองหัวที่บ้านเป็เตาดินที่คนชนบทใช้งาน เธอใช้ไฟแช็กจุดไฟเพื่อความสะดวก ด้านหนึ่งยกหม้อขึ้นเพื่อต้มน้ำแล้วฝานขิงลงไปเล็กน้อย ส่วนอีกเตาหนึ่งเธอตั้งกระทะแล้วนำน้ำมันพืชที่ซื้อจากเถาเป่าเทลงไป ในระหว่างนั้นก็ตอกไข่ใส่ชามแล้วตัดต้นหอมใส่ลงไปก่อนจะปรุงรสด้วยซีอิ๊วเพื่อทำไข่เจียว
วันนี้เธออยู่กับแม่เฒ่าเสิ่นตลอดทั้งวัน ไม่ได้ผละไปไหนจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะนำอาหารหรือส่วนผสมอื่นออกมา ไม่อย่างนั้นจะผิดสังเกตเอาได้ และเธอก็ไม่รู้จะอธิบายให้หญิงชราฟังว่าอย่างไร
แน่นอนว่าเสิ่นชิงหลัวจะไม่บอกเื่ความพิเศษของสมาร์ตโฟนให้ใครฟังเด็ดขาด แม้แต่คนที่ดีกับเธอมากที่สุดในชีวิตก็ตาม