เด็กน้อยใบหน้ากลมแก้มยุ้ยอายุประมาณห้าหกขวบถือถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะไม้ริมหน้าต่างแล้วก็รีบเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีเอียงอาย หยางซูฉีเดินไปดูอาหารที่ถูกวางไว้แล้วก็ต้องขมวดคิ้วพลางคิดว่านี่จะดูเรียบง่ายเกินไปหรือไม่ ในถาดอาหารมีเพียงข้าวขาวหนึ่งถ้วยผัดผักหนึ่งจานและเนื้อย่างอีกหนึ่งจาน
ในความคิดของหยางซูฉีเธอคาดเดาว่าอย่างน้อยวันนี้เป็วันแต่งงานน่าจะมีอาหารที่ตั้งใจทำขึ้นเป็พิเศษเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานมิใช่หรือ แต่เมื่อเธอมองสภาพบ้านหลังนี้แล้วก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันที คนที่เธอแต่งงานด้วยน่าจะมีฐานะไม่ค่อยดีมากนัก ตามเนื้อเื่ในนิยายถือว่ายากจนเลยทีเดียวไม่อย่างนั้นหยางซูฉีในนิยายคงจะไม่จบชีวิตภายในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น
หยางซูฉีนั่งนังบนม้านั่งที่ถึงจะดูเก่าแต่แข็งแรงยกตะเกียบขึ้นคีบอาหารตรงหน้าเข้าปาก ถึงแม้ว่าหน้าตาจะดูธรรมดาแต่รสชาติกลับดีมากเลยทีเดียว ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางซูฉีก็กวาดอาหารบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง เธอนั่งลูบหน้าท้องที่ป่องออกมาเล็กน้อยแล้วก็ได้แต่ถอนใจ หลายวันมานี้เธอแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากกินกับนอน โชคดีที่ร่างกายนี้ผอมบางมากอยู่แล้วไม่อย่างนั้นตอนนี้เธอคงจะอ้วนเผละไปแล้ว
พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนร่างกายนี้พึ่งจะฟื้นจากอาการป่วยไข้จึง้าการพักผ่อนเป็อย่างมาก หยางซูฉีเหลียวมองไปรอบห้องแล้วก็ต้องทอดถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย สภาพความเป็อยู่ของคนในโลกแห่งนิยายนี้สิ่งที่เธอไม่สามารถปรับตัวได้มากที่สุดก็คือห้องน้ำ โชคดีที่เธอถูกฝึกมาให้สามารถปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ไม่อย่างนั้นการใช้ชีวิตในโลกแห่งยุคโบราณเช่นนี้คงทำให้เธอต้องได้รับความยากลำบากอยู่ไม่น้อย
เมื่อมู่ชิงหรงกลับเข้าห้องหอมาอีกครั้งก็พบว่าเ้าสาวของเขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าขึ้นไปนอนบนที่นอนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะริมหน้าต่างจานชามล้วนว่างเปล่าไม่เหลือเศษอาหารให้ระคายตา มู่ชิงหรงเก็บจานชามเ่าั้แล้วนำออกไปวางไว้ในบริเวณห้องครัว แล้วจึงเดินกลับเข้าห้องนอนของตน
เห็นคนบนเตียงนอนหลับไปด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจแล้วเขาก็ต้องทอดถอนใจออกมาอย่างปลงตก แค่เขาขาดความระวังตัวไปเพียงครู่เดียวถึงกับได้ภรรยามาหนึ่งคนอย่างคาดไม่ถึง เคราะห์ดีที่น้ำชาถ้วยนั้นไม่ได้ใส่ยาพิษเอาไว้ไม่อย่างนั้นตอนนี้เขาคงไม่สามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้
“กลับมาแล้วหรือ ผ้าห่มผืนนี้ฉันขอก็แล้วกันนะ” เสียงเล็กๆงัวเงียเอ่ยกับเขาอย่างไม่ใส่ใจทำให้มู่ชิงหรงที่กำลังจะเอนกายลงนอนต้องชะงัก เขามองคนตรงหน้าที่ใช้ดวงตากลมโตมองเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นางไม่มีความเขินอายหรือรังเกียจเขาเลยสักนิด คำพูดคำจาของนางก็ดูแปลกประหลาดจนเขาอดประหลาดใจมิได้ มู่ชิงหรงเอนกายลงนอนแล้วหันแผ่นหลังให้นางในทันที ถึงอย่างไรการที่มีนางเข้ามาในชีวิตอย่างกระทันหันเช่นนี้เขาเองก็ยากจะทำใจยอมรับได้ เขาจึงไม่อยากจะเสวนากับนางให้มากนัก คุณหนูเอาแต่ใจผู้หนึ่งที่พ่ายแพ้ต่อการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในจวนจนต้องระเห็จมาอยู่กับเขาเช่นนี้มีสิ่งใดให้ต้องสนใจกัน
หยางซูฉีได้แต่เบะปากให้กับคนที่นอนหันหลังให้เธอแล้วก็ตัดสินใจพลิกตัวหันหลังให้ในเขาทันทีเช่นกัน คนเขาอุตส่าห์พูดด้วยก่อนแต่กลับทำเป็หมางเมินใส่ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถิดต่างคนต่างอยู่เธอเองก็ไม่ได้อยากเซ้าซี้กับคนที่ไม่คิดจะสนใจเธออยู่แล้ว
หยางซูฉีหลับตาลงอีกครั้งในใจก็แอบคาดหวังว่าวันพรุ่งนี้เมื่อเธอตื่นขึ้นมาเธอจะได้กลับคืนสู่โลกใบเดิมของเธอ ถึงแม้ร่างกายของเธอในตอนนี้อาจจะได้รับาเ็สาหัสหรืออาจถึงแก่ความตายไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตร่างกายนี้และต้องทนอยู่ในโลกนิยายแห่งนี้
พยายามข่มตาเท่าไรก็นอนไม่หลับ หยางซูฉีก้มลงมองร่างกายนี้แล้วก็ต้องนิ่วหน้า นอกจากร่างกายนี้จะมีชื่อเหมือนเธอแล้วรูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับเธอแทบทุกอย่าง สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือร่างกายนี้มีอายุแค่สิบหกปีเท่านั้นและมีร่างกายอ่อนแอบอบบางเหมือนคนอมโรค ไม่แปลกที่ถูกโบยตีแค่ไม่กี่ทีก็ล้มเจ็บถึงขนาดนั้น ในตอนนี้เธอคิดถึงร่างกายอันแข็งแรงของเธอมากเหลือเกิน หยางซูฉีได้แต่แอบภาวนาอยู่ในใจหวังว่าพรุ่งนี้ตอนที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาเธอจะได้กลับคืนสู่โลกใบเดิมของเธอได้เสียที หยางซูฉีครุ่นคิดวนไปวนมาจนจมเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับใหล
เสียงขยับตัวของคนที่นอนร่วมเตียงทำให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา เมื่อเห็นใบหน้าของมู่ชิงหรงแล้วหยางซูฉีก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาด้วยความหงุดหงิด เธอยังอยู่ในโลกแห่งนิยายนี้เหมือนเดิม เมื่อเห็นคนตรงหน้ามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูิ่เหยียดหยามแล้ว หยางซูฉีก็ค่อยๆขยับลำตัว่บนที่พาดทับหน้าอกของเขาอยู่ลงมานอนเคียงข้างเขา ข้อดีของมู่หรงชิงคนนี้ก็คือเขามีแผ่นอกที่ทั้งกว้างและอบอุ่นช่วยให้เธอนอนหลับอย่างอุ่นสบายจนถึงเช้า
“ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่ หากเ้าหิวก็หาอะไรรองท้องก่อนก็แล้วกัน” เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอึมครึมแล้วขยับตัวลุกขึ้น หยางซูฉีเหลือบมองไปทางนอกหน้าต่างเห็นว่าท้องฟ้ายังมืดอยู่ก็อดถามเขาด้วยความสงสัยไม่ได้
“จะออกไปทำไมแต่เช้า ฟ้ายังมืดอยู่เลย”
“จะออกไปดูกรงดักสัตว์ป่าบนเขา หากไปสายกว่านี้อาจจะถูกผู้อื่นขโมยไปได้” มู่ชิงหรงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วลุกขึ้นเดินไปที่หีบเก็บเสื้อผ้า ดึงเสื้อคลุมกันลมตัวใหญ่มาสวมใส่
“ไปด้วยได้ไหม” หยางซูฉีถามด้วยดวงตาวาววับ เธอได้แต่กินกับนอน กินกับนอนวนเวียนกันอยู่อย่างนี้มาหลายวันแล้วอยากจะออกไปหาอะไรที่ตื่นเต้นให้กับชีวิตของตัวเองบ้าง
“ด้วยสภาพของเ้าเช่นนี้ของเ้าน่ะหรือ อย่าได้คิดมาเป็ภาระให้แก่ข้าเลย” มู่ชิงหรงพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนจนหยางซูฉีอดไม่พอใจไม่ได้ แต่เมื่อดูสภาพอันอ่อนแรงของตัวเองแล้วเธอก็ได้แต่พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถิด” พูดจบหยางซูฉีก็พลิกตัวนอนหลับต่อโดยไม่สนใจมู่ชิงหรงอีก
เธออยู่กับเพื่อร่วมงานที่เป็ผู้ชายเยอะจนเคยชินจนไม่รู้สึกขัดเขินอะไรกับการอยู่ร่วมห้องเพียงสองต่อสองกับผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายที่ไม่ได้มีท่าทีพิศวาสเธออย่างนี้ด้วยแล้วเธอก็ยิ่งไม่คิดจะระมัดระวังตัวเลยสักนิด อยู่ด้วยกันมาคืนหนึ่งขนาดเธอนอนแทบจะเกยเขาไปเกือบครึ่งตัวถึงขนาดนั้นเขายังไม่มีทีท่าว่าจะคิดกับเธอฉันชู้สาวเลยสักนิด
นี่คงเป็อีกเื่ที่หยางซูฉีในโลกแห่งนิยายมีความเหมือนที่ตรงกันกับเธอก็คือความไร้เสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ตัวเธอเองทั้งที่ทำงานทำการอยู่ท่ามกลางผู้ชายมากมายไปฝึกหรือปฏิบัติภารกิจร่วมกับบรรดาผู้ชายมาตลอด แต่ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครสนใจเธอในด้านชู้สาวเลยสักนิด เธอจึงได้โสดสนิทมาจนอายุย่างจะสามสิบอยู่รอมร่อแล้ว
จนเมื่อได้ทะลุมิติหลงเข้ามาในโลกแห่งนิยายที่เธอเคยอ่าน ก็ดันมาอยู่ในร่างกายของสาวน้อยที่มีชื่อและรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับเธออีก อุตส่าห์ได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่หน้าตาพอใช้ได้เขาก็ดันไม่สนใจเธอเลยสักนิด หยางซูฉีเองก็อดจะรู้สึกละเหี่ยใจไม่ได้ อุตส่าห์ได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายทั้งทีตัวเอกก็ไม่ได้เป็ ความรักกุ๊กกิ๊กแบบคนอื่นก็ยังจะไม่มีอีก หยางซูฉีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจว่า์ทำไมถึงได้โหดร้ายกับฉันแบบนี้