“ท่านปู่เจ้าคะ”
จ้าวเฉิงกำลังดูแลการก่อสร้างหันขวับเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวเรียก
“ว่าอย่างไร เหตุใดถึงได้วิ่งเร็วเพียงนี้”
“ท่านหมอสวีกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ช่างตาแก่สวีเถิด จัดหาที่พักให้ตาเฒ่านั่นให้เรียบร้อยก็พอ” โบกมือรับรู้
“เฮ้อ ท่านปู่” ปากท่านปู่บอกว่าไม่สนใจ แต่ชอบถามหาท่านหมอสวีอยู่บ่อย ๆ จ้าวลู่ชิงยืนดูโรงงานที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านต่างร่วมมือร่วมใจกัน บุรุษในหมู่บ้านต่างเป็นช่างฝีมือทั้งนั้น
“คุณหนูเจ้าคะ” แม่ครัวเถียนวิ่งหน้าตั้งมาเรียกจ้าวลู่ชิง
“เป็นน้ำแข็งแล้วหรือ”
“เป็นแล้วเจ้าค่ะ”
“กลับห้องครัวกันเถิด” กระโดดโลดเต้นไปยังห้องครัวราวกับเด็กน้อยที่เจอของถูกใจ
แม่ครัวเถียนรีบเดินตามคุณหนูของนางด้วยใบหน้าประหลาดใจ พอมาถึงห้องครัวก็เห็นบ่าวมุงดูน้ำที่จับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็ง
“พวกเจ้าถอยให้คุณหนูเข้าไป”
“คุณหนูมันเป็นน้ำแข็งแล้วขอรับ” หลิวเล่ออ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น ไม่รู้ว่าคุณหนูเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งได้อย่างไร
จ้าวลู่ชิงยืนกอดอกอมยิ้มกับสิ่งที่เห็น นางนำมูลค้างค้าวมาต้มเคี่ยวแล้วทิ้งไว้ให้เย็นจนเกิดเป็นเกล็ดสีขาว เรียกว่าดินประสิว จากนั้นก็นำดินประสิวมาเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็ง
ถั่วเขียวต้มน้ำตาลในหม้อใบใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสี่หม้อใหญ่ จากนั้นก็ใส่ก้อนน้ำแข็งลงไป
“หลิวเล่อ เจ้านำถั่วเขียวต้มน้ำตาลหม้อนี้ขึ้นไปให้ท่านพี่กับคนงานในสวนผลไม้ แล้วค่อยกลับมาดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่เตรียมไว้ให้พวกเจ้า”
“ขอรับ”
จ้าวลู่ชิงบอกให้โม่เอินกับพลเงายกหม้ออีกใบไปยังเรือนไผ่ ส่วนนางตักถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่โถเพื่อให้บ่าวนำไปให้เรือนท่านย่า ท่านแม่ และท่านอาจารย์สวีดื่มดับร้อน
พวกที่เหลือยกหม้อกับถ้วยตามจ้าวลู่ชิงไปยังสถานที่ก่อสร้างโรงงาน
“ท่านพ่อร้อนหรือไม่เจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงเห็นบิดายืนมองคนงานกำลังก่ออิฐ “ดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลสักหน่อยนะเจ้าคะ” ยื่นถ้วยให้บิดา
จ้าวหยางรับถ้วยที่บุตรสาวยื่นให้ หลุบตามองเมื่อมือสัมผัสได้ถึงความเย็น
“ข้าใส่น้ำแข็งลงไปด้วยเจ้าค่ะ” แววตาทอประกายซุกซนเอ่ยบอกบิดา
“เจ้าไปเอาน้ำแข็งมาจากที่ใด”
“ข้าบอกท่านแล้วว่าดินประสิวทำน้ำแข็งได้ ท่านพ่อไม่เชื่อข้าเอง” กระซิบข้างหูบิดาแผ่วเบา
จ้าวหยางเบิกตากว้าง อย่าบอกนะว่ามูลค้างคาวที่นำกลับมาวันนั้น บุตรสาวตนนำมาเคี่ยวจนเป็นดินประสิวแล้วสามารถทำน้ำแข็งได้
เสียงหัวเราะของจ้าวหยางทำให้คนงานต่างหันมอง
“เจ้าเป็นอันใด เหตุใดถึงได้หัวเราะราวกับคนบ้า” จ้าวเฉิงเดินกลับมาจากอีกฝั่ง เห็นบุตรชายหัวเราะเสียงดังจึงใคร่รู้
“ท่านปู่ชิมนี่ก่อนเจ้าค่ะ” ตักอีกถ้วยมาให้ชายชรา
จ้าวเฉิงรับถ้วยที่มีถั่วเขียวต้มน้ำตาลจากหลานสาว ความเย็นที่สัมผัสได้ทำให้คิ้วขมวด “เหตุใดถึงได้เย็น”
“เพราะน้ำแข็งยังไงล่ะเจ้าคะ”
“เจ้าไปเอาน้ำแข็งมาจากที่ใด”
“ชิงเอ๋อร์!” เสียงของจ้าวฮูหยินเรียกบุตรสาวดังจนคนงานต่างตกใจ สงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
“ท่านแม่” รีบเข้าไปพยุงมารดาที่ยืนเหนื่อยหอบ
“เจ้ามานี่” ลากแขนบุตรสาวกลับเรือน
จ้าวลู่ชิงส่งสัญญาณให้บ่าวตักถั่วเขียวต้มน้ำตาลแจกจ่ายคนงาน ส่วนนางเดินตามแรงดึดของมารดา
“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้น”
จ้าวฮูหยินแลซ้ายแลขวา ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าไปเอาวิธีทำน้ำแข็งมาจากที่ใด” กระซิบถามบุตรสาว
“จากตำราเล่นแร่แปรธาตุเจ้าค่ะ”
“ตำราเล่มนั้นอยู่ไหน อย่าบอกนะว่าถูกยึดไปแล้ว”
“ใช่เจ้าค่ะ”
จ้าวฮูหยินกระทืบเท้าแอบด่าสาปแช่งหลี่ซื่อหมินอยู่ในใจ “น้ำแข็งหน้าร้อนเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันทำเงินได้มหาศาล”
“รู้เจ้าค่ะ”
“รู้แล้วอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครล่ะ”
“เจ้าค่ะ ข้ามีความคิดว่าจะทำน้ำแข็งขาย”
“บุตรสาวของข้า ช่างฉลาดจริง ๆ” จับแก้มบุตรสาวจนใบหน้าบีบเข้าหากัน จากนั้นก็หอมฟอดใหญ่จนจ้าวลู่ชิงทำตัวไม่ถูก
หมอสวีนอนเอกเขนกดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลเย็น ๆ ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางถูกความเย็นเข้ามาแทนที่ทำให้สดชื่น
“นังหนูชิงชิง ช่างปราดเปรื่องเสียจริง” เมื่อรู้ว่าลูกศิษย์เป็นผู้คิดค้นวิธีการทำน้ำแข็ง อาจารย์อย่างตนจะไม่ภาคภูมิใจได้อย่างไร แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดวิธีการทำน้ำแข็งก็ตาม
“ท่านอาจารย์ ท่องใต้หล้ารักษาผู้คนเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงเดินเข้ามาในศาลาสำหรับตากอากาศที่มีชายชรานอนเอกเขนกอยู่
“ก็ดี ผู้คนทุกข์ยากมีมากจนเกินไป” ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดเรื่องอื่น “ระหว่างเดินทางมาหมู่บ้านแห่งนี้ บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ร่มเย็นยิ่งนัก”
“หากร่มเย็น ท่านก็อยู่กับพวกเราเสียที่นี่เลยสิเจ้าคะ” อาจารย์ของนางไร้ครอบครัว ภรรยาที่เคียงคู่ก็ตายจาก บุตรสืบทอดสกุลก็ไม่มี ทุกคนต่างคอยเป่าหูให้อาจารย์ของนางรับฮูหยินคนใหม่
ทว่าความรักที่ท่านอาจารย์มีให้ภรรยามันลึกซึ้งจนไม่มีผู้ใดมาแทนที่ได้ ยอมอยู่เดียวดายอุทิศตนเพื่อรักษาผู้ป่วยยากไร้ก่อนสิ้นชีพ
“เจ้าจะเลี้ยงข้ารึ” ยกพัดขึ้นโบก ใบหน้าไม่จริงจังมองดูภูเขาลูกใหญ่ หมู่บ้านแห่งนี้ช่างน่าอยู่มิน้อย
“ข้าสามารถเลี้ยงท่านได้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ชราแล้ว เดินทางรักษาผู้คนทั่วใต้หล้าย่อมลำบาก มิสู้มาเป็นท่านหมอในโรงหมอของข้าจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
หมอสวีหยุดมือที่กำลังพัด เสสายตามองลูกศิษย์ “เจ้าจะเปิดโรงหมอ?”
“ความคิดแรกข้าเพียงอยากเปิดร้านขายยาสมุนไพร เรื่องเปิดโรงหมอข้าคิดเผื่อท่านเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากให้ท่านเดินทางมากจนเกินไป ใต้หล้าเต็มไปด้วยอันตราย ท่านอาจารย์เดินทางผู้เดียวย่อมไม่ปลอดภัย ท่านปู่คอยบ่นถึงท่านให้ข้าฟังอยู่บ่อย ๆ”
ท่านปู่ของนางกับท่านหมอสวีเป็นสหายรักกัน ท่านปู่ของนางเป็นแม่ทัพส่วนท่านหมอสวีคือหมอหลวงที่คอยให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอมา สายสัมพันธ์ฉันท์มิตรสหายจึงเหนียวแน่น
“ตาแก่นั่นเคยบ่นถึงข้าด้วยรึ มิใช่ว่าอยากให้ข้าตายเร็ว ๆ หรอกหรือ”
“ท่านก็รู้ว่าท่านปู่ของข้าเป็นคนปากหนัก”
“เจ้าจะเปิดโรงหมอที่ใด”
“เปิดโรงหมอในตำบลหลงซีเจ้าค่ะ”
“มีสถานที่แล้ว?”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้ามีสถานที่แล้ว” นางเพียงบอกความต้องการกับเขาไม่อยากจะเชื่อว่ารุ่งเช้าโฉนดร้านค้าก็มาส่งถึงมือ นางยังไม่มีโอกาสเข้าไปดูว่าร้านค้ามีหน้าตาเป็นเช่นไร
“ข้านึกว่าความเป็นอยู่ของพวกเจ้าจะลำบากเสียอีก มิคิดว่าจะสามารถตั้งตัวได้เร็วเพียงนี้ ตาเฒ่าจ้าวเฉิงซ่อนสมบัติไว้ที่นี่ล่ะสิ” ยกมือขึ้นป้องปากกระซิบเสียงเบา
“ตระกูลจ้าวมิได้ร่ำรวยมากเท่าไหร่ จะเอาสมบัติที่ใดมาซ่อนเจ้าคะ”
“นังหนู เจ้าโกหกไม่แนบเนียนเลย” หมอสวีไม่เซ้าซี้ต่อ เรื่องแบบนี้ใครสามารถพูดได้อย่างเปิดเผยกัน
“คนผู้นั้นเขาไม่ร้อนก้นหน่อยหรือ นั่งบัลลังก์ที่ปูด้วยเลือด” หมอสวีเอ่ยลอย ๆ โบกพัดในมือ
จ้าวลู่ชิงฟังคำพูดของหมอสวีรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือใคร นางไม่มีความที่จะเอ่ยถึงคนอย่างหลี่ซื่อหมิน หากเป็นไปได้นางอยากอยู่ไกลคนแบบนั้น เหมือนว่าเลือดสกุลจ้าวในตัวนางจะไหลแรง ท่านปู่นางเกลียดใครนางก็เกลียดด้วย
ลึก ๆ นางรู้อยู่แก่ใจว่ามิใช่เพราะเกลียดตามท่านปู่ แต่นางเกลียดการกระทำและความอกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดของหลี่ซื่อหมิน ทว่านางก็ยังชื่นชมความสามารถในการปกครองบ้านเมืองของเขา