หลังจากที่หลัวหยางจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นลง เขาก็ออกจากโรงเตี้ยมอย่างเงียบงัน
เป้าหมายของเขาในยามนี้ไม่ใช่อื่นใด มันคือลานกว้างใจกลางเมืองจงหนาน สถานที่จัดการทดสอบรับศิษย์อันยิ่งใหญ่ประจำปีที่มีขั้วอำนาจทั้งสิบแห่งแคว้นเทียนิ ต่างส่งตัวแทนมาคัดเลือกผู้มีศักยภาพเข้าร่วมสังกัด
เป็โอกาสครั้งสำคัญที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น และหากใครสามารถแสดงศักยภาพได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมรุ่น
พวกเขาก็อาจได้รับการอุปถัมภ์จากนิกายใหญ่ หรือกระทั่งได้ขึ้นสู่ระดับศิษย์หลักของขั้วอำนาจในอนาคต
ทว่าเส้นทางจากโรงเตี้ยมสู่ลานกว้างนั้นกลับไม่ได้เรียบง่ายดั่งใจคิด เนื่องจากเมืองจงหนานในเวลานี้เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงผู้เข้าร่วมการทดสอบจากทั่วทุกมุมแคว้น
ยังมีผู้บำเพ็ญเพียร อีกทั้งผู้มีอำนาจของตระกูลท้องถิ่น รวมถึงชาวบ้านผู้ปรารถนาจะเห็นภาพการชุมนุม ทั้งหมดต่างก็พากันเร่งฝีเท้าสู่จุดหมายเดียวกัน นั่นคือบริเวณลานกว้างใจกลางเมืองซึ่งสามารถรองรับคนได้มากกว่าหลายหมื่นคนโดยไม่รู้สึกแน่นขนัด
เพราะเหตุนี้ ถนนสายหลักทั้งหมดในเมืองจงหนานจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบขยับกายไม่ได้ ฝูงชนเบียดเสียดชนกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงสนทนา เสียงหัวเราะ เสียงร้องขายของจากหาบเร่ประปรายดังระงมปะปนกันเป็เสียงอึกทึกอลหม่าน
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายเ่าั้ ก็ปรากฏภาพอันโดดเด่นที่สะดุดตาผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่มีระดับพลังแม้เพียงแค่หลอมกายาก็เริ่มแสดงความแตกต่างของตน
พวกเขาไม่จำเป็ต้องเบียดเสียดเดินฝ่าฝูงชนเช่นคนธรรมดา ทว่ากลับอาศัยพลังฝึกตนของตนเองในการะโขึ้นไปตามหลังคาอาคาร ก้าวเหยียบกำแพง หรือทะยานร่างพริ้วไหวข้ามหัวฝูงชนไปอย่างง่ายดาย
ปรากฏเป็ภาพของผู้ฝึกตนที่เคลื่อนที่ไปตามแนวอาคารเรือนสูง เรียงรายราวกับสายน้ำแห่งท้องฟ้า เป็ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
หลัวหยางยืนมองภาพเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มจางๆออกมาอย่างสนใจ เขาไม่ได้ลังเลหรือแสดงท่าทางตระหนกใดๆ
ร่างกายก็พลันเหินลอยขึ้นเหนือพื้นดินอย่างสง่างาม พุ่งแหวกอากาศไปเบื้องหน้าท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของผู้คนจำนวนมาก
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลมเร่ง ทรงผมสีดำยาวของเขาพลิ้วไหวตามแรงกระแส
ั์ตาสีแดงเปล่งประกายวาววับราวกับหยกิญญา ขณะที่เสี้ยวหน้านั้นหล่อเหลาและสงบนิ่งเป็อย่างยิ่ง จนผู้คนที่มองเห็นต่างต้องหันกลับไปมองด้วยความสนใจ หลายคนถึงกับหยุดฝีเท้าเพื่อเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเขาราวกับต้องมนตร์
และในที่สุด หลัวหยางก็มาถึงบริเวณลานกว้างซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองจงหนานได้โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือแรงกายมากนัก
ชายหนุ่มมองภาพเบื้องหน้าที่กว้างใหญ่และตระการตาเสียจนอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
ลานกว้างนี้มีขนาดมหึมาจนยากจะประเมิน นับั้แ่ขอบเขตด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งกินระยะทางเกินห้าร้อยจั้งเต็มๆ
เบื้องลึกของลานกว้างรายล้อมด้วยซุ้มอาคารขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน
แม้จะดูไม่หรูหรา มันก็พอเพียงสำหรับใช้เป็จุดรับลงทะเบียนและคัดกรองผู้สมัครเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้
ซุ้มแต่ละแห่งประดับธงของขั้วอำนาจที่เกี่ยวข้อง
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นนี้
ผู้คนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันแน่นขนัดเพื่อดูว่าใครจะเป็ดาวรุ่งคนใหม่ที่จะได้รับการคัดเลือกในปีนี้
หลัวหยางที่ยืนเงียบอยู่ก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แฝงเร้นอยู่ในอากาศโดยรอบ
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเจตจำนงของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างมากมายเลยก็ว่าได้
“ถึงจะเป็เพียงระดับสำนัก…แต่พวกเขาก็ยังคงแตกต่างและมีความแข็งแกร่งอย่างมาก!”
ในทวีป์แห่งนี้ อำนาจของผู้บำเพ็ญเพียรถูกแบ่งเป็ลำดับชั้นอย่างชัดเจน
หากไม่นับตระกูลระดับจักรพรรดิแล้ว ขั้วอำนาจที่แท้จริงจะถูกจัดแบ่งออกเป็สี่ระดับหลักด้วยกัน
ระดับแรกสุดคือ ‘สำนัก’ ซึ่งมักจะเป็ที่รวมของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป เป็จุดเริ่มต้นของเส้นทางการบ่มเพาะ
ถัดจากนั้นคือ ‘นิกาย’ ซึ่งมีรากฐานมั่นคงและทรัพยากรสนับสนุนมากมาย เป็แหล่งรวมของยอดฝีมือและสืบทอดวิชาโบราณ
ต่อไปคือ ‘วัง’ หรือ ‘ตำหนัก’ ซึ่งแทบทุกแห่งล้วนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน บางแห่งก่อตั้งโดยบรรพชนที่ยิ่งใหญ่ดั่งตำนาน
และจุดสูงสุดของทุกสิ่งคือ ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ ขั้วอำนาจที่ได้รับการขนานนามว่าเปรียบเสมือนเทพเ้าแห่งยุค ปกครองโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจากเบื้องบน พลังอำนาจของพวกเขาสามารถทะลวงฟ้าผ่าแผ่นดิน ปิดดวงจันทร์และกลืนกินแสงแห่งดวงอาทิตย์ได้ด้วยฝ่ามือเดียว
และสำนักทั้งเก้าแห่งที่เข้าร่วมงานในปีนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็ขั้วอำนาจที่มีรากฐานมั่นคงและได้รับการยอมรับจากแคว้นเทียนิ
อันได้แก่ สำนักเงาจันทรา สำนักอัคคี สำนักแสงสุริยัน สำนักิญญา สำนักแยกฟ้า สำนักจันทราซ่อนเงา สำนักดาบอรุณรุ่ง สำนักวิถีไร้รูป และสำนักวายุหมื่นทิศ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนแล้วส่งผู้าุโของตนออกมาเป็ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานครั้งนี้โดยตรง
พร้อมด้วยเหล่าศิษย์จำนวนนับสิบคนที่ถูกคัดเลือกมาร่วมติดตามเพื่อเปิดหูเปิดตาและรับประสบการณ์ตรง
ภายในแต่ละซุ้มของสำนักที่ตั้งอยู่รายล้อมลานกว้างกลางเมืองนั้น ต่างก็ถูกตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละขั้วอำนาจ
ทุกสายตาของผู้ที่ผ่านไปมาล้วนจับจ้องด้วยความเคารพและเกรงกลัว เสียงสนทนากระซิบกระซาบไม่ขาดสายเกี่ยวกับแต่ละสำนักว่าใครเป็ใคร มีประวัติความเป็มาอย่างไร และใครกันที่เป็ท่านผู้าุโที่ถูกส่งมาด้วยในปีนี้
กระทั่งภายในซุ้มของสำนักิญญา ซึ่งดูจากภายนอกอาจไม่สะดุดตามากนัก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความตรึงเครียดอยู่ไม่น้อย
เมื่อเหล่าศิษย์ของสำนักกลุ่มหนึ่งได้เดินทางกลับมาจากการประลองฝีมืออย่างไม่เป็ทางการในยามเช้า พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยไม่สู้ดีและแววตาที่หลุบต่ำด้วยความละอาย ซึ่งเป็ผลจากความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนามว่าหลงเซียวเหยา
แม้จะไม่มีใครกล่าวออกมาตรง ๆ แต่สีหน้าและท่าทางของพวกเขาก็เป็คำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเช้าวันนี้
และเมื่อเื่ราวถูกถ่ายทอดไปถึงหูของผู้าุโผู้มีชื่อว่าเหยียนเส้าเจ๋อ
ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งมีผมยาวสีดำแซมขาวรวบไว้ด้านหลังด้วยปิ่นหยก สวมชุดคลุมิญญาสีม่วงเข้มสะท้อนแสงเรืองรอง
เพียงแค่ได้ยินคำว่าพ่ายแพ้ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร
ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เ็าในบัดดล เส้นเืที่ขมับข้างขวาเต้นตุบขึ้นมาทันที ขณะกำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นที่หลังมือปูดโปน สายตาที่กวาดมองเหล่าศิษย์เบื้องหน้าราวกับจะฉีกพวกเขาออกเป็ชิ้นๆ แล้วคำรามออกมาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
“เ้านี่มันฝึกฝนมาประสาอะไรกัน! ถึงกับพ่ายแพ้ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรซะได้!”
“นี่พวกเ้าเอาหน้าของสำนักิญญาไปทิ้งไว้ที่ไหนกันหมดห๊ะ!”
เสียงตะคอกดังสนั่นทำให้เหล่าศิษย์ทุกคนพากันคุกเข่าลงทันทีโดยไม่กล้าเอ่ยคำใด
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้นั้น พร์และพลังคือทุกสิ่ง พ่ายก็คือพ่าย ไม่มีข้ออ้างใดๆมารองรับได้ทั้งสิ้น
แต่ท่ามกลางความกราดเกรี้ยวของเหยียนเส้าเจ๋อนั้น จู่ๆเขากลับนิ่งเงียบลง พลางหลุบตาแล้วพึมพำกับตนเอง
“หลอมกายาขั้นเจ็ด.. อายุน้อย.. ยังเอาชนะศิษย์ของเราได้อีก ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา!”
แววตาของเขาค่อยๆ ปลี่ยนจากความโกรธขึ้งเป็ความสนใจที่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหันมามองเหล่าศิษย์อีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ แต่ด้วยแววตาที่สงบนิ่งและแฝงความเฉียบขาดยิ่งกว่าเดิม
“ฟังให้ดี พวกเ้าอาจพ่ายแพ้ แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นมีศักยภาพเหนือกว่าพวกเ้าทั้งหมด ถ้าเราสามารถดึงเขาเข้ามาเป็ศิษย์ของสำนักิญญาได้ละก็.. มันจะไม่ใช่ความพ่ายแพ้อีกต่อไป แต่มันคือกำไรที่จะพลิกกลับได้เป็อย่างดี!”
“ทว่าหากชายหนุ่มคนนี้ไม่ตอบรับคำเชิญของสำนักิญญาล่ะก็.. คงได้เห็นดีกันอย่างแน่นอน!”
ท่ามกลางคำประกาศกร้าวนั้น ศิษย์ของสำนักิญญาแต่ละคนต่างก็รับคำสั่งอย่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนหรือจะซักถามอะไรเพิ่มเติม
เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากมีเป้าหมายแล้ว สำนักของพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยให้พร์เช่นนั้นหลุดมือไปแน่นอน
และนั่นคือคำตัดสินของผู้าุโสำนักิญญาผู้ที่คร่ำหวอดในโลกแห่งการต่อสู้มาอย่างโชกโชน
เพียงเื่กระทบกระทั่งเล็กน้อย เขาก็ไม่ถือสาหากศิษย์ของตนสามารถเปลี่ยนความอับอายให้กลายเป็ความได้เปรียบได้อย่างแท้จริง