เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 101 ใช้เวลาในค่ำคืนนี้ร่วมกัน

            และแล้ว ราคาประมูลก็เพิ่มสูงถึงแปดพันตำลึงซึ่งผู้ที่เสนอก็มิใช่ใครอื่นแต่เป็นคุณชายจากตระกูลหลี่ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองเหยียน ผู้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้าทางตอนเหนือของเมือง

            แปดพันตำลึง อาจจะเป็นจำนวนเงินที่สูงลิบลิ่วสำหรับผู้อื่นแต่สำหรับคุณชายรองจากตระกูลซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในเมืองเหยียนแล้ว นี่ถือเป็นเพียงเศษเงินเท่านั้น

            พี่ฮวาบอกให้บ่าวรับใช้ชายยกเสลี่ยงที่หนีเจียเอ๋อร์นั่งอยู่เดินวนไปรอบๆ เวทีอีกครั้ง

            สำหรับหญิงสาวแล้ว นี่ไม่ต่างจากความอัปยศครั้งใหญ่

            ด้วยร่างกายอ่อนแรงนัก แม้แต่จะกำหมัดหรือแยกเขี้ยวยิงฟันก็ไม่อาจทำได้จึงมีเพียงความรังเกียจอันท่วมท้นในแววตาเท่านั้น ที่จะสะท้อนถึงความรู้สึกของนาง แต่นั่นก็ยังไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของความชิงชังที่นางมีต่อพี่ฮวา

            เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องจากด้านหลัง ฮวาก็เหลียวไปมอง จึงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าที่ส่งมายังตน ทำเอานางถึงกับตัวสั่นหวั่นผวาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

            แต่ฮวาผู้คร่ำหวอดอยู่ในหอโคมเขียวมาตั้งแต่อายุสิบสี่ปีก็หาใช่จะโง่เขลา ย่อมรู้วิธีควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

            ดังนั้น นางจึงหันไปมองคุณชายรองตระกูลหลี่แล้วเอ่ยวาจานอบน้อมเป็นพิเศษ “หากไม่มีผู้ใดสู้ราคาแล้ว...”

            คุณชายฉางรีบยกมือขึ้น “เก้าพันตำลึง!”

            คุณชายหลี่จึงยกมือขึ้นอีกครั้ง“หมื่นตำลึง!”

            “หนึ่งหมื่นหนึ่งพันตำลึง!”

            “หนึ่งหมื่นสองพันตำลึง!”

            ...

            เสียงสุดท้ายที่ตะโกนราคาหนึ่งหมื่นหกพันตำลึงเป็นของคุณชายรองหลี่

            ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนยอมจ่ายด้วยเงินมากถึงขนาดนี้ทั้งพี่ฮวาและเหล่าสตรีในหอร้อยบุปผา ต่างพากันเบิกตากว้าง

            ฮวาตื่นเต้นจนร้องเสียงสูง“หนึ่งหมื่นหกพันหากไม่มีใครเสนอราคาอีก ข้าขอประกาศว่า...”

            “หนึ่งแสนหกหมื่นตำลึง!”

            น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยทุ้มลึกทำให้ทุกคนต้องกลั้นหายใจ พลางหันไปมองหาต้นเสียง

            ทว่า หนีเจียเอ๋อร์จำเจ้าของเสียงนี้ได้ทันทีดวงตาของนางแดงก่ำ ความแข็งแกร่งที่พยายามคงไว้จนถึงตอนนี้ แทบจะพังทลาย

            มุมปากของนางยกขึ้นด้วยความยินดีพร้อมตวัดสายตามองสบไปอย่างอ่อนแรง

            โจวชิงหวาในชุดคลุมสีม่วงอ่อนขยิบตาให้ ขณะไล่สายตาอันลึกล้ำมองนาง แล้วตอกย้ำอีกครั้ง “หนึ่งแสนหกหมื่นตำลึง!”

            นับแต่ก่อตั้งหอร้อยบุปผาเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครเสนอราคาสูงถึงเพียงนี้มาก่อน ต่อให้จะหาดูทั่วทั้งแคว้นฉีหลาน ก็ยากนักที่จะเห็นคนประมูลคืนแรกของนางคณิกาด้วยเงินมากถึงหนึ่งแสนหกหมื่นตำลึง

            พอคุณชายหลี่สังเกตเห็นรอยยิ้มของคนงามก็รู้สึกขุ่นเคืองใจจนคว่ำโต๊ะ ก่อนจากไปพร้อมผู้ติดตาม

            เมื่อเขาเดินผ่านไปทางโจวชิงหวา ก็อดมิได้ที่จะมองอย่างสบประมาท

            โจวชิงหวายิ้มบางๆ หากแต่ดวงตาเย็นยะเยียบจนแทบจะแช่แข็งผู้คน

            ฮวารั้งกระโปรง แล้วสาวเท้าเข้ามาหาใบหน้าอ้วนกลมของนางสว่างไสว ขณะเอ่ยเสียงฉอเลาะ “ขอเรียนถามชื่อแซ่ของคุณชายท่านนี้ จะได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            โจวชิงหวาเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตารังเกียจก่อนชี้นิ้วไปทางหนีเจียเอ๋อร์ที่อยู่บนเวที แล้วย้อนถาม “ตอนนี้นางเป็นของข้าแล้ว ใช่หรือไม่?”

            ฮวามิได้รู้สึกอันใดกับท่าทีเฉยเมยของเขาเพียงสงบปากสงบคำ และยื่นมือออกไปเป็นสัญญาณ ว่าหากเงินมาก็รับคนไปได้

            โจวชิงหวาหยิบตั๋วทองสามใบซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าเท่ากับเงินจำนวนหนึ่งแสนหกหมื่นตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ แล้วโยนลงกับพื้นก่อนที่มันจะถูกลมพัดจนปลิวขึ้นไปบนอากาศ พร้อมร่างกายของเขา ที่ใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนเวที

            ปลายนิ้วสีขาวราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดีกระชากม่านออก แล้วโน้มตัวลงไปอุ้มร่างของหนีเจียเอ๋อร์ขึ้นมา

            หญิงสาวจึงอิงร่างในอ้อมกอดที่แข็งแกร่งและอบอุ่นของเขา

            ในยามนี้ ฮวากำลังหยิบตั๋วทองขึ้นมาตรวจสอบ...ของจริง!

            และแล้ว ดวงตาของนางก็ฉายประกายวาววับด้วยความพอใจ“เอาละ... นางเป็นของท่านแล้ว!”

            จากนั้น ก็เก็บตั๋วทองไว้กับตัวก่อนสั่นระฆัง “มัวตะลึงอะไรอยู่รีบนำทางคุณชายไปที่ห้องสิ” 

            กุ้ยกงจึงได้สติกลับมา “คุณชาย เชิญทางนี้ขอรับ!”

            ฮวายิ้ม แล้วร้องสั่งเสียงดัง“จุดประทัด!”

            ตามกฎของหอร้อยบุปผา จะมีการจุดประทัดเฉลิมฉลองในราตรีแรกของนางคณิกาทุกคนซึ่งถือว่าเป็นพิธีมงคลอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มมนตร์ขลังให้กับแขก

            ปัง...!

            เสียงประทัดดังกึกก้องฟังดูคึกคักยิ่งนัก

            ท่ามกลางสายตาอิจฉาของสตรีและเสียงชื่นชมของบุรุษไล่มาตามเส้นทางที่โจวชิงหวาอุ้มหนีเจียเอ๋อร์เดินเข้าห้องพัก คล้ายพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าเรือนหอ

            และแล้ว ประตูห้องก็เปิดออก...

            หนีเจียเอ๋อร์คว้าแขนของเขาแล้วเงยหน้าขึ้นมากระซิบ “รีบพาข้าออกไปเถอะ!”

            แต่โจวชิงหวาดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของนางเขากวาดสายตามองข้าวของทุกชิ้นในห้อง ก่อนจะเบี่ยงหน้ามาหาหญิงสาวในอ้อมแขน แล้วพูดเสียงแหบพร่า“ตอนนี้ ยังออกไปมิได้”

            ขาดคำ ก็อุ้มหนีเจียเอ๋อร์ตรงไปที่เตียงและปล่อยให้นางนั่งลงบนหน้าตัก พลางหันไปมองอ่างน้ำใสสะอาดกับผ้าขนหนู ที่เตรียมเอาไว้อย่างพร้อมสรรพบนเตียงหลังน้อยด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ “หนึ่งแสนหกหมื่นตำลึงมิใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย แม่นางคงไม่คิดจะให้ข้าจ่ายไปโดยไร้ประโยชน์หรอกนะ?” 

            หนีเจียเอ๋อร์ไม่กล้ามองใบหน้าอันหล่อเหลาของอีกฝ่ายยามที่ชายหนุ่มหันไปให้ความสนใจกับสิ่งอื่น นางก็มองตามสายตาเขา จนไปสะดุดเข้ากับอ่างน้ำและผ้าขนหนูซึ่งหญิงสาวย่อมเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าของเหล่านี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อประโยชน์อันใด ใบหน้าของนางจึงกลายเป็นแดงก่ำด้วยความขัดเขิน

            “หมายความอย่างไร?”

            โจวชิงหวาอธิบายอย่างจริงจัง“ก็หมายความว่าที่ข้าใช้เงินซื้อตัวเจ้าก็เพื่อจะใช้เวลาในค่ำคืนนี้ร่วมกันอย่างไรเล่า”

            ว่าแล้ว ก็วางร่างของนางลงบนเตียงหนีเจียเอ๋อร์รีบยันมือบางไว้กับอกกว้าง คล้ายต้องการจะค้ำร่างสูงใหญ่ประหนึ่งขุนเขาเอาไว้ขณะที่ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบไล้ฮวาเตี้ยนบนหน้าผากอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

            ทั้งสองต่างจับจ้องกันไปมาพอดวงตาสองคู่สบประสาน อากาศก็แทบจะลุกเป็นไฟ

            ราวกับจะมีบางสิ่งปะทุขึ้นอย่างเฉียบพลันสมองของหนีเจียเอ๋อร์ว่างเปล่า หญิงสาวกะพริบตาอย่างตะลึงงัน ลืมปัดป้องไปโดยสิ้นเชิง

            เมื่อได้กลิ่นอำพันทะเลจางๆจากร่างของโจวชิงหวา ก็ยิ่งรู้สึกมัวเมาจนไม่อาจไถ่ถอน

            ไฟปรารถนาซึ่งพลุ่งพล่านบริเวณท้องน้อยทำให้โจวชิงหวาต้องบังคับตัวเองให้ลุกขึ้น ขณะที่ยังมีสติหลงเหลืออยู่

            นางสมควรได้รับการปกป้องมิใช่ถูกดูหมิ่นเช่นนี้!

            โจวชิงหวาพยายามตั้งสติซุกซ่อนเพลิงปรารถนาในใจ แล้วดันร่างนางให้เข้าไปนอนชิดด้านใน จากนั้นจึงเอนกายลงที่ด้านนอก“ข้ามัวแต่หาทางช่วยเจ้าจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวัน เพลียเหลือเกิน ตอนนี้ขอพักเอาแรงสักหน่อยก็แล้วกัน!” 

            กล่าวจบ ก็หลับตาหนีอีกฝ่าย

            หนีเจียเอ๋อร์จึงนึกขึ้นมาได้ว่าพวกเขาไม่ได้นอนพูดคุยกันเช่นนี้นานมากแล้ว

            “มานี่สิ...”

            หญิงสาวหันไปมอง พอได้ยินเสียงกระซิบของเขาพลันรู้สึกขบขันเล็กน้อย โจวชิงหวาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนโอบนางไว้ในอ้อมแขน

            หนีเจียเอ๋อร์ไร้เรี่ยวแรงจะผลักไสจึงได้แต่คิดในใจ ว่ารอให้เขาตื่นก่อน นางค่อยเตะพี่ชายคนนี้ลงจากเตียง

            ...

            เวลาล่วงเลยจนเข้ายามสาม[1] โจวชิงหวาก็ตื่นขึ้นมาเขาหันไปมองหนีเจียเอ๋อร์ที่กำลังหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยาทำให้อาการบาดเจ็บของนางดีขึ้นจากเมื่อวานมาก เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ โทสะในใจของโจวชิงหวาก็ลุกโชนเขารอจนกระทั่งหญิงสาวตื่น จึงพานางหลบหนี

            ชายหนุ่มทะยานออกไปทางหน้าต่างโดยมีหนีเจียเอ๋อร์ในอ้อมแขน

            เขาวิ่งไปบนหลังคา จนถึงห้องของฮวาแล้วเหินเข้าไปด้านในผ่านบานหน้าต่าง

            ส่วนหนีเจียเอ๋อร์ก็หยิบขวดยาสีขาวออกมาแล้วเทยาด้านในลงบนมือ จากนั้น ก็เดินไปที่ข้างเตียง แตะเบาๆ ที่หน้าอกของแม่เล้า จนอีกฝ่ายสะดุ้งตื่น

            โจวชิงหวาจึงใช้กริชอันคมแหลมจ่อที่คอนางเพื่อมิให้ส่งเสียง ทำให้ฮวาตื่นตระหนกจนไม่กล้าเอ่ยปาก 

            หนีเจียเอ๋อร์บีบคางของนางแล้วยัดยาสามเม็ดลงไป

            พี่ฮวาตัวสั่นแล้วเอ่ยถาม“เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน?”

            หนีเจียเอ๋อร์ปล่อยแม่เล้าและเช็ดมือจนถี่ถ้วน ราวกับเมื่อครู่ไปสัมผัสโดนสิ่งสกปรก พลางตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน“ยาปลุกกำหนัดที่เจ้าเก็บไว้ในลิ้นชักอย่างไรเล่า!”

     

     

     

     

    ----------------------------------------------

            [1] ยามสาม คือ เวลาประมาณ 23.00 – 01.00 น.

            ซึ่งการบอกเวลาว่าเป็นยามหนึ่ง, ยามสอง, ยามสาม, ... นี้ จะใช้ระบุเวลาในยามค่ำคืนเท่านั้น โดยจะแบ่งออกเป็น5 ยาม เริ่มนับจาก 19:00 น. ซึ่งเป็นเวลาย่ำค่ำไปจนถึง 04:59 น. ซึ่งเป็นเวลาเช้าตรู่ดังนี้

            ยามหนึ่งคือเวลา 19:00 - 20:59 น.

            ยามสองคือเวลา 21:00– 22.59 น.

            ยามสามคือเวลา 23:00- 24:59 น.

            ยามสี่ คือเวลา 01:00 – 02.59 น.

            ยามห้าคือเวลา 03:00- 04:59 น.

            หมายเหตุ: การแบ่งโมงยามแบบจีนโบราณนั้น เวลาใน 1 วัน จะมี 12 ชั่วยามโดยเริ่มแบ่งชั่วยามที่หนึ่ง (ยามชวด หรือยามจื่อ) ซึ่งเป็นเวลา 23:00 – 24:59 น. ไปเรื่อยๆจนถึงชั่วยามที่สิบสอง (ยามกุน หรือยามไฮ่) ซึ่งเป็นเวลา 21:00 – 22:59 น.

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663