เสิ่นเจิ้นกวงมองบุตรสาวอย่างประหลาดใจ “ซูเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้”
ชายหนุ่มที่หน้าตาคล้ายเสิ่นเจิ้นกวงอยู่หลายส่วนก็เดินเข้ามาด้วยเช่นกัน เขามองม่านซูอย่างประหลาดใจ “น้องสาวสาม เจ้ามาได้อย่างไร”
“ท่านพ่อ พี่ชายใหญ่ เรื่องนี้ยาวนัก ขอให้ข้าได้หายใจก่อนสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
นางเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังฝนตกตลอดทาง แม้จะมีเจียงกูกูกับคนอื่นๆ คอยดูแล จึงไม่นับว่าลำบากอะไรนัก แต่เงาคล้ำใต้ตาก็บ่งบอกชัดเจนว่าช่วงนี้นางพักผ่อนไม่ดีเลย
เสิ่นเจิ้นกวงรักบุตรสาวสุดหัวใจ รีบต้อนรับบุตรสาวเข้ามาทันที และจัดที่พักให้นางก่อน
หลังอาบน้ำและนอนหลับไปหนึ่งตื่น เมื่อตื่นขึ้นมา เสิ่นม่านซูก็นอนมองม่านบนเพดานเตียงเงียบๆ
ต้นขาทองคำไป๋บอกให้นางแต่งงานเพื่อตอบแทน
ความหมายของเขาจะใช่อย่างที่นางคิดหรือไม่
แต่จะพูดอย่างไร ต้นขาทองคำไป๋ก็เป็นบุคคลที่ดุจเซียนถูกเนรเทศลงมาสู่โลกมนุษย์ มุ่งมั่นกับภารกิจใหญ่ ดูไม่สนใจเรื่องรักใคร่ทางโลกเลยสักนิด
พอเอ่ยคำว่าแต่งงานตอบแทนออกมา จู่ๆ ก็เหมือนติดดินขึ้นมาเสียอย่างนั้น!
จู่ๆ ใบหน้าหล่อเหลางดงามของไป๋ซิวจิ่นก็พลันวาบผ่านเข้ามาในหัวของเสิ่นม่านซู
จะบอกว่าไม่ชอบก็คงโกหก เพราะถึงอย่างไรผู้คนต่างรักความงามกันทั้งนั้น
แต่หากต้องแต่งให้บุรุษสมบูรณ์แบบประหนึ่งเทพเซียนเช่นนี้จริงๆ เสิ่นม่านซูกลับรู้สึกว่ามันไม่สมจริงเอาเสียเลย
เจียงกูกูถืออาภรณ์สะอาดสะอ้านชุดหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นเสิ่นม่านซูลืมตาอยู่ก็กล่าวว่า “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ หิวหรือไม่ บ่าวจะให้คนไปเตรียมอาหารมาให้”
“ข้ายังไม่หิว” เสิ่นม่านซูลุกขึ้นนั่ง เส้นผมยาวดำขลับนุ่มลื่นไหลตกลงมาบนไหล่
นางมองเจียงกูกู จู่ๆ ก็เอ่ยถามว่า “เจียงกูกูคิดว่าท่านไป๋เป็นคนเช่นไร”
เจียงกูกูชะงัก ก่อนจะเข้าใจในทันที นางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวช้าๆ ว่า “ในสายตาบ่าว เขาเป็นคนที่มีชีวิตลำบากคนหนึ่งเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูลุกขึ้นเดินมานั่งหน้ากระจกทองแดง ปล่อยให้เจียงกูกูหวีผมให้
หลังได้ยินคำพูดของนาง เสิ่นม่านซูก็สงสัยขึ้นมาทันที “เหตุใดเจียงกูกูถึงพูดเช่นนั้น”
“เขาสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเล็ก ลำบากมามาก คุณหนูสามเคยได้ยินชื่อหุบเขาเย่ากู่หรือไม่ ตอนนั้นเพื่อให้ท่านผู้เฒ่าไป๋รับตนเป็นศิษย์ เขาได้เข้าไปในหุบเขาตามลำพังที่ยังอายุเพียงไม่กี่ขวบ เพื่อค้นหาหญ้าวิเศษที่ท่านผู้เฒ่าไป๋ต้องการ ในหุบเขานั้นมีทั้งงู แมลง หนู และสัตว์ประหลาดมากมาย ทั้งยังมีบึงโคลนกว้างไกลสุดสายตา ตอนที่ท่านผู้เฒ่าไป๋พบเขา เขาบาดเจ็บไปทั้งตัว ลมหายใจรวยริน แต่ในมือยังคงกำหญ้าวิเศษต้นนั้นไว้แน่น”
เขาต้องแบกรับความแค้นนองเลือดอันโหดร้ายเช่นนั้นไว้ตั้งแต่เกิด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ยังต้องคอยระวังการลอบสังหารและการทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ไหนจะต้องมองคนสนิทตายหน้าต่อตาทีละคน หากนายท่านน้อยไม่โหดเหี้ยมเย็นชา เกรงว่าเขาคงมีชีวิตไม่ถึงวันนี้
เปลี่ยนชื่อสกุล กลายเป็นศิษย์คนสุดท้ายของหมอเทวดาผู้เฒ่าไป๋ กระทั่งกลายมาเป็นหมอเทวดาไป๋ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในยุทธภพทุกวันนี้
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความยากลำบากและหยาดเลือดหยาดเหงื่อที่ต้องจ่ายไประหว่างนั้น
ทุกครั้งที่เจียงกูกูนึกถึงเรื่องราวในวันวานก็ปวดใจอย่างยิ่ง
เจียงกูกูย่อมยังมิอาจเล่าให้คุณหนูสามฟังเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของนายท่านน้อยได้ แต่เจียงกูกูหวังให้คุณหนูสามได้รับรู้เรื่องราวในอดีตอันขมขื่นอ้างว้างของเขา
หลังเสิ่นม่านซูฟังจบ ก็มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองแดงอย่างเหม่อลอย
ในนิยายต้นฉบับบอกว่าไป๋ซิวจิ่นมีฐานะสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน แต่แท้จริงแล้วคืออะไรนั้นกลับไม่ได้บอกไว้
นี่คงเป็นอีกหลุมหนึ่งที่นักเขียนโง่เขลาผู้นั้นขุดไว้แล้วไม่ได้กลบ
ภายหลังในนิยายต้นฉบับ ไป๋ซิวจิ่นกับพระเอกองค์ชายเจ็ดต่างตั้งตนคานอำนาจกัน ดังนั้นตำแหน่งของเขาในเรื่องจึงเป็นตัวร้ายใหญ่เช่นกัน
แต่เสิ่นม่านซูกลับไม่รู้เลยว่า วัยเด็กของไป๋ซิวจิ่นจะผ่านไปอย่างทุกข์ยากถึงเพียงนั้น
นางหยิบหวีขึ้นมาลากผ่านเส้นผมดำยาวดุจหมึกของตน แสงละเอียดเล็กน้อยไหวระยิบอยู่ระหว่างเส้นผม
เสิ่นม่านซูเอ่ยถามอีกครั้ง “เจียงกูกู ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านไป๋ถึงชอบกินของหวาน”
บทที่ 106 พี่ชายใหญ่เสิ่นจิ่ง
ในนิยายต้นฉบับไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้
ไป๋ซิวจิ่นดุจเซียนที่ถูกเนรเทศลงมายังโลกมนุษย์เช่นนั้น แต่กลับชอบกินของหวาน?
ตอนเสิ่นม่านซูอ่านมาถึงตรงนี้ นางเพียงรู้สึกว่านี่เป็นความน่ารักที่ขัดกับภาพลักษณ์ของเขาเท่านั้น แต่พอนางถามเรื่องนี้ขึ้นมา แววตาของเจียงกูกูก็พลันเอ่อคลอด้วยน้ำตา
นางเม้มปาก ลำคอตีบตัน “บ่าวเคยได้ยินว่าตอนเด็กเขาเคยถูกคนจับไปขังไว้ ไม่ได้กินข้าวหลายวัน อาศัยลูกกวาดไม่กี่เม็ดประทังชีวิตจนรอดมาได้...” เสียงของเจียงกูกูค่อยๆ เบาลง “สำหรับเขาแล้ว มีเพียงตอนกินของหวานเท่านั้น เขาถึงจะรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่”
เสิ่นม่านซูชะงัก
บุรุษรูปงามเย็นชาสงบนิ่ง แต่สุดท้ายยังทำให้ทั้งราชสำนักปั่นป่วนตามนิยายต้นฉบับ แต่กลับมีอดีตขมขื่นถึงเพียงนั้น
เจียงกูกูเห็นเสิ่นม่านซูนิ่งเงียบ จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ชั่วขณะนั้น ภายในห้องจึงเงียบสงัดอย่างยิ่ง เงียบเสียจนคล้ายว่าหากเข็มสักเล่มตกพื้นก็คงได้ยินเสียงสะท้อน
ทันใดนั้น ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะดังขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงเย็นชาของเจ๋อหลันดังตามมา
“หุบปาก! คุณหนูของข้ายังนอนอยู่ ใครกล้าปลุกคุณหนูข้า ข้าจะโยนคนนั้นออกไปเสีย!”
เสียงเจื้อยแจ้วของสตรีเหล่านั้นเงียบลงทันที
เสิ่นม่านซูสูดจมูกเบาๆ ครั้นได้สติกลับมาก็เอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”
“คุณหนูรอสักครู่นะเจ้าคะ บ่าวจะออกไปดูให้”
“อื้ม”
เสิ่นม่านซูเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว เกล้าผมเป็นมวยเรียบง่าย พอเงยหน้าก็เห็นเจียงกูกูกลับเข้ามาพอดี
เจียงกูกูกล่าวว่า “เป็นเหล่าหญิงสาวท้องถิ่นเจ้าค่ะ พวกนางล้วนเป็นผู้ลี้ภัย ท่านแม่ทัพให้คุณหนูเลือกคนที่ถูกชะตาไว้คอยปรนนิบัติข้างกายสักคนสองคนเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูพาเจียงกูกูกับเจ๋อหลันมาด้วยเพียงสองคน งานหยาบบางอย่างยังต้องมีคนช่วยทำ
ส่วนสตรีเหล่านั้นต่างไร้ที่พึ่ง หากได้โอกาสปรนนิบัติคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจได้ติดตามกลับเมืองหลวงไปด้วย
สำหรับพวกนางแล้ว นี่นับเป็นวาสนาใหญ่หลวงจากสวรรค์
เสิ่นม่านซูไม่ใช่คนเรื่องมาก ไม่จำเป็นต้องมีคนมากมายมาคอยปรนนิบัติ อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในจวนที่เมืองหลวง เดิมทีนางคิดจะปฏิเสธไปตรงๆ แต่จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา เสิ่นม่านซูจึงเปลี่ยนใจ นางกล่าวว่า “ให้พวกนางไปรอในห้องข้างๆ ก่อน ห้ามส่งเสียงเอะอะ ใครเอะอะก็ให้คนนั้นกลับไป ข้าจะไปพบท่านพ่อก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ไม่นานเสิ่นม่านซูก็มาถึงเรือนพักของเสิ่นเจิ้นกวง ได้ยินเขากำลังพูดคุยเรื่องงานกับผู้อื่นอยู่
เสิ่นจิ่งเดินเข้ามาหานางก่อนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “น้องสาวสามดีขึ้นแล้วหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่ก่อนหน้านี้พักผ่อนไม่พอเท่านั้นเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูมองเสิ่นจิ่งแล้วกล่าวว่า “พี่ชายใหญ่ เหตุใดท่านถึงผอมลงเช่นนี้”
หัวใจเสิ่นจิ่งพลันอุ่นวาบ
น้องสาวเป็นห่วงเขา!
ในใจเขาชื่นมื่นยิ่งนัก ทว่าบนใบหน้ายังคงรักษาท่าทีสำรวม กล่าวอย่างมีมารยาทว่า “พี่เป็นบุรุษ ฝึกอยู่ในกองทัพ ผอมลงสักหน่อยจึงจะถูก”
เสิ่นม่านซูพยักหน้า นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฉวยโอกาสที่ได้คุยกับพี่ชายใหญ่ตามลำพังแต่งเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“พี่ชายใหญ่ วันนั้นข้าเจอพี่หญิงโจวด้วย นางถึงกับตั้งใจไปวัดเพื่อขอเครื่องรางคุ้มภัยให้ท่านเชียวนะ”
เสิ่นจิ่งได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าซื่อสัตย์หล่อเหลาพลันแดงวาบขึ้นมาเล็กน้อย
เขาประหม่าอยู่บ้าง “จะ...จริงหรือ แต่พวกเราไม่ได้พบกันมานานมากแล้ว”
เพียงเห็นปฏิกิริยาของเสิ่นจิ่ง เสิ่นม่านซูก็เข้าใจทันทีว่าเขาเองก็มีใจให้พี่หญิงโจวเช่นกัน
เวลานี้ เฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นคงยังไม่ได้ฉวยโอกาสตอนเขาอ่อนแอเข้ามาแทรก
เสิ่นม่านซูยิ้มกล่าวต่อ “สองปีมานี้ท่านฝึกอยู่ในกองทัพ พี่หญิงโจวย่อมต้องเป็นห่วงท่านอยู่แล้ว พี่ชายใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าหลังกลับเมืองหลวงครั้งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่จะจัดงานแต่งให้พวกท่านแล้วนะเจ้าค่ะ”
เมื่อโดนน้องสาวเย้าแหย่เช่นนี้ ปลายหูของเสิ่นจิ่งก็แดงก่ำไปหมด