บทที่ 17 ฉันจะเล่านิทานให้ฟัง
เหยียนโย่วเว่ยใมากจนเขาฉี่ราดและะโด้วยสีหน้าหวาดกลัว “ลู่เฉิงเฟิง แก้าอะไรกันแน่? ฉันเป็สมาชิกคนหนึ่งของตระกูลเหยียนนะ ถ้าแกฆ่าฉัน แกจะไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขแน่!”
“ฉันขอร้องล่ะ ปล่อยฉันไป ปล่อยฉันไปเถอะ...”
ลู่เฉิงเฟิงยืนอยู่ข้างหลุม ดวงตาของเขาเ็าและไร้อารมณ์
“โอ้! แกก็กลัวเป็เหมือนกันเหรอ ก่อนหน้านี้แกบ้ามากเลยไม่ใช่เหรอ? ไหนแกบอกว่าไม่มีใครในเมืองเหยียนเฉิงที่กล้าแตะต้องแกไง? ถ้าฉันฆ่าแกแล้วแกจะทำยังไง?”
“ลู่เฉิงเฟิงโปรดไว้ชีวิตฉันเถอะ! โปรดไว้ชีวิตฉันด้วย! ฉันจะให้เงินนาย ฉันจะให้เงินมากมายกับนายตราบใดที่นายปล่อยฉันไป ฮือ…”
เหยียนโย่วเว่ยกลัวมากมากจนร้องไห้และขอร้อง
“เหยียนโย่วเว่ย ฉันจะเล่านิทานให้แกฟัง”
“สิบห้าปีที่แล้วมีเด็กชายคนหนึ่งที่มีความสุขมาก มีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และน้องสาวที่รักซึ่งอายุน้อยกว่าเขาสองปี เพื่อให้เด็กชายคนนี้มีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดี ครอบครัวของพวกเขาจึงย้ายมาที่เมืองเหยียนเฉิงจากหมู่บ้านเล็ก ๆ เพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีขึ้น”
“พ่อแม่ของเด็กชายคนนั้นทำงานหนักและมีความสามารถ ไม่กี่ปีต่อมา พวกเขาเปิดฟาร์มหมูในเขตชานเมืองของเมืองเหยียนเฉิง ชีวิตของพวกเขาไม่ร่ำรวย แต่ครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและมีความสุข”
“แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับมีชายผู้มั่งคั่งและมีอำนาจตกหลุมรักที่ดินผืนนั้น แต่ฟาร์มหมูเล็ก ๆ นั้นเป็สิ่งค้ำจุนความอยู่รอดของครอบครัวของเด็กน้อย ดังนั้นโดยปกติแล้วทั้งครอบครัวเขาจึงไม่เต็มใจที่จะขายที่ดินในราคาต่ำ”
“ชายผู้ร่ำรวยและมีอำนาจคนนั้นส่งคนมารังควานครอบครัวที่เคยมีความสุขนั้นทุก ๆ สามวัน ปู่ของเด็กน้อยโกรธมากจนล้มป่วย พ่อของเขาขาหัก และแม่ของเขาถูกข่มขืนจนเป็บ้า…”
“สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือคืนหนึ่งเกิดไฟไหม้ในฟาร์มหมู ยกเว้นเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่รอดพ้นจากความตาย ทุกคนถูกไฟกลืนกินทั้งเป็รวมทั้งน้องสาวของเขาที่อายุน้อยกว่าเขาสองปีด้วย”
“แกรู้ไหมว่าเด็กน้อยคนนั้นรอดชีวิตมาได้อย่างไร? เป็พ่อของเขาเองที่ผลักเขาเข้าไปในห้องใต้ดินด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติและช่วยชีวิตเขาไว้ได้”
“เด็กน้อยได้รับการช่วยเหลือในตอนท้ายแต่ไม่มีหลักฐาน และคนร้ายก็ยังลอยนวลอยู่… จากนั้นวันหนึ่งเด็กน้อยถือมีดเล่มหนึ่งไปยืนรออยู่ที่ประตูบ้านของฆาตกร เมื่อฆาตกรคนนั้นปรากฏตัวเด็กน้อยจึงรีบวิ่งเข้าใส่และแทง”
“น่าเสียดายที่ในปีนั้นเด็กน้อยอายุแค่สิบขวบและอ่อนแอเกินไป เขาไม่สามารถแทงให้อีกฝ่ายตายได้และถูกทุบตีจนเกือบตาย… โชคดีที่เขาได้พบกับคู่แม่ลูกสาวที่ช่วยกันส่งเขาไปโรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นเขาคงเสียชีวิตที่ข้างถนนไปนานแล้ว...”
เหยียนโย่วเว่ยดูเหมือนจะจำอะไรบางอย่างได้ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างและเขาก็กรีดร้องว่า “นั่นนายเหรอ?”
ลู่เฉิงเฟิงมองดูอีกฝ่าย พูดด้วยน้ำเสียงเ็า “จำได้แล้วสินะ”
เหยียนโย่วเว่ยใมาก เขาจำได้ว่าเมื่อสิบห้าปีที่แล้วตอนที่เขายังเป็เด็กตัวเท่าเอวของพ่อเขา พ่อของเขาพาเขาออกไปเล่นครั้งหนึ่ง
แต่ทันทีที่ออกจากบ้านมีเด็กคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่จากที่ไหนไม่รู้แทงพ่อของเขาที่ท้อง... เขาจำทุกอย่างได้
ลู่เฉิงเฟิงคือเด็กในตอนนั้น และวันนี้กลับมาเพื่อแก้แค้น!
สีหน้าของเหยียนโย่วเว่ยซีดเผือด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา
“ลู่เฉิงเฟิงอย่าฆ่าฉันเลย ได้โปรดอย่าฆ่าฉัน…”
ลู่เฉิงเฟิงมองดูอีกฝ่ายอย่างไม่แสดงอารมณ์ จากนั้นหยิบพลั่วขึ้นมาและเริ่มถมดิน
เหยียนโย่วเว่ยกลัวสุดขีด ลู่เฉิงเฟิงกำลังจะฝังเขาทั้งเป็!
“ลู่เฉิงเฟิงอย่าฆ่าฉันเลย เป็พ่อของฉันที่ฆ่าทั้งครอบครัวของนายแต่ฉันบริสุทธิ์นะ ไว้ชีวิตฉันเถอะ… นายไปหาพ่อของฉันสิ เขาเป็คนลงมือทำทุกอย่าง”
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มเยาะ “ช่างสมกับเป็พ่อลูกกันจริง ๆ เหยียนโย่วเว่ย ฉันรอวันนี้มาสิบห้าปีแล้ว และพวกแกทุกคนในตระกูลเหยียนจะต้องชดใช้ แกเป็คนแรก แต่ฉันให้สัญญว่าแกจะไม่ใช่คนสุดท้าย”
เหยียนโย่วเว่ยกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พยายามปีนออกจากหลุม แต่น่าเสียดายที่มือและเท้าของเขาถูกมัดไว้ดังนั้นความพยายามทั้งหมดของเขาจึงไร้ผล
“เหยียนโย่วเว่ยนอนนิ่ง ๆ หน่อยสิ มันยากสำหรับฉันนะที่จะฝังแกทั้งแบบนี้”
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
เมื่อเห็นว่าการขอร้องลู่เฉิงเฟิงนั้นไร้ประโยชน์ เหยียนโย่วเว่ยก็ะโสุดปอด
“ปัง!”
ลู่เฉิงเฟิงใช้พลั่วตีหัวเหยียนโย่วเว่ยจนเืกระเซ็น และเหยียนโย่วเว่ยก็กรีดร้องก่อนจะล้มลงไปที่ก้นหลุม
“ลู่เฉิงเฟิงไอ้สารเลว! ไอ้ปีศาจ! ปล่อยฉันนะโว้ย! ไม่อย่างนั้นพ่อของฉันจะไม่ปล่อยแกไปแน่… ฮือ… ฉันขอร้องล่ะ ปล่อยฉันไปเถอะ... ลู่เฉิงเฟิง! ถ้าฉันเป็ผี ฉันจะไม่ปล่อยแกไป ฉันจะไม่ปล่อยแก...”
เหยียนโย่วเว่ยกลัวมากจนเสียสติและเริ่มพูดสลับไปมาเหมือนคนบ้า
ร่างของเขาถูกฝังอย่างรวดเร็วในดิน และพลั่วสุดท้ายก็ปกคลุมใบหน้าของเขาและเสียงของเขาก็หยุดกะทันหัน
สักพักหลุมก็เต็ม
ลู่เฉิงเฟิงรวบรวมเมล็ดหญ้าจากบริเวณใกล้เคียงแล้วโรยลงบนสถานที่ฝังของเหยียนโย่วเว่ยและคลุมร่องรอยบนพื้นด้วยกิ่งก้านและใบไม้ที่ตายแล้ว
“เหยียนโย่วเว่ยในไม่ช้าตระกูลเหยียนที่เหลือจะลงนรกตามแกไป แกจะไม่โดดเดี่ยวบนถนนสู่นรกแน่”
ลู่เฉิงเฟิงจากไปพร้อมกับพลั่ว
เขาขับรถของเหยียนโย่วเว่ยเป็ระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร พบสถานที่ที่ไม่มีร่องรอยของมนุษย์ก่อนจะถ่ายน้ำมันออกจากถังน้ำมันรถใส่ถังที่เตรียมไว้ จากนั้นราดน้ำมันลงบนรถ จุดไฟเผาแล้วจากไป
หากเขาขับรถคันนี้ย่อมทิ้งร่องรอยไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเผาทิ้งจะปลอดภัยที่สุด
ลู่เฉิงเฟิงไม่ได้กลับไปในเมือง มันไกลเกินไป เขาไปที่เมืองรองที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่ากิโลเมตร หาสถานที่พักผ่อนในคืนนี้ แล้วขึ้นรถประจำทางกลับไปที่เมืองเหยียนเฉิงในวันรุ่งขึ้น
เมื่อเขากลับถึงบ้าน ทันทีที่เปิดโทรศัพท์มือถือ ซูอี้จวินก็โทรมา
“ลู่เฉิงเฟิง ก่อนหน้านี้ฉันติดต่อคุณไม่ได้เลย ฉันเป็ห่วงคุณ คุณโอเคไหม?”
เมื่อฟังคำพูดที่ร้อนรนและห่วงใยของซูอี้จวิน แววตาของลู่เฉิงเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความอ่อนโยน “ผมสบายดี ก่อนหน้านี้โทรศัพท์ของผมแบตหมด”
ซูอี้จวินไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าโทรศัพท์มือถือของลู่เฉิงเฟิงแบตหมด มันน่าจะถูกปิดอยู่ทั้งคืน
แต่เื่นี้ไม่สำคัญ ตราบใดที่ลู่เฉิงเฟิงปลอดภัยก็พอแล้ว
“ลู่เฉิงเฟิงตอนนี้คุณมีเวลาไหม?”
“ใช่ มีอะไรงั้นเหรอ?”
“คุณช่วยไปส่งฉันที่สนามบินหน่อยได้ไหม? เพื่อนสนิทของฉันกำลังกลับมาจากต่างประเทศแล้วฉันต้องไปรับเธอ”
ลู่เฉิงเฟิงตอบรับ “ตกลง ผมจะไปหาคุณตอนนี้ รอผมที่บ้านนะ”
ลู่เฉิงเฟิงอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปข้างนอก
เมื่อเขาไปถึงบ้านตระกูลซู เขาก็พาซูอี้จวินขึ้นรถแล้วรีบเหยียบคันเร่งออกไป
ลู่เฉิงเฟิงมองไปที่ฮั่นเหยียนที่กำลังไล่ตามเขาในกระจกมองหลัง พร้อมรอยยิ้มชั่วร้ายบนริมฝีปากของเขาแล้วหัวเราะ
“ฮั่นเหยียนคนนี้ดื้อด้านจริง ๆ เขา้าเป็ก้างขวางคอเพื่อทำให้ความรักของเราล่าช้า”
ซูอี้จวินหน้าแดง ไม่พูดอะไร
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉิงเฟิงก็สังเกตเห็นว่าซูอี้จวินแอบมองเขาเป็ครั้งคราวและลังเลที่จะพูด
“ผมดูดีใช่ไหม?”
“หา?”
ซูอี้จวินดูเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำอะไรผิด เธอก้มลงขณะที่หน้าแดงมาก
“ผมเป็แฟนคุณแล้ว ถ้าอยากดูก็ดูได้เลย หรือถ้าคุณ้าจริง ๆ ผมสามารถถอดเสื้อผ้าให้ดูก็ได้ และแน่นอนผมอนุญาตให้คุณััผมได้เช่นกัน”
ซูอี้จวินรู้สึกทั้งอายและโกรธ สบถในใจ ‘อันธพาลตัวเหม็นคนนี้นี่!’
ลู่เฉิงเฟิงขยิบตาให้เธอ “คุณอยากถามผมเกี่ยวกับเหยียนโย่วเว่ยใช่ไหม?”
ซูอี้จวินพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่ต้องกังวล คน ๆ นั้นจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าคุณอีกต่อไป”
ซูอี้จวินตกตะลึงและมองไปที่ลู่เฉิงเฟิงด้วยความกลัว “คะ คะ คะ คุณฆ่าเขาแล้วเหรอ?”
ลู่เฉิงเฟิงไม่ได้ปิดบังอะไรและพูดว่า “ทำไม คุณกลัวเหรอ?”
ซูอี้จวินส่ายหัวและพยักหน้าอีกครั้ง
“คุณกลัว?”
ซูอี้จวินกระซิบ “กลัวนิดหน่อย”
เธอเคยเห็นลู่เฉิงเฟิงฆ่าคนมากกว่าหนึ่งคนด้วยสายตาของเธอเอง ดังนั้นเมื่อเธอได้ยินว่าเขาฆ่าคนอีกครั้ง แม้ว่าเธอจะไม่กลัวเท่ากับการเห็นด้วยตาของเธอเอง แต่เธอก็ยังกลัวอยู่บ้าง
ลู่เฉิงเฟิงหัวเราะ เขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าถึงแม้ซูอี้จวินจะมากล้นไปด้วยความสามารถ แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ยังคงเป็ผู้หญิงธรรมดา เป็เื่ปกติที่จะกลัวเื่แบบนี้