ปีศาจหมู หมูเกลียดอะไรที่สุด หรือว่ากลัวอะไรที่สุด หรือ้าอะไรมากที่สุดกันนะ สวี่หยางนอนคิดทบทวนคำถามนี้อยู่ภายในห้องพักของตนเอง
ภาพลักษณ์ของหมูในสายตาผู้คนก็คือพวกกินเก่ง แถมยังเป็สัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อ หรือก็คือกินได้ทุกอย่าง ทว่าหลังจากที่กงเทียนหยางถูกจับเข้ามา เขาก็ไม่ได้แสดงความอยากอาหารที่รุนแรงเป็พิเศษอะไรเลย
ส่วนเื่ศัตรูตามธรรมชาติของหมู นับว่าพูดยากอยู่เหมือนกัน มันไม่เหมือนพวกสัตว์ปีกหรือแมลงบางชนิด สิ่งที่สามารถคุกคามหมูได้มีอยู่มากมาย ทว่าไม่อาจเรียกสิ่งใดว่าเป็ศัตรูตามธรรมชาติได้อย่างเต็มปาก... หากจะพูดถึงศัตรูตามธรรมชาติจริง ๆ แล้วล่ะก็ มนุษย์ในชาติก่อนของเขาคงจะเป็ศัตรูตามธรรมชาติของหมูล่ะมั้ง ถึงอย่างไรหมูบ้านก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกมนุษย์จับกินอยู่ดี
วันต่อมา สวี่หยางเบิกตัวกงเทียนหยางมาไต่สวนอีกครั้ง ทว่ากงเทียนหยางก็ยังคงทำตัวเป็หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนเช่นเดิม
สวี่หยางยกเนื้อหัวหมูจานหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้าของมัน ้าโรยด้วยพริกป่น เนื้อหัวหมูส่งกลิ่นหอมและมีรสััอันเป็เอกลักษณ์ นุ่มละมุนลิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเหนียวหนึบให้เคี้ยวเพลิน สวี่หยางเคี้ยวเนื้อหัวหมูพะโล้คำโต ๆ ต่อหน้ากงเทียนหยางอย่างเอร็ดอร่อย
กงเทียนหยางไม่รู้ว่าสวี่หยางหมายความว่าอย่างไร แต่เมื่อมองดูสวี่หยางกิน มันก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ สวี่หยางวางจานลงพลางเอ่ย "กงเทียนหยาง เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ข้ากินอยู่คืออะไร?"
กงเทียนหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร"
"มันคือเนื้อหัวหมูยังไงล่ะ!" สวี่หยางใช้มือหยิบกระดูกอ่อนหมูชิ้นหนึ่งขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้ากงเทียนหยางพลางเอ่ย "เหมือนกับเ้าเลย"
"เหมือนกับผีน่ะสิ" กงเทียนหยางหัวเราะฮ่า ๆ "ข้าจะไปเหมือนกับพวกมันได้อย่างไร?"
แม้กงเทียนหยางจะพูดเช่นนั้น ทว่าสวี่หยางกลับััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาอย่างชัดเจน เ้านี่เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและโกรธเคืองแทนเผ่าพันธุ์เดียวกันจริง ๆ
'มีอารมณ์ความรู้สึกก็ดี!' สวี่หยางกลัวแค่เขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ถ้าเป็เช่นนั้น แผนการในครั้งนี้คงสูญเปล่าแล้ว
"เนื้อหัวหมูแสนอร่อยนี่ วันหนึ่งข้าต้องกินตั้งหลายชั่ง อร่อยเหลือเกิน ไม่รู้ทำไมมันถึงได้หอมขนาดนี้"
เนื้อหัวหมูค่อนจานถูกสวี่หยางกินจนเหลือเพียงเล็กน้อย กงเทียนหยางจ้องมองตาเขม็ง แต่ก็ยังคงไม่ะเิอารมณ์ออกมา และในบันทึกเื่ราวปีศาจก็ยังไม่มีข้อมูลของเขาปรากฏขึ้นมาด้วย
สวี่หยางรู้ดีว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ เขาต้องกระตุ้นอีกฝ่ายต่อไป ต้องตีเหล็กตอนกำลังร้อน!
"เ้าว่าเนื้อหัวหมูที่อร่อยขนาดนี้ ข้าควรจะเลี้ยงพวกมันไว้บนเขาสักฝูงดีหรือไม่ เช่นนั้นข้าก็จะได้กินเนื้อสดใหม่ตลอดเวลา!
เนื้อหัวหมูอร่อย ๆ แบบนี้ จะให้ข้ากินคนเดียวคงไม่ได้ ข้าต้องเอาไปแบ่งปันให้ทุกคนได้ลิ้มรสด้วยถึงจะถูก"
ท่าทางของกงเทียนหยางดูเหมือนจะติดกับดักเข้าให้แล้ว ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ จ้องเขม็งมาที่สวี่หยางอย่างเคียดแค้น
'ทำไมถึงได้อดทนเก่งขนาดนี้!' สวี่หยางขมวดคิ้วมุ่น พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว กงเทียนหยางก็ยังอุตส่าห์กลั้นอารมณ์เอาไว้ได้ ดูท่าคงต้องใช้ยาแรงเสียแล้ว!
"อ้อ ใช่ ๆ ๆ ! ยังมีเ้าอีกคน!" สวี่หยางคว้าเนื้อหัวหมูขึ้นมา ง้างปากของกงเทียนหยางออก แล้วยัดเนื้อหัวหมูใส่เข้าไปในปากของอีกฝ่าย จนเต็มไปด้วยคราบไขมันและเศษเนื้อหัวหมู
กงเทียนหยางโกรธจัด พร้อมสบถด่าออกมาเสียงดังลั่น "เ้ามันใช่คนหรือเปล่า! ถ้าให้เ้ากินเนื้อคนบ้าง เ้าจะกินลงไหม? เ้ามันวิปริต ทำไมเ้าถึงได้วิปริตขนาดนี้!"
"ฮ่า ๆ ๆ !" ภายใต้เสียงด่าทอของกงเทียนหยาง สวี่หยางกลับหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ ในที่สุดเ้านี่ก็สติแตกจนได้!
[กงเทียนหยาง]
[ระดับพลัง : ขอบเขตรวบรวมลมปราณ ขั้นที่เก้า]
[ค่าความมุ่งร้าย : 5%]
[ผลตอบแทน : ค่าประสบการณ์ห้าร้อยแต้มต่อหนึ่งชั่วยาม]
สวี่หยางทอดถอนใจ ในที่สุดความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่า จากนั้นเขาก็รีบเปิดดูประวัติและสิ่งที่เ้าปีศาจนี่เรียนรู้มาตลอดชีวิต เขาอยากจะเห็นนักว่าอีกฝ่ายมีความเก่งกาจอันใด ถึงทำให้หน่วยสังหารปีศาจยอมแหกกฎรับเข้าร่วมทำงานได้
กงเทียนหยางยืนอยู่ท่ามกลางกองเื ในมืออุ้มทารกคนหนึ่งไว้ แล้วอ้าปากฉีกกระชากเนื้อทารกกินหน้าตาเฉย ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำเอาสวี่หยางถึงกับคลื่นไส้ เนื้อหัวหมูที่เพิ่งกินเข้าไปแทบจะพุ่งพรวดออกมา
เป้าหมายในการสังหารปีศาจของกงเทียนหยางก็เพื่อที่จะกินเด็กทารก เขามักจะไล่ล่าจับกุมพวกมนุษย์และมหาปีศาจที่ชอบลักพาตัวเด็ก เมื่อพบเจอคนหรือมหาปีศาจเ่าั้ ก็จะฆ่าทิ้งจนหมด แล้วรายงานต่อหน่วยสังหารปีศาจว่าเด็กเ่าั้ตายไปแล้ว หรือไม่ก็หาตัวไม่พบ ทว่าความจริงแล้ว เด็กเ่าั้ล้วนตกเป็อาหารของเขาทั้งสิ้น!
สาเหตุที่เขาเข้าไปอยู่ในหน่วยสังหารปีศาจ ก็เพื่อ้าสร้างตัวตนที่ถูกกฎหมายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำโกหกของตนเอง เพื่อปกปิดพฤติกรรมการกินเด็กทารกของตนเอง! ทว่าสุดท้ายเื่นี้ก็แดงขึ้นมาจนได้ และนำไปสู่การร่วมมือกันปราบปรามของหน่วยสังหารปีศาจและกองสยบมาร ในที่สุดกงเทียนหยางก็ถูกส่งตัวมาที่นี่
แต่เขากลับมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งจริง ๆ ความสามารถในการหลบซ่อนตัวของกงเทียนหยางแข็งแกร่งมาก มันคือเคล็ดวิชาที่มีชื่อว่า 'สงบดั่งขุนเขา' เมื่อใช้วิชานี้ จะสามารถหลอมรวมเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ ทำให้ไร้สุ้มเสียงและไร้ร่องรอยอย่างสมบูรณ์แบบ และด้วยเคล็ดวิชานี้นี่เอง ที่ทำให้เขารอดพ้นจากวิกฤตมาได้หลายต่อหลายครั้ง
"เป็ของดีจริง ๆ ด้วย!" สวี่หยางแค่นเสียงหัวเราะเ็า พลางคว้ามีดสั้นที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา แม้ว่าค่าประสบการณ์ห้าร้อยแต้มต่อหนึ่งชั่วยามจะล่อตาล่อใจมากเพียงใด ทว่าสวี่หยางกลับอยากได้เคล็ดวิชาซ่อนเร้นกายของอีกฝ่ายมากกว่า!
และในจังหวะที่สวี่หยางกำลังจะลงมือนั้นเอง หวังหลิงก็เปิดประตูห้องทรมานเข้ามาหยุดสวี่หยางเอาไว้กะทันหัน
"เกิดอะไรขึ้น?!" สวี่หยางเอ่ยด้วยความไม่พอใจ "ข้าบอกให้เ้ารออยู่ข้างนอกไม่ใช่หรือไง!"
หวังหลิงรีบตอบกลับ "พี่สวี่ หัวหน้าผู้คุมสวี่ พัศดีคนใหม่มาแล้วขอรับ ท่านระบุชื่อว่าจะขอเบิกตัวกงเทียนหยางไปสอบสวนด้วยตัวเอง"
หวังหลิงมองการกระทำของสวี่หยาง ก็รีบคว้าแขนเขาไว้แน่นพลางเอ่ย "พี่สวี่ ท่านกำลังจะทำอะไรน่ะ? ท่านจะฆ่ามันงั้นหรือ!?"
"น่าเสียดายนัก!" สวี่หยางเก็บมีดสั้นลงพลางเอ่ย "ห้องทรมานเตรียมพร้อมไว้พอดี พวกเราออกไปต้อนรับท่านพัศดีข้างนอกกันเถอะ"
ทุกคนไปยืนเรียงแถวต้อนรับท่านพัศดีอยู่หน้าห้องทรมาน ท่านพัศดีคนใหม่ผู้นี้แซ่เจียง นิสัยใจคอถือว่าไม่เลว แต่เขาก็เหมือนกับจ้าวซื่อิที่เข้ามารับตำแหน่งนานแล้ว แต่กลับไม่เคยย่างกรายเข้ามาในมหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้เลยสักครั้ง
พัศดีเจียงเอ่ยปากถาม "เตรียมคนพร้อมแล้วใช่ไหม?"
สวี่หยางพยักหน้ารับพลางเอ่ย "เตรียมพร้อมหมดแล้วขอรับท่านพัศดี หวังหลิง เ้าตามท่านพัศดีเข้าไปข้างในนะ เชื่อฟังคำสั่งของท่านทุกอย่างล่ะ"
หวังหลิงจำใจต้องเดินตามพัศดีเข้าไปด้านใน หลังจากประตูห้องทรมานปิดลง เื่ราวภายในนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับสวี่หยางอีกต่อไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา หวังหลิงเดินตามพัศดีเจียงออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด สวี่หยางมองดูคราบเืกระดำกระด่างบนตัวของอีกฝ่าย ดูท่าคงจะมีการลงทัณฑ์เกิดขึ้นข้างในสินะ? เ้าหนูนี่เพิ่งจะเคยใช้เครื่องทรมานเป็ครั้งแรก สามารถประคองสติไว้ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
พัศดีเจียงเอ่ยปาก "หัวหน้าผู้คุมสวี่ พยายามอย่าให้คนผู้นี้ตายเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
สวี่หยางชะงักไปครู่หนึ่ง ห้ามฆ่างั้นหรือ? ทว่าภายนอกเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีลังเลใด ๆ ออกมา เขาเอ่ยตอบว่า "พัศดีเจียงโปรดวางใจ ผู้น้อยจะดูแลเป็อย่างดีขอรับ"
ชิ้นเนื้ออวบอ้วนที่มาจ่ออยู่ตรงปากแต่กลับกินไม่ได้ เื่นี้ทำให้สวี่หยางรู้สึกหงุดหงิดใจเป็อย่างมาก
เมื่อพัศดีเจียงจากไป สวี่หยางก็ส่งกงเทียนหยางกลับไปที่กรงขัง จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบประวัติของกงเทียนหยางอย่างละเอียด
ซึ่งนอกจากมีเื่ราวการนองเืมหาศาลแล้ว ก็แทบไม่มีเื่อื่นใดที่พิเศษอีกเลย สวี่หยางพยายามทำความเข้าใจอยู่นาน แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดถึงห้ามสังหาร
"ไม่ได้การล่ะ ข้าต้องหาทางฆ่ามันให้ได้!"
เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างย่อมมีวิธีรับมือ สวี่หยางอยากได้เคล็ดวิชาซ่อนเร้นกายของกงเทียนหยางจนตัวสั่น หากไม่ได้ฆ่ากงเทียนหยาง เขาก็คงจะนอนไม่หลับอย่างแน่นอน!
ด้านกงเทียนหยางที่นอนซมอยู่ภายในกรงขัง จู่ ๆ ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาลูบจมูกตัวเองด้วยสีหน้ารังเกียจพลางเอ่ยว่า "สภาพแวดล้อมที่นี่มันแย่เกินไปแล้ว..."