กริบ!
เฉียวซีคว้าจับฟักทองไว้มั่น แต่ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับ
พวกเขาพี่น้องถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องผิดหวัง...
ขีดจำกัดในการทำให้พืชทุกชนิดเติบโต ยังคงเป็ 30 ชั่งต่อวันไม่เปลี่ยน
“เอาเถอะ 30 ชั่งต่อวันก็ดีมากแล้ว”
อยู่ๆ ก็ได้รับพลังในการทำให้เมล็ดพืชเติบโตในชั่วพริบตา แม้มีข้อจำกัดเพียง 30 ชั่งต่อวัน เฉียวซีอาจผิดหวังบ้าง แต่ที่มากกว่าคือรู้สึกคล้ายไม่เป็ความจริง
“อืม ดีมากแล้ว ไม่ใช่แค่ข้าวสาลี ตอนนี้ยังได้ข้าวโพดเพิ่มมาอีก ถ้าทำให้ผักอย่างอื่นโตได้แบบนี้ทุกวัน พวกเราไม่มีทางอดตายแน่”
เทียบกับความทรงจำของร่างเดิมที่วันๆ ต้องขึ้นเข้าไปขุดรากไม้ แงะเปลือกไม้มาบดเป็ผงทำโจ๊กให้น้องชายกิน
ขืนเขายังคิดว่าเท่าที่ได้มายังไม่ดีพอ ์คงได้ส่งสายฟ้ามาผ่าเขาตายอีกรอบกันพอดี
เกิดเป็คนไม่ควรโลภมาก วันละยี่สิบชั่งก็พอเลี้ยงดูครอบครัวหกชีวิตของพวกเขาให้อยู่รอดได้แล้ว
หลิวหย่วนปล่อยวางความเสียดายในใจลง ยิ้มกว้างกอดเฉียวซีะโไปรอบๆ กองข้าวโพด
เฉียวซีคล้ายจะติดเชื้อความดีใจไปด้วย หล่อนหัวเราะไปพลางะโไปรอบๆ เป็เพื่อนเขาไปพลาง
“แค่กๆ พี่ใหญ่ พวกพี่ไปเอาข้าวโพดตั้งมากมายนั่นมาจากไหน”
เสียงตรงแปลงผักหลังบ้านดังจนเกินไป หลิวหยางไม่ได้ถูกรมยาสลบเหมือนคนบ้านตงจึงสะดุ้งตื่นั้แ่ได้ยินเสียงคนเดินเข้าบ้านมา
เมื่อเหลียวมองข้างตัว เห็นที่นอนว่างเปล่าก็คิดว่าเสียงนั้นเป็ของพี่ชาย นอนเงี่ยหูฟังอยู่นานก็ได้ยินคล้ายเสียงคนคุยกัน ยังคิดว่าอาจเป็อาสะใภ้สามบ้านตงที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านที่มีเื่ขอให้หลิวหย่วนช่วยเหลือแต่เช้า
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เขาได้ยินพี่ชายเล่าว่ากระท่อมข้างบ้านของปู่โกวที่ร้างมานานมีคนย้ายเข้ามาใหม่
บ้านนั้นมีทั้งสามีที่ป่วยหนักลุกไม่ขึ้นกับลูกสาวอายุน้อยกว่าเขาอีกสองคน อาสะใภ้สามตัวผอมบางคนเดียวอาจดูแลคนทั้งหมดไม่ไหว
พี่ใหญ่ยังกำชับต่ออีกว่าหากไม่เหลือบ่ากว่าแรง มีเื่ที่ช่วยหล่อนได้ก็ให้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ อย่างน้อยก็ถือเป็คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน
ไม่คิดว่าเขาลุกลงจากเตียงเปิดประตูเดินออกมาดู จะได้เห็นข้าวโพดฝักใหญ่กองอยู่ในสวนผักแห้งเหี่ยวหลังบ้านตัวเอง ซ้ำพี่ใหญ่ยังกอดกับอาสะใภ้สามะโไปมาอย่างสนิทสนม
“อาหยาง พวกนี้เป็ข้าวโพดที่หล่นลงมาจากเกวียนที่เพิ่งแล่นผ่านหน้าบ้านพวกเราไป
นายก็รู้ว่าตอนนี้เสบียงหายาก ฉันตั้งใจจะซ่อนไว้เป็เสบียงของบ้านเรา แต่กลัวว่าคนขับเกวียนจะย้อนกลับมาทวงของคืน เลยไปเคาะประตูบ้านอาสะใภ้สาม ขอให้มาช่วยขนพวกมันกลับมาซ่อนไว้ที่บ้านก่อนชั่วคราว”
ถูกเห็นเข้าแล้ว จะซ่อนก็ซ่อนไม่ทัน
สองพี่น้องผละออกจากกัน อึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง หลิวหย่วนก็โกหกออกมาคำโต
“พี่ใหญ่เคยสอนว่าหยิบฉวยของคนอื่นมาเป็ของตัวเอง เป็นิสัยที่ไม่ดี ทำไมพี่ทำซะเอง”
หลิวหยางฟังคำพี่ชาย นอกจากไม่คล้อยตามแล้ว ยังชี้ถูกผิดยกคำที่อีกฝ่ายเคยสอนขึ้นมากล่าวอ้าง ทำซะจนเฉียวซีกับหลิวหย่วนหลุบตาลงมองพื้นแทบจะในเวลาเดียวกัน
เ้าของร่างเดิมสั่งสอนน้องได้ดีจริงๆ เสียดายก็แต่...อายุสั้นเกินไป
“อาหยาง ความจริงแล้วก็คือข้าวโพดพวกนี้อยู่ในเกวียนของพวกลักเด็กที่ตั้งใจงัดบ้านเข้ามาลักพาตัวพวกเธอสองคนไปแลกข้าว
โชคดีที่เมื่อคืนอาสะใภ้สามนอนไม่ค่อยหลับ เดินออกมาเจอเข้า ทำให้พวกมันใเร่งขับเกวียนหนีไปจนข้าวโพดที่บรรทุกมาด้านหลังหล่นลงพื้น ที่พี่ชายเธอไม่บอกความจริง เป็เพราะเขากลัวว่าจะทำเธอใ”
เฉียวซีสู้สายตาเป็คำถามของหลิวหยางที่จ้องมองมายังพวกตนไม่ไหว หล่อนถอนใจยาว ปั้นหน้าขึงขังกล่าวบอกครึ่งจริงครึ่งลวง
“พี่ใหญ่ มีพวกโจรลักเด็กจริงๆ เหรอ?”
ไม่ใช่หลิวหยางไม่อยากเชื่ออาสะใภ้สามตง แต่เพราะเพิ่งเคยพบหน้า คนที่เขาเชื่อใจมีแต่พี่ชายเท่านั้น
“จริง มันยังทุบฉันด้วยก้อนหินจนหัวปูดบวมเกือบตาย”
ว่าแล้วก็ปัดผมที่ตกลงมาปิดหน้าผากให้น้องชายดู
โชคดีที่ตะวันดวงโตเคลื่อนขึ้นมาตรงเหลี่ยมเขาแล้ว อาศัยแค่แสงจางๆ ยามใกล้เช้า หลิวหยางก็เห็นหน้าผากบวมปูดของพี่ชายถนัดตา
“ฮือ พี่ใหญ่ พี่เจ็บมากไหม”
หลิวหยางใ โผเข้ากอดพี่ชายร้องไห้โฮ ร้องไปไอไปจนสำลักหน้าดำหน้าแดง
“ไม่เจ็บมากแล้ว นายหยุดร้องไห้ก่อนแล้วฟังฉัน”
เสียงไอของหลิวหยางทำสองคนพี่น้องใจคอไม่ดี เมื่อเฉียวซีส่งสายตาให้คิดหาทาง หลิวหย่วนก็ตบหลังตบไหล่ปลอบหลิวหยางเสียงเบา
“อืม ฉันฟังพี่”
“ตอนเผชิญหน้ากับโจรลักเด็ก ตอนนั้นฉันกลัวมาก อาสะใภ้สามเห็นฉันกลัวเลยเข้ามากอดปลอบใจ นั่นเป็ตอนที่นายเห็นเข้าพอดี
อีกอย่างอาสะใภ้สามยังชวนพวกเราพี่น้องไปอยู่ด้วย ป้องกันพวกลักเด็กย้อนกลับมาจับพวกเราไปอีก นายจะเต็มใจตามฉันไปอยู่กับอาสะใภ้สามไหม?”
“ไป! พวกเราเก็บของไปตอนนี้เลย พี่ใหญ่ เร็วเข้า...มาช่วยกันย้ายข้าวโพดไปบ้านอาสะใภ้สาม”
แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด หลิวหยางผละออกจากอ้อมกอดของพี่ชาย พุ่งไปหากองข้าวโพด โกยพวกมันขึ้นมากอดพลางร้องเร่งเสียงเจื้อยแจ้ว
เหตุที่เขาไม่คิดลังเล ประการแรกเพราะเขากลัวคนลักเด็กย้อนกลับมา
ประการที่สองคือข้าวในครัวหมดไปตั้งนานแล้ว
ทั้งบ้านนอกจากฟักเหี่ยวๆ หนึ่งลูกกับข้าวโพดแห้งๆ สองฝักในแปลงก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก
กินสองอย่างนั้นหมด ไม่แน่ว่าพวกเขาพี่น้องอาจจะอดตายเข้าสักวัน ดีที่อาสะใภ้สามคิดจะรับเลี้ยงพวกเขาต่อ เขายังจะกล้าชักช้าที่ไหน
เสบียงในบ้านอาสะใภ้สามมีเท่าไหร่...เขาไม่รู้
แต่แค่ข้าวโพดกองนี้ทั้งกองก็เรียกได้ว่าบ้านอาสะใภ้สามเป็คนมีอันจะกินได้แล้ว
กินประหยัดหน่อย คนหลายคนก็สามารถกินโจ๊กน้ำข้าวโพดบางๆ ไปได้นานเป็เดือนเลยทีเดียว
หลิวหย่วน “...”
เฉียวซี “...”
เด็กน้อย ความสามารถในการปรับตัวของนายจะเร็วเกินไปหน่อยไหม?
“พี่ใหญ่ อาสะใภ้สาม มาเร็วเข้า”
ความปรารถนาที่จะอยู่รอดของหลิวหยางนั้นแข็งแกร่งมาก แม้ร่างกายอ่อนแอแต่สู้สุดใจ
บอกว่าจะย้ายก็ย้ายโดยไม่ลังเล วิ่งเข้าบ้านไปควานหาตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ออกมาใส่ข้าวโพดกับข้าวของทุกอย่างในบ้าน ย้ายเข้าบ้านตงโดยไม่มีทีท่าอาลัยอาวรณ์บ้านเก่าที่อาศัยอยู่มาร่วมสองปีสักนิด
เฉียวซีกับหลิวหย่วนพูดไม่ออก อ้าปากมองเ้าหนูขี้โรคจัดแจงสัมภาระได้อึดใจเดียวก็ถูกเรียกไม่หยุดปาก จำต้องรีบเข้าไปช่วยเก็บข้าวของขนไปบ้านตงทันก่อนตะวันจะสาดแสงสว่างจ้า
“แค่กๆ ผมจะไปจุดเตาไฟในครัว”
วุ่นวายราวผึ้งงานอยู่ค่อนเช้า หลิวหยางก็เหงื่อโทรมกาย ไอออกมาไม่หยุด แต่เขายังพยายามทำตัวเป็ประโยชน์จนถึงที่สุด
เช้าแล้วก็ต้องกินข้าว...กินข้าวแล้วต้องทำงานให้มาก อาสะใภ้สามจะได้ไม่รังเกียจพวกเขาพี่น้อง
“ไม่ต้อง เธอช่วยมามากแล้ว ตอนนี้กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วงีบหลับสักตื่นเถอะ ปล่อยให้อาหย่วนอยู่ช่วยอาสะใภ้แทน เธอตื่นมาค่อยผลัดกันกับเขา ช่วยอาสะใภ้ดูแลน้องสาวอีกสองคน”
เฉียวซีตัดใจใช้งานเด็กสูงไม่ถึงเอว ซ้ำขี้โรคไม่ลง โบกมือไล่ให้เขาเข้าห้องไปพัก
“ได้ ผมฟังอาสะใภ้สาม”
หลิวหยางมีใจอยากช่วย แต่ร่างกายแบกรับไม่ไหว
เขากลัวอาสะใภ้สามจะรังเกียจที่เขาเป็ตัวขี้โรค จึงพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย วิ่งกลับเข้าห้องว่างอีกห้องหลบไปไอไม่หยุด
“นายเอายาฟื้นพลังชีวิตผสมน้ำไปให้เขากินสักหยดสองหยด ขืนยังไอไม่หยุดคงได้ล้มป่วยไปแน่”
“ได้”
ต่อให้พี่สาวไม่บอก หลิวหย่วนก็มีใจคิดจะแบ่งน้ำยาฟื้นพลังชีวิตให้หลิวหยางกินอยู่ก่อนแล้ว
เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เป็พี่คน เขาต้องใส่ใจและดูแลน้องชายรู้ความคนนี้ให้ดี
คิดแล้วก็ดึงแก้วเปล่าจากช่องมิติ เติมพลังธาตุน้ำและยาฟื้นพลังชีวิตลงไป
ก่อนเดินตามหลิวหยางเข้าห้อง ยังมองหาเศษผ้ามาพันรอบแก้ว ป้องกันไม่ให้หลิวหยางสงสัยที่ไปที่มาของแก้วใสที่ไม่มีอยู่ในยุคนี้
ไม่นานเสียงไอก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบไป
เฉียวซีค่อยวางใจแวะกลับเข้าห้องนอนไปดูพ่อกับลูกสาวบนเตียงที่ยังไม่ฟื้น แล้วกลับออกมาหลังบ้านเตรียมเข้าครัวจุดไฟทำอาหาร
*****************************