ทางด้านเซียวซูเม่ยเมื่อนางนั่งร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ก็คิดได้ว่า นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจอยู่นานนักหากฮูหยินเอกรู้ว่านางหนีรอดจากเงื้อมือของตาเฒ่าติงเกาเล่อ นางคงถูกจับส่งเข้าตระกูลติงอีกครั้งและครั้งนี้เห็นทีว่านางจะไร้ทางรอด
คราแรกเซียวซูเม่ยคิดจะมารับซูเจินแล้วหนีไปด้วยกันแต่เมื่อซูเจินถูกฝังไปแล้ว นางคงไม่มีความสามารถจะไปปลุกร่างไร้ิญญาขึ้นมาได้
ไม่รอช้า เซียวซูเม่ยลุกขึ้น มองซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังแล้วกลับไปยังเรือนนอนตัวเอง
ท่ามกลางความมืดภายในห้องนอน เซียวซูเม่ยไม่อยากเสี่ยงจุดตะเกียงจึงต้องใช้วิธีการค่อยๆ ก้าวอย่างช้าๆพร้อมคลำหาตำแหน่งของเตียงนอนอย่างระมัดระวัง แล้วก้มลอดใต้เตียงนอนของตนเองมือเรียวคลำไปบริเวณเสาหัวเตียงด้านในที่ติดกับผนังห้อง แล้วคลำเลื่อนขึ้น้า
ไม่นานมือของเซียวซูเม่ยก็คลำเจอกับช่องลับที่มารดาของนางทำไว้ให้เมื่อครั้งยังมีชีวิตเพื่อเป็ที่สำหรับเก็บตั๋วเงินของมารดาไว้ให้กับบุตรสาวเช่นนาง
เมื่อได้สิ่งที่้า เซียวซูเม่ยค่อยๆคลานไปยังตู้เก็บเสื้อผ้า เมื่อได้เสื้อผ้าแล้วก็รีบมัดห่อผ้าอย่างเร็ว
ร่างเล็กรีบเร้นกายออกจากตระกูลเซียว แล้วตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่หวังเสี่ยวเหยาพักโดยไม่เหลียวหลังกลับมาให้เสียเวลา
ระหว่างทางที่หยางเฟยิกับหวังเสี่ยวเหยาพูดคุยกันเซียวซูเม่ยก็ได้แอบวางแผนไว้ว่านางจะขอติดตามหวังเสี่ยวเหยาไปจนถึงเมืองซี
ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากเมืองหลวงหลายพันลี้ ด้วยนิสัยของตระกูลเซียวและตระกูลติงไม่ลงทุนถึงขั้นไปตามหาทางตามเส้นทางที่ลำบากเช่นนี้เป็แน่
นางแน่ใจ
ซึ่งการที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าที่ไหน สิ่งสำคัญ คือ เงิน
ความจริงแล้วเซียวซูเม่ยไม่มีเงิน ลำพังจะกินจะใช้ในจวนตระกูลเซียวก็ลำบากนางจะมีเงินที่ไหนกัน
แต่เป็มารดาของนางที่มองการณ์ไกลคิดไว้แล้วว่าหากตัวเองจากไป บุตรสาวต้องลำบากเพราะผู้เป็บิดานั้นไม่ได้ให้ความเมตตาต่อตัวบุตรสาวอย่างเซียวซูเม่ยเลยสักนิดจึงได้แอบเปลี่ยนสินเดิมให้เป็ตั๋วเงินและบอกความลับนี้แก่บุตรสาวก่อนจะเสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน
เซียวซูเม่ยจึงต้องกลับมาที่จวนตระกูลเซียวด้วยเหตุนี้
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะอดตาย” เซียวซูเม่ยปลอบใจตนเอง
ตอนอยู่จวนตระกูลเซียว หลังจากมารดาเสียชีวิตเซียวซูเม่ยก็มีชีวิตรอดจากการขายฝีมือปักเย็บและวาดภาพของนางเพราะลำพังเบี้ยรายเดือนที่ได้รับไม่เพียงพอสำหรับสองนายบ่าว
ทำให้เซียวซูเม่ยยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในเมืองซี
ผ่านนรกของค่ำคืนนี้ไปได้ หากจะลำบากกว่านี้นางก็ไม่นึกกลัว
เซียวซูเม่ยมาถึงโรงเตี๊ยมที่หวังเสี่ยวเหยาพักในต้นยามเฉิน[1] พอดี
เสี่ยวเอ้อจึงได้ขึ้นไปแจ้งกับหวังเสี่ยวเหยาว่าเซียวซูเม่ยมาขอพบ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ ซูเม่ย” หวังเสี่ยวเหยาเอ่ยทักเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเซียวซูเม่ย
เซียวซูเม่ยไม่ตอบ หากแต่เอ่ยคำถาม “พี่เสี่ยวเหยาข้าขอรบกวนตามท่านไปเมืองซีได้หรือไม่”
หวังเสี่ยวเหยาถอนหายใจยาว ซึ่งนางพอจะเข้าใจได้ลางๆ“นั่นมันไม่ใช่ปัญหา ซูเม่ยเ้าเป็หญิงจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียวได้อย่างไร”
หญิงสาวตรงหน้าที่เตรียมห่อผ้ามาเช่นนี้คงมิได้คิดอยากไปเดินเล่นที่เมืองซี แต่หากคงจะคิดหนีไปจากที่นี่นั่นเอง
เซียวซูเม่ยคว้ามือของหวังเสี่ยวเหยามากุมไว้แล้วเล่าความจริงก่อนหน้าให้ฟังทั้งหมด
หวังเสี่ยวเหยาตบโต๊ะอย่างไม่พอใจ เมื่อได้รับรู้เื่ราวจากปากของเซียวซูเม่ย“บัดซบ พ่อของเ้าช่างใจร้ายใจดำเป็ที่สุด ส่วนแม่เลี้ยงเ้าก็อสรพิษดีๆ นี่เอง”
“นะเ้าค่ะท่านพี่เสี่ยวเหยา ให้ข้าเดินทางไปพร้อมกับท่านข้าสัญญาว่าข้าจะไม่เป็ตัวถ่วงท่าน” เซียวซูเม่ยรบเร้าแม้จะดูเหมือนว่านางไม่สมควรกล่าวออกไป แต่เพื่อความปลอดภัยนางไม่มีทางให้เลือกมากนัก อย่างน้อยก็ดีกว่าให้นางเดินทางคนเดียว
หวังเสี่ยวเหยาจ้องใบหน้าของเซียวซูเม่ยครู่หนึ่ง แล้วเอ่ย“ซูเม่ย เ้าไปอยู่กับข้าดีหรือไม่”
ขืนปล่อยให้เซียวซูเม่ยอยู่คนเดียว อันตรายเกินไป
ด้วยรูปร่างหน้าตาที่งามไม่เป็รองใครทั้งยังเป็คุณหนูในห้องหอ มีหวังถูกหลอกั้แ่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าเมืองซีเป็แน่
แม้จะรู้สึกดีใจ แต่เซียวซูเม่ยก็ไม่อยากเป็ภาระนางตอบกลับด้วยสีหน้าสลด “พี่เสี่ยวเหยา ข้าจะกลายเป็ภาระให้กับท่าน”
หวังเสี่ยวเหยาส่ายหน้ามือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะของหญิงสาวอย่างนึกเอ็นดู “เด็กโง่ จวนของข้ามีคนอยู่เกือบสี่ร้อยคนเพิ่มเ้ามาคนหนึ่ง ไม่ทำให้ข้าจนหรอกน่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นเ้าจะกินเยอะแค่ไหนกันเชียว อีกอย่าง ท่านพ่อต้องดีใจมากแน่ๆที่จะมีลูกสาวเพิ่มอีกหนึ่งคน”
ได้ยินดังนั้น เซียวซูเม่ยถึงกับน้ำตารื้น และพยักหน้ารัวๆพร้อมโผเข้ากอดพี่สาวคนใหม่ ชีวิตหลังค่ำคืนอันโชคร้าย นางเหมือนได้ชีวิตใหม่
ขอบคุณ์ ที่ให้ข้าเจอคนดีๆ เช่นนี้
ไม่นานผู้ติดตามของหวังเสี่ยวเหยาก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร
หวังเสี่ยวเหยาจึงแนะนำให้เซียวซูเม่ยรู้จักกับหวังเยว่ชิง
เมื่อสิบห้าปีก่อนหวังเยว่ชิงเป็เด็กกำพร้าจากาที่ชายแดนเมืองซี ได้รับความช่วยเหลือจากรองแม่ทัพหวังและรับนางเข้ามาอยู่ในจวนพร้อมทั้งรับนางเป็บุตรบุญธรรม ทั้งยังสอนวิชาดาบและทวนอันเป็เคล็ดวิชาที่สืบทอดกันเฉพาะตระกูลหวังให้อีกด้วย
พูดได้ว่า หวังเสี่ยวเหยาเรียนรู้หรือได้รับสิ่งใดหวังเยว่ชิงก็ได้รับสิ่งนั้นด้วยและก็เป็หวังเยว่ชิงที่ขอเป็ผู้ติดตามผู้ที่เปรียบเสมือนน้องสาวของตนคอยเป็โล่กันภัย คอยเป็ดาบทิ่มแทงศัตรูให้ หรือแม้แต่งานรับใช้นางก็ทำโดยไม่เกี่ยงงอน ทั้งที่บิดาบุญธรรมและหวังเสี่ยวเหยามิได้้าเช่นนั้นเลย
อีกอย่าง หวังเยว่ชิงก็มีฐานะพิเศษสำหรับตระกูลหวังสายหลัก
แต่หวังเยว่ชิงก็ดื้อดึงที่จะติดตามหวังเสี่ยวเหยาไปจนกว่าหวังเสี่ยวเหยาจะออกเรือน
ปลายยามเฉิน หยางเฟยิก็มาถึงโรงเตี๊ยมตามที่ได้นัดกันไว้เมื่อเขาเห็นเซียวซูเม่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
หวังเสี่ยวเหยาจึงพยักหน้าให้เขาแล้วเล่าถึงความจำเป็ที่การเดินทางกลับต้องมีเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
หลังจากได้ฟังเื่ราวหยางเฟยิก็รู้สึกเห็นใจหญิงสาวเป็อย่างมากเขาจึงไม่ได้กล่าวอันใดออกมาเพียงแค่พยักหน้าและยิ้มให้เล็กน้อยแม้การเดินทางจากเมืองหลวงจนถึงเมืองหานซื่อจะล่าช้าไปอีกวันแต่เขาก็ไม่คิดว่าเป็ปัญหาแต่อย่างใด หลังจากแยกกันที่เมืองหานซื่อเขาค่อยเร่งเดินทางเอาก็ได้
คนทั้งสี่กับม้าสามตัวเดินออกมาจนเกือบถึงประตูเมืองระหว่างนั้นหยางเฟยิก็เหลือบเห็นใครสักคนหนึ่งยืนรอที่ตรงมุมเสาเขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขอฝากม้าของตนไว้กับหวังเสี่ยวเหยาแล้วเดินตรงไปหาหญิงสาวที่ยืนรอคนนั้น
นางยื่นกล่องไม้สีแดงให้หยางเฟยิพร้อมพยักพเยิดให้เขาเปิดกล่อง
หยางเฟยิจึงเปิดกล่องไม้ออกมาดู แล้วปิดมันลงเช่นเดิมเขายื่นกลับให้หญิงสาว แต่นางส่ายหน้าแล้วขอตัวทันที
แม่ทัพหนุ่มถือกล่องไม้สีแดงด้วยมือที่สั่นเทา
นี่นางยังทำร้ายจิตใจของข้าไม่พออีกเหรอ
[1] เวลา 07.00-08.59