[ระบบกำลังอัปเดต ระยะเวลา 2 ชั่วโมง โปรดรออย่างอดทน]
จากนั้นเสียงในหูของซูเหยาก็เงียบลงทันใด นางจึงได้เริ่มเคลิ้มหลับและตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเรียกของเ้าตัวเล็กในเวลาต่อมา
[หยวนเป่า: วู้วฮู้ว เ้านายหยวนเป่ากลับมาแล้วขอร้าบ~]
“ว่าไงหยวนเป่า เป็อย่างไรบ้าง”
หยวนเป่าะโลั่น
[มันดีมาก! ตอนนี้เ้านายมีผู้ช่วยในฟาร์มแล้ว แค่เข้าไปกดเก็บเกี่ยวผลิตผลและรอรับก็พอ]
[ติ๊ง ภารกิจสำเร็จ รับเงินคืน 10 ตำลึงทอง]
[ซิ่วซิ่ว: เ้านายหยวนเป่า เพราะเ้านายทำของสัปดาห์นี้เสร็จแล้วซิ่วซิ่วจะไปเล่นกับหยวนเป่า รอภารกิจสัปดาห์หน้าใหม่นะ]
“ได้เลย ขอบใจมาก”
ก่อนที่หยวนเป่าและซิ่วซิ่วจะจากไป หยวนเป่าได้สอนถึงวิธีเข้าไปในฟาร์ม เพียงแค่นึกถึงจากนั้นก็สามารถเข้าไปได้เลย
เอาล่ะเื่แบบนี้ง่ายๆ ซูเหยาจึงลองทำตามดูทันที ภาพที่เห็นตรงหน้าคือลานกว้างด้านซ้ายมีนาข้าวเขียวขจี ส่วนทางด้านขวานั้นเป็ลานโล่งที่เหมือนกำลังจะหว่านข้าวด้วยตัวมันเอง!
นี่คงเป็สิ่งที่ได้รับการอัปเกรดสินะ หญิงสาวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และเมื่อเดินดูเรื่อยๆ ก็ยิ่งพอใจมากกว่าเดิม เพราะหลังจากการกดเก็บเกี่ยวแล้วยังสามารถกดสีขาวและบรรจุข้าวลงกระสอบได้ด้วย ในพริบตาเดียวฟาร์มนี้สามารถผลิตข้าวได้มากกว่า 200 จิน! สิ่งนี้คือ์มาโปรดของแท้ ไม่คิดเลยว่าจะมีสิ่งดีๆ เช่นนี้ นึกซูเหยาก็อดหัวเราะคิกคักแล้วเอามือปิดปากไม่ได้
เอาล่ะ นี่สิคือความบันเทิงใจ นางแทบรอไม่ไหวที่จะให้ถึงสัปดาห์หน้า และในคืนนั้นเอง หัวของซูเหยาก็คิดว่าจะทำอย่างไรกับข้าวที่ได้รับมาดี เวลาที่เหลือในเมืองซุ่ยหนิงมีสองวันเท่านั้น ไม่สิเหลือเวลาแค่วันเดียวเพราะอีกวันคือวันเดินทาง
หากจะนำไปทำอาหารขายก็เห็นทีจะไม่ทันการณ์ คงทำได้เพียงขายมันไปทั้งอย่างนี้ พรุ่งนี้ค่อยถามพี่สาวมู่หลินดูก็แล้วกันว่าจะขายมันที่ไหนจึงจะได้ราคาดี ในความทรงจำของเ้าของร่างนั้นเื่แหล่งขายธัญพืชและข้าวสารไม่มีในหัวเลยสักนิด ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเ้าของร่างเติบโตมาอย่างอดๆ อยากๆ ไม่ได้ออกไปไหน ไม่แปลกที่จะไม่รู้เื่นี้
นอกจากเงินที่ได้รับจากเงินคืน 10 ตำลึงทองแล้ว หากขายข้าวก็คงจะพอซื้อรถม้าให้ตระกูลซูเดินทางได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
หืม! พอนึกถึงเื่ความสะดวกสบาย ฟาร์มแห่งนี้..เอาคนนอกเข้าได้หรือเปล่า?...ถ้าสามารถนำคนนอกเขามาได้ คุณปู่ซูอาจไม่ทรมานในการเดินทางมากนัก
“หยวนเป่า หยวนเป่าอยู่หรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยเรียกทันทีที่ใจคิด
[ว่าไงเ้านาย]
“ฉันอยากรู้ว่าฟาร์มนี้เอาคนอื่นเข้ามาได้ไหม?”
[แน่นอน แต่เ้านายต้องระวังให้ดี มนุษย์หลายคนใจร้าย นี่เป็ความลับของเ้านาย หยวนเป่าไม่อยากให้เปิดเผยเลย]
“ขอบคุณนะที่ห่วงใยกัน เื่นี้ฉันจะจัดการเอง”
เช้าวันต่อมา
แม้ว่าเมื่อคืนซูเหยาจะนอนดึกมากเมื่อเทียบกับผู้คนในยุคนี้ แต่เพราะมีสิ่งที่ต้องทำมากมายในวันนี้ดังนั้นหญิงสาวจึงลุกขึ้นมาั้แ่ปลายยามอิ๋น[1]
แต่ถึงกระนั้นก็ช้ากว่ามู่หลินอยู่ก้าวหนึ่ง ดีที่เมื่อคืนหลังจากที่ได้รู้จักกับหยวนเป่าและซิ่วซิ่ว ซูเหยาก็ได้ทำการเก็บข้าวสารทั้ง 200 จินเข้ามิติไว้ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นหากมู่หลินพบเข้า นางเองก็ไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายฟังได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ของสิ่งนี้ให้มู่หลินดูไม่ได้ แต่สามารถเลียบเคียงถามได้
“พี่สาวมู่ วันนี้ไม่ขายโจ๊กหรือ?”
มู่หลินถอนหายใจ “ข้าวของแพงขึ้นอีกแล้ว หากขายราคาเดิมกำไรก็คงไม่เหลือ แต่ถ้าขึ้นราคาก็ไม่รู้ว่าผู้ใดจะมากินโจ๊กที่ร้านของข้า”
โจ๊กที่มู่หลินทำนี้เป็โจ๊กที่เคี่ยวจากธัญพืชชั้นเลว มีส่วนผสมของข้าวฟ่างเป็หลัก แต่ก็ยังดีกว่าโจ๊กในบ้านซูที่เ้าของร่างเคยกิน เพราะโจ๊กที่ที่บ้านทำนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีปริมาณน้ำมากกว่าข้าวหลายเท่าตัว
ซูเหยาเชื่อแล้วจริงๆ ว่าทั้งข้าวต้มและโจ๊กในสมัยนี้นั้น มีข้าวเพียงไม่เท่าไรจริงๆ
โชควาสนาดีเหลือเกินที่เมื่อคืนนางได้ข้าวมา!
“ราคาแพงขนาดไหนหรือ ข้าวฟ่างราคาเท่าใด ข้าวสารราคาเท่าใด?” ซูเหยาไม่ได้เจาะจงพูดถึงเฉพาะข้าวสาร
“ข้าวฟ่างชั้นดีจินละ 1 ตำลึงเงิน ข้าวฟ่างชั้นเลวจินละ 600 อีแปะ ข้าวสารชั้นดีจินละ 5 ตำลึงเงิน ข้าวสารชั้นเลวจินละ 3 ตำลึงเงิน”
“ขนาดนั้นเชียวหรือ?” ซูเหยาอุทาน
ซูเหยารู้ว่าค่าจ้างรายวันที่พ่อเฒ่าซูได้นั้นเพียง 1 ตำลึงเงินเท่านั้น ในตระกูลซูมีพ่อเฒ่าซูและซูคังห่าวที่ได้รับค่าจ้างเท่านี้ ส่วนซูอี้ฝานนั้นได้เพียง 500 อีแปะเท่านั้นเพราะเขาทำงานที่เบากว่า
เมื่อรวมเงินจากการทำงานของสมาชิกในครอบครัวทั้งชายและหญิงดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ยากอะไรที่จะเก็บสักหนึ่งตำลึงทอง แต่ต้องไม่ลืมว่าปากในครอบครัวที่ต้องหาเลี้ยงนั้นมีมากและส่วนใหญ่ยังเด็กอยู่ อีกทั้งอาการป่วยของพ่อเฒ่าซูก็จำต้องใช้เงิน ดังนั้นแล้วครอบครัวถึงไม่พ้นขีดของคำว่ายากจนเสียที
ส่วนครอบครัวของมู่หลินนั้นสภาพความเป็อยู่ดีกว่าหน่อย เพราะนางได้รับเงินของสามีที่แม้จะเสียชีวิตแต่ก็มีความดีความชอบ อีกทั้งการค้าขายนี้นางก็ทำมานานจึงมีรายได้มากกว่าบ้านซู แต่เพราะ่นี้ต้นทุนในการทำโจ๊กแพงขึ้นเรื่อยๆ กำไรของมู่หลินเลยลดน้อยลง
ซูเหยาไม่รู้จะช่วยมู่หลินอย่างไร เพราะขนาดตัวเองและครอบครัวยังเอาตัวไม่รอดและมีชีวิตที่ลำบากกว่าอีกฝ่ายอยู่เลย เอาเป็ว่านางจะจำความดีของมู่หลินเอาไว้ในใจและจะหาทางตอบแทนเป็เท่าทวีคูณก็แล้วกัน
ซูเหยาพูดคุยกับมู่หลินอยู่พักหนึ่งและได้รับข้อมูลที่เป็ประโยชน์มากพอควร นางจึงอ้างว่าจะกลับบ้านซูไปเพื่อนัดหมายกับคนในตระกูล ซึ่งแท้จริงแล้วหญิงสาวตรงไปยังร้านธัญพืชที่เป็เป้าหมายสำหรับปล่อยข้าวสาร
ในเมืองซุ่ยหนิงร้านธัญพืชเ้าใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นร้านธัญพืชตระกูลโจวสายรอง กระทั่งร้านในอำเภอที่ซูเหยาอยู่ก็ยังมีร้านธัญพืชตระกูลโจวอีกสาขามาเปิดที่นี่
ความคิดแรกของคนส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อสินค้าในร้านใหญ่ อาจเพราะมันสะดุดตาและดูดีซึ่งก็ไม่ใช่เื่ผิดอะไร เพราะไม่ได้มีข้อห้ามข้อบังคับ แต่หากซื้อของด้วยความรอบคอบและละเอียดสักนิด ก็จะเห็นว่าร้านธัญพืชตระกูลโจวนั้นจะขายสินค้าราคาสูงกว่าร้านอื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขามีสินค้าให้เลือกมากกว่าเช่นกัน
ซูเหยาแค่นเสียงในลำคอเมื่อเดินผ่านร้านตระกูลโจว ก่อนจะรีบสาวเท้าราวกับรังเกียจที่ได้เดินไปยังเส้นทางทางนั้น จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปอีกนิดจนได้เจอกับร้านธัญพืชเล็กๆ ที่อยู่เยื้องกันอันเป็เป้าหมายที่มู่หลินบอกเอาไว้
ด้วยการแต่งกายที่แสนจะซอมซ่อ อีกทั้งยังมีผ้าเก่าๆ ที่พันแผลอยู่บนหัว ผู้อื่นล้วนคิดว่าหญิงสาวผู้นี้คงเป็ขอทานที่มาขออาหารแล้วถูกคนอื่นตีเข้า หลงจู้ที่คอยเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านตระกูลโจวจึงคร้านจะสนใจนาง ยิ่งพอเห็นว่าซูเหยาเข้าไปยังร้านตระกูลฉีเข้าก็ยิ่งอารมณ์ดี
ในสายตาของตระกูลโจวและหลงจู้ของร้านโจว ร้านฉีที่เคยรุ่งโรจน์ในอำเภอนี้ไม่นับเป็อันใด คนแบบนี้เหยียบง่าย ด้วยเพราะเป็คนไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ซื่อสัตย์เกินไป อีกทั้งยังมีเมตตาต่อผู้อื่น
นิสัยดีแต่ไม่อาจอยู่รอดในวงการค้าขายได้ แค่เพียงเล่นกลนิดหน่อยกับร้านธัญพืชฉี เพียงเท่านี้ร้านก็กลายเป็เงียบเหงาลงในพริบตาเดียว
หว่างคิ้วของหญิงสาวขมวดยุ่ง จากที่ฟังมู่หลินเอ่ย จึงรู้ว่าเ้าของร้านมีนิสัยใจคอเช่นไร ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้เขายังคงให้ลูกค้าติดค้างค่าสินค้า แล้วยิ่งพอมีหลายคนมากเข้า อีกทั้งแต่ละคนแม้จะติดค้างวันละเล็กละน้อยแต่พอรวมๆ กัน กลายเป็ว่าความใจดีของเขานำมาซึ่งความเดือดร้อนให้ตัวเขาเอง ไม่รู้ว่าเ้าของร้านฉีจะคิดได้หรือยังว่าความมีเมตตาและใจอ่อนนั้นบางทีก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีอีกทั้งยังนำพาให้ตัวเองเดือดร้อน
ทันทีที่เ้าของร้านฉีเห็นว่าผู้ที่มาใหม่แต่งกายเช่นไร เขาก็ถอนหายใจ
‘อีกแล้ว..คนยากไร้มาอีกแล้ว’
เขาเองก็ปฏิเสธคนไม่เก่งเสียด้วยสิ บางคนขอต่อรองราคาเขาก็ให้อย่างไม่อินังขังขอบ แม้จะลำบากใจมากก็ตาม
ฝ่ายซูเหยาเองก็มองผู้ที่นั่งอยู่ด้วยสายตาสำรวจ ทั้งร้านมีอยู่เพียงคนเดียว หลงจู้ก็ไม่มี ก็อย่างว่าแหละขนาดแมลงวันยังไม่บินผ่านเลย ช่างเงียบเสียนี่กระไร
[1] ยามอิ๋น (寅:yín) คือ่เวลา 03.00น.– 04.59 น.