หลังจากนั้นไม่นานฮ่องเต้แคว้นหยวน หยวนซ่งซึ่งเพิ่งผ่านพิธีาาภิเษกมาได้ไม่นาน ก็เสด็จมาถึง จากนั้นงานเลี้ยงจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ตัวแทนแคว้นต่างๆ ทยอยเข้าไปถวายพระพรแสดงความยินดี และส่งมอบของขวัญ เมื่อเสร็จสิ้นเหล่านางรำก็เข้ามาฟ้อนรำแสนอ่อนช้อยส่งเสริมบรรยากาศให้ครึกครื้น สุราอาหารชั้นเลิศถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้ที่มาร่วมงานล้วนอิ่มหนำสำราญ ต่อมาฮ่องเต้หยวนก็เสด็จกลับตำหนักเพื่อปล่อยให้ผู้ที่ยังอยู่ในงาน พูดคุยกันได้ตามสะดวก
ในงานเลี้ยงผู้คนเริ่มเดินไปทักทายปราศรัยกัน ถังหลี่จึงหันไปมองถังหงก่อนกระซิบถาม
“ข้าไปหาเขาได้หรือไม่”
ถังหงพยักหน้า “ไปสิ อย่าลืมขอบใจเขาด้วยที่ช่วยเ้าไว้”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” พูดจบถังหลี่ก็ลุกขึ้น เดินไปหาเด็กน้อยที่เอาแต่จ้องมองมาไม่วางตา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาตน หยวนอิงก็ตื่นเต้นดีใจ ส่งยิ้มกว้างดุจดวงตะวันไปให้อีกฝ่ายทันที
“ถังหลี่ ขอขอบใจ องค์รัชทายาท ที่ช่วยข้าไว้ครานั้น”
เด็กน้อยตรงหน้าเมื่อได้ฟังคำกล่าว ก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง จนถังหลี่หลุดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เ้า เ้า ไม่ได้เป็ใบ้รึ” เสียงใสดุจระฆังแก้วเอ่ยถาม
“ข้าไม่เคยบอกว่าข้าเป็ใบ้เสียหน่อย เ้าเป็ฝ่ายคิดทึกทักไปเอง”
เมื่อหยวนอิงคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายก็จริง
“แล้วเหตุใดตอนข้าถามเ้าถึงไม่ยอมพูดเล่า” หยวนอิงเอ่ยถามใบหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจเล็กน้อย
“ไปหาที่คุยกันดีกว่า เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”
หยวนอิงหันไปมอง คนติดตามเื้ัที่เสด็จแม่ส่งมา เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า จึงลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง “ไปกันเถอะ” พูดจบหยวนอิงก็ยื่นมือเพื่อจะไปจับจูงอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่คิดได้ว่าไม่เหมาะสมจึงชะงักฝ่ามือนั้น และดึงกลับมาแนบลำตัว
ถังหลี่ที่เฝ้ามองอยู่ตลอดย่อมจับสังเกตได้ ใจจริงเขาก็อยากจะเอื้อมมือไปเกาะกุมฝ่ามืออีกฝ่ายไว้ แต่ยามนี้ไม่เหมาะสมจริงๆ
“เ้านำทาง” ถังหลี่พูด
หยวนอิงพยักหน้า ก่อนจะก้าวเดินออกไป
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกไปจากงานเลี้ยง โดยมีผู้ติดตามจากทั้งสองฝ่ายคอยติดตามไปด้วย ไม่นานก็ไปถึงศาลารับลมริมสระบัว ก็พากันนั่งลงบนม้านั่ง
“เล่าให้ข้าฟังได้แล้วใช่หรือไม่” หยวนอิงเอ่ยถามหลัง จากนั่งลงเรียบร้อย
“ให้พวกเขาหลบออกไปก่อน”
หยวนอิง รีบหันไปบอกเหล่าผู้ติดตาม ถังหลี่ก็ทำเช่นเดียวกัน จนทุกคนถอยออกไปยืนห่างๆ
“ก่อนข้าจะเล่า เ้าต้องให้สัญญาว่าจะไม่เปิดเผย
แพร่งพรายต่อผู้ใด”
“เราเป็สหายกัน ข้าสัญญาไม่บอกใครแน่นอน” หยวนอิงรีบรับคำหน้าตาจริงจังจนดูคล้ายผู้ใหญ่
เมื่อได้ฟังคำว่าสหายจากปากของอีกฝ่าย ถังหลี่ก็ยกยิ้ม จากนั้นจึงเริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดั้แ่หนีออกไปเที่ยวเล่นจนเกิดเื่ให้หยวนอิงฟังทั้งหมดอย่างไม่มีปิดบัง และนับั้แ่นั้นเป็ต้นมา พวกเขาก็เปรียบเสมือนสหายรู้ใจไม่มีเื่ใดปิดบังกันและกัน แม้จะอยู่กันคนละแคว้นก็มักจะส่งพิราบสื่อสารบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในชีวิต จวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงสิบสองปี ถังหลี่อายุได้ยี่สิบสองชันษา ส่วนหยวนอิงนั้นย่างเข้ายี่สิบชันษา อยู่มาวันหนึ่งหยวนอิงก็ขาดการติดต่อกะทันหัน ถังหลี่พยายามติดต่ออีกฝ่ายหลายครั้งแต่ไร้ซึ่งข่าวคราว จนเขารู้สึกร้อนใจ
“ไปเรียกเว่ยกงมา” ถังหลี่ในวัยยี่สิบสองชันษาออกคำสั่ง ต่อข้ารับใช้ข้างกาย
ไม่นานคนที่ถูกเขาเรียกตัว เว่ยกง หัวหน้าองครักษ์ ประจำตำหนักองค์ชายห้าก็มาถึง
“ฝ่าา ประสงค์สิ่งใด โปรดรับสั่ง” เว่ยกงรีบกล่าว หลายวันมานี้เขารับรู้ได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัว ร้อนรน ที่องค์ชายห้าพยายามระงับไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม ยามต้องต้อนรับเหล่าคุณชายทั้งหลายที่มาเยี่ยมเยือน แต่เว่ยกงติดตามถังหลี่มาหลายปีย่อมเข้าใจอีกฝ่ายเป็อย่างดี ยิ่งยิ้มแย้มสนุกสนานเท่าไร ย่อมหมายถึงพายุใหญ่กำลังจะมา
“ส่งคนที่ไว้ใจได้ไปแคว้นหยวน สืบข่าวหยวนอิงมาให้ข้า” ถังหลี่กล่าวพลางส่งยิ้มหวานให้เว่ยกง แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา
เว่ยกงสั่นสะท้านรีบรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นจึงรีบหันหลังก้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
อยู่นานกว่านี้ไม่ดีแน่ นั่นเป็ความคิดของเว่ยกงขณะรีบมุ่งตรงไปยังกลุ่มทหารองครักษ์
“หลี่หง กงเสี่ยว เหลียงอิ๋ง จงหยาง เหมียวเย่ พวกเ้าห้าคนออกมา”
“คนที่เหลือแยกย้ายกลับไปทำตามหน้าที่”
“พวกเ้าห้าคนตามข้ามา” เว่ยกงออกคำสั่งอย่างรวดเร็วรอบเดียวจบ
ทั้งห้าคนที่ถูกขานชื่อรีบติดตามเว่ยกงออกไปทันที
“พวกเ้าทั้งห้าข้ามีภารกิจด่วนให้พวกเ้ารีบออกไปจัดการทันที งานครั้งนี้รอช้าไม่ได้ต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้”
ทั้งห้าคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย งานอะไรกันถึงด่วนเพียงนี้ ไม่ช้าพวกเขาก็ได้รับคำตอบ
“องค์ชายมีรับสั่งให้พวกเ้าแฝงตัวเข้าแคว้นหยวนสืบข่าวองค์รัชทายาทหยวนอิง ส่งมาให้พระองค์ว่าเกิดอันใดขึ้นในแคว้นหยวนหรือไม่”
“จำไว้ว่าเร็วที่สุด เ้าเข้าใจคำว่าเร็วที่สุด ใช่หรือไม่” เว่ยกง ออกคำสั่งกับลูกน้องห้าคนที่ส่งไปด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
ทั้งห้าคนเข้าใจความหนักเบาของเื่นี้ดี เนื่องจากได้ติดตามเว่ยกงและองค์ชายถังหลี่มาอย่างยาวนาน รีบพยักหน้ารับคำ และะโขึ้นหลังม้าที่ถูกจัดเตรียมมารอไว้เสมือนไม่อยากให้เสียเวลาแม้หนึ่งลมหายใจ จากนั้นก็ควบม้ามุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงเพื่อไปยังแคว้นหยวน
‘หวังว่าพวกเ้าจะทำสำเร็จ หาไม่อาจจะมีหัวใครทางนี้ขาดกระเด็นก็เป็ได้’ เว่ยกงคิดในใจ ขณะเฝ้ามองตามหลังม้าที่กำลังห้อตะบึงฝุ่นตลบจนกระทั่งลับสายตา จึงยอมเก็บสายตากลับมา
เวลาแต่ละวันที่ผ่านพ้นไปเว่ยกงรู้สึกเหมือนตนเดินอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ขณะรอข่าวคราวจากลูกน้องทั้งห้าคน ยิ่งยามต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มอันอบอุ่นนั้นที่ส่งกลับมาให้ โดยไม่พูดอะไร ใจเขาก็เต้นกระหน่ำเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายยากจะระงับ
จนกระทั่งก้าวเข้าสู่วันที่ห้าก็มีนกพิราบตัวหนึ่งมาถึง เมื่อตรวจดูก็รู้ว่าเป็สารจากหลี่หงลูกน้องที่ตนส่งออกไป ความรู้สึกเหมือนโดนูเานับหมื่นจินกดทับก็เริ่มโล่งขึ้น
เว่ยกงรีบคลี่กระดาษเปิดออกดู แต่ทันทีที่เห็นข้อความ ร่างกายก็สั่นเทา ‘นี่มัน… คราวนี้แย่แน่แล้ว รอช้าไม่ได้’ คิดได้ดังนั้นก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ไปขอเข้าพบถังหลี่ซึ่งอยู่ในห้องหนังสือ
“มีอะไร” เสียงดังกังวานเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจเอ่ยถามออกมา
“ข่าวจากแคว้นหยวนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยกงรีบรายงานต่อองค์ชายห้าโดยไม่รอช้า
ถังหลี่ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ เมื่อได้ยินว่าเป็ข่าวจากแคว้นหยวนก็วางหนังสือในมือลงแล้วรีบยื่นมือไปรับด้วยหัวใจเต้นกระหน่ำ ก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นเปิดออกอ่านข้อความข้างใน
ตระกูลลู่ ต้องโทษฏ มีพระราชโองการสังหารยกตระกูล รวมถึง…..องค์ชายหยวนอิง
องค์ชายหยวนอิง หลบหนีไปพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง มีคำสั่งไล่ล่าสังหาร
เมื่ออ่านจบ ถังหลี่ก็ไม่สามารถเก็บอาการได้อีกต่อไป ร่างกายสั่นสะท้านทั้งตัว ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็แดงก่ำ หายใจสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง อารมณ์โกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นมาในฉับพลัน
“เดรัจฉาน ในที่สุดมันก็ลงมือจริงๆ” ถังหลี่พึมพำกัดฟันกรอด ขยำสารในมือจนยับยู่ยี่ สายตาเหม่อมองไปยังทิศทางห่างไกลด้วยความเป็ห่วงเหลือแสน
หลังจากพยายามระงับอารมณ์ให้กลับมาปกติอย่างยากลำบาก คิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็รีบหันไปออกคำสั่งต่อ
เว่ยกงซึ่งยืนทำตัวล่องหนอยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว
“ไปดำเนินการตามแผนเบิกทางที่ตระเตรียมไว้ ส่งข่าวแจ้งจุดต่างๆ ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด จงย้ำกับพวกเขาว่าจะมีข้อผิดพลาดไม่ได้เป็อันขาด” หลังพูดจบ ถังหลี่ยกมือสะบัดเป็เชิงให้ออกไป เว่ยกงรีบประสานมือคารวะและออกไปจัดการสิ่งต่างๆ ทันที
‘ข้าเฝ้าหวังมาตลอดว่าวันนี้จะไม่มาถึง ทุกสิ่งจะไม่ลงเอยดั่งที่ข้าคิด แต่แล้วมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี เวลานี้ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้ซึ่งจันทราและแสงดาวนำทาง เ้าต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอก ข้าปวดใจนัก อดทนอีกหน่อย เ้าจะต้องไม่เป็อะไร ข้าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเ้าให้ได้’ ถังหลี่ถอนหายใจยามเหม่อมองไปยังทิศทางแคว้นหยวน ด้วยความเป็ห่วงปนเศร้าใจ
ยามแสงอรุณแรกแตะปลายขอบฟ้า ถังหลี่ก็ได้ออกเดินทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือ จุดหมายปลายทางของเขาครั้งนี้คือสำนักพิภพดาราซึ่งเป็สำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพ เพื่อเข้าพบเ้าสำนักหนิงจิน
เมื่อถังหลี่ไปถึงก็นำป้ายประจำตัวแสดงตัวต่อผู้าุโท่านหนึ่ง เพื่อขอพบเ้าสำนัก
ผู้าุโท่านนั้นเมื่อเห็นป้ายก็รู้ทันทีว่าผู้ที่มาเป็ใคร จึงรีบนำทางองค์ชายห้าถังหลี่ไปนั่งรอยังห้องโถงสำนัก จากนั้นก็รีบสั่งให้คนเอาน้ำท่ามาต้อนรับแล้วรีบปลีกตัวไปแจ้งเ้าสำนักทันที
ใช้เวลาเพียงไม่นานเ้าสำนักหนิงจินก็มาถึง
“หนิงจิน ถวายบังคมองค์ชาย” เ้าสำนักหนิงจินรีบทำความเคารพตามธรรมเนียม
“ตามสบายเถอะ ท่านเ้าสำนัก”
“พระองค์มาครั้งนี้ไม่ทราบว่ามีเื่อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ามีเื่อยากจะให้ท่านช่วย” พูดจบถังหลี่ก็ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบหยกรูปัสีทองออกมา ก่อนจะส่งหยกชิ้นนั้นไปทางหนิงจิน
หนิงจินรับหยกขึ้นมาพิจารณาดู หลังจากมั่นใจว่าหยกชิ้นนี้เป็หยกที่ผู้ก่อตั้งสำนักพิภพดารามอบให้ราชวงศ์ถัง และสำทับกับเ้าสำนักทุกรุ่นว่า หากมีผู้ใดถือหยกลักษณะเช่นนี้มาขอความช่วยเหลือ ห้ามปฏิเสธ สามารถให้ความช่วยเหลือคน
ผู้นั้นได้คราหนึ่ง
“ไม่ทราบพระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด ให้กระหม่อมกระทำหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่วยข้ารับคนผู้หนึ่งไว้เป็ศิษย์ในสำนัก”
“พระองค์ทราบใช่หรือไม่ว่าหยกชิ้นนี้สามารถขอความช่วยเหลือจากสำนักได้เพียงครั้งเดียว” เ้าสำนักหนิงจินเอ่ยถามย้ำเพราะคำขอที่อีกฝ่ายเอ่ยมามันง่ายดายเกินไปเมื่อเทียบกับความสำคัญของหยกชิ้นนี้
“ข้ามั่นใจ” ถังหลี่กล่าวยืนยันด้วยใบหน้าจริงจัง ในความคิดของเขา มันคุ้มค่าแล้วหากสามารถแลกกับความปลอดภัยของคนผู้นั้นได้ เพราะเขารู้ดีว่าเื่ใหญ่เช่นนี้ย่อมไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งหากไร้ซึ่งผลประโยชน์อันใด การจะไปขอความช่วยเหลือจากเสด็จพี่และเสด็จพ่อก็ย่อมเป็ไปไม่ได้ เพราะอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างแคว้นจนนำไปสู่าได้ หลังคิดไตร่ตรองมาตลอดคืน นี่จึงจะเป็ทางออกที่ดีที่สุด หากหยวนอิงมาอยู่ที่นี่ได้ย่อมรับรองความปลอดภัยเขาได้ชั่วคราว เพราะทั่วทั้งยุทธภพในเวลานี้ หรือแม้แต่หกแคว้นก็ไม่มีผู้ใดขวัญกล้าพอที่จะโจมตีสำนักพิภพดารา
หลังจากจัดการทุกสิ่งเสร็จสิ้นถังหลี่ก็ต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวงในวันเดียวกันนั้น เพราะการออกมาครั้งนี้เป็การหลบออกมาอย่างลับๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดความสงสัย และหาเหตุมาใช้ในการโจมตีเสด็จพี่ของเขาในราชสำนัก ตลอดระยะเวลาที่หยวนอิงหลบหนี ถังหลี่ก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเช่นกัน นั่นเพราะต้องคอยประสานงานวางแผนการไปทีละก้าว และออกคำสั่งหน่วยลับต่างๆ ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ให้คอยเข้าช่วยเหลือ จัดส่งข่าวสารเส้นทางปลอดภัยให้เป็ระยะ จวบจนกระทั่งหยวนอิงหนีเข้าเขตของสำนักพิภพดาราได้แล้วนั่นเอง ถังหลี่จึงสามารถวางใจได้เปรียบเสมือนยกหินออกจากอก
ยามเ้าทุกข์พี่หรือจะเป็สุข ไฟท่วมลุกจิตใจยากไถ่ถอน
หากเ้าม้วยใจพี่คงขาดรอน แม้ชีพจรจารจากไม่คลาดคลา