สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 199 ไม่สนุกเอาซะเลย

        ถึงแม้แม่ทัพฟางเต้าจือจะนำทหารอัศวินเพลิงเหล็กหลายสิบนายมายืนข้างสำนักวรยุทธ์ชางก็ตามแต่สำหรับอันเจิงแล้ว มันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของพวกเขาน้อยลงเลย หลังจากปัญหาเรื่องพื้นที่ในการใช้รอขึ้นประลองหมดไปต่อมาก็เกิดเรื่องที่น่าปวดหัวอีกแล้ว

 

        ขุนนางที่เดินจากไปก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้งเมื่อมองอันเจิงแวบหนึ่ง เขาก็หดคอลงเล็กน้อย

 

        “ท่านปั๋ว คือ...ยังมีอีกเรื่อง สถานที่ที่ท่านต้องการเราก็ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วแต่ทว่าพวกท่านไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมประลองเทศกาลใบไม้ร่วงจริง ๆข้าลองกลับไปตรวจสอบดูแล้ว สำนักวรยุทธ์ชางส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมมาจริง ๆมีเพียงชื่อของท่านกับท่านเนี่ยสองคน”

 

        “หรือเพราะว่าคนของเราน้อย จึงไม่ให้เข้าร่วมการประลอง?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ขุนนางคนนั้นรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ ๆใต้เท้ากรมพิธีการบอกให้เราทำทุกอย่างตามขั้นตอน...การเข้าร่วมการประลองจากสำนักต่างๆ ต้องมีอาจารย์นำขบวนมาด้วย จำนวนคนน้อยก็ไม่เป็นไรแต่จะไม่มีอาจารย์มาด้วยไม่ได้ ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางไม่มีใครยอมเข้ามาเป็นอาจารย์นำขบวนฉะนั้นพวกท่านไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลอง”

 

        อันเจิงรีบหันกลับไปมองเนี่ยชิง“รองเจ้าสำนักฉางล่ะ?”

 

        เนี่ยชิงส่ายหน้า“ตอนแรกคุยกันว่าวันนี้ตอนเช้าจะมาด้วยกัน แต่เขาไม่ปรากฏตัวออกมาสักที หากให้ข้าเดาคาดว่าคงถูกคนยับยั้งไว้แล้ว เขาเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักเหยียนชวี่ และเป็นรองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง...”

 

        นั่นแปลว่าฉางฮวันน่าจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับโทษกบฏของหน่วยทหารแล้วส่วนเหตุผลที่คนเหล่านั้นไม่ลงมือกับเขาตั้งแต่แรก แต่มาลงมือในเวลาใกล้ถึงเทศกาลแบบนี้นั่นก็เพราะอยากยับยั้งไม่ให้สำนักวรยุทธ์ชางมีโอกาสเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วง

 

        อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้กระทั่งฉางฮวันยังไม่อาจรอดสำนักวรยุทธ์ชางก็คงไม่มีใครที่จะมาเป็นอาจารย์นำขบวนได้อีกแล้ว

 

       เมื่อขุนนางคนนั้นเห็นอันเจิงและเนี่ยชิงไม่พูดอะไร เขาจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นทันที“ในเมื่อทั้งสองท่านไม่มีอะไรแล้ว อย่างนั้นข้าขอกลับไปก่อนนะ ข้าไม่อยากทำให้ท่านทั้งสองต้องลำบากใจแต่ทั้งหมดนี้เพราะกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ทางด้านของกรมพิธีการยังรอคำตอบจากข้าน้อยอยู่อย่างไรข้าน้อยขอตัวกลับไปก่อนละกัน”

 

        ขณะที่เขากำลังจะจากไป ทันใดนั้นร่างของเขาก็หยุดนิ่งลงทันที ไม่อาจขยับเท้าออกไปได้อีก แม้กระทั่งดวงตาทั้งสองก็ยังหยุดนิ่งราวกับถูกผนึกให้แข็งเป็นก้อนหินแล้วกระนั้น

 

        หญิงสาวสวมชุดผ้าฝ้ายคนหนึ่งเดินเข้ามาตรงหน้าของขุนนางคนนั้นใบหน้านางสงบนิ่งราวกับเป็นคนไม่มีความรู้สึก “ข้าชื่อฮวาถางถาง เป็นอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางและเป็นอาจารย์นำขบวนสำนักวรยุทธ์ชางมาเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงในครั้งนี้”

 

        พูดจบนางก็เดินต่อไปทางอันเจิง“ขอโทษด้วยที่ข้ามาช้าไปหน่อย”

 

        เนี่ยชิงและอันเจิงลุกขึ้นพร้อมกันทันที“คารวะอาจารย์”

 

        ฮวาถางถางพยักหน้ารับจากนั้นก็หันไปมองขุนนางคนนั้นแวบหนึ่ง ทันใดนั้นขุนนางคนนั้นก็เหมือนเสียการควบคุม ร่างของเขาล้มลงไปกองอยู่กับพื้นหลังจากหันมามองเขม่นฮวาถางถางแวบหนึ่ง เขาอยากระเบิดโมโหแต่ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น

 

        ฮวาถางถางถามขึ้น “ทำไมยังมีเรื่องอะไรอีก?”

 

        ขุนนางคนนั้นกัดฟันแล้วเดินจากไปในใจคิดว่าทำไมคนจากสำนักวรยุทธ์ชางไม่รู้กาลเทศะขนาดนี้นะ ตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางสูญสิ้นแล้วแต่พวกเขากลับมาก่อกวนไม่เลิกอีก!

 

        ความจริงอันเจิงรู้อยู่แล้วว่าคนของกรมพิธีการต้องหาทางมาบีบตัวเองแน่ในเมื่อเขาไม่ถูกชะตากับขุนนางที่อยู่ในกรมพิธีการเลยสักคนเสนาบดีติงวู่ก็ตายเพราะเขา คนอย่างติงวู่อยู่ในกรมพิธีการมานานหลายปี แน่นอนว่าต้องสนิทกับผู้คนไม่น้อยถึงติงวู่จะตายไปแล้ว แต่เพราะเขามีไทเฮาอยู่เบื้องหลัง ขุนนางในกรมพิธีการจึงถูกกำจัดออกไม่หมด

 

        ตอนนี้กรมพิธีการยังคงมีไทเฮาเป็นเบื้องหลังและพระนางก็ทรงกุมอำนาจของกรมไว้ด้วย แน่นอนว่าไทเฮาก็ไม่ได้ทรงรู้สึกดีกับอันเจิงมากนัก

 

        ฮวาถางถางนั่งลงบนเก้าอี้ “นั่งพักก่อนควรขึ้นประลองก็ไปประลอง ควรชนะก็ชนะ แต่หากชนะไม่ได้ก็อย่าฝืนชีวิตของพวกเจ้าสำคัญกว่าคนส่วนใหญ่ในนี้มาก หากต้องมาตายที่นี่...มันไม่คุ้มค่าเลยส่วนเรื่องศักดิ์ศรี หากเรียงลำดับแล้ว มันอยู่เพียงอันดับสามเท่านั้น”

 

        อันเจิงและเนี่ยชิงโค้งตัวพร้อมกัน“ศิษย์น้อมรับ”

 

        ฮวาถางถางหันไปมองธงที่โบกสะบัดแวบหนึ่ง“นี่อาจเป็นการเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงครั้งสุดท้ายของสำนักวรยุทธ์ชางแล้วมีคนบอกว่านี่เป็นการเข้าร่วมการประลองที่น่าอดสูมากที่สุด แต่สำหรับข้าแล้วถึงแม้สำนักวรยุทธ์ชางของเราจะมีเพียงพวกเจ้าสองคนแต่กลับเป็นตัวแทนที่ดูมีชีวิตชีวามากที่สุด”

 

        “ความจริงสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพวกเจ้ามากฉะนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะทำผิดต่อสำนัก เพียงแค่ไม่ทำผิดต่อตัวเองก็พอแล้ว”

 

        ฮวาถางถางสูดลมหายใจเข้าลึก“ในเมื่อยืนอยู่ตรงนี้แล้ว อย่างนั้นก็ต้องพยายามให้เต็มที่”

 

        “ขอบคุณอาจารย์!” อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

 

        ฮวาถางถางส่ายหน้า “ไม่ต้องขอบคุณข้าข้าเพียงแค่นั่งดูอยู่ตรงนี้ ส่วนพวกเจ้าคือคนที่ต้องขึ้นไปประลอง”

 

        นางยืนขึ้น จากนั้นก็โค้งตัว “หากมีใครต้องกล่าวคำขอบคุณควรเป็นข้าที่ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองคนแทนสำนักวรยุทธ์ชาง”

 

        ในขณะนี้เองด้านนอกก็มีเสียงระฆังดัง นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าการประลองกำลังจะเริ่มขึ้นตามธรรมเนียมแล้วเริ่มแรกคือการประลองของฉู่โสง และนี่ก็เป็นเวลาที่อันเจิงต้องเข้าร่วมประลอง

 

        “ไปเถอะ”

 

        เนี่ยชิงตบบ่าของอันเจิง“ข้าไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า คนที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ข้าจะเป็นเจ้า ข้าคิดว่าคนที่จะอยู่ข้างข้าต้องเป็นสหายที่ร่วมฝึกฝนในสำนักมานานสี่ปีเสียอีกพวกเขาควรต้องเป็นผู้ร่วมเผชิญอันตรายในสนามรบกับข้า พูดตามความจริงข้ามักจะมองข้ามนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งอย่างพวกเจ้าเสมอเพราะว่าพวกเจ้ายังไม่เข้าใจคำว่าทหาร ตอนนี้ข้ารู้แล้ว...ว่าตัวเองคิดผิด”

 

        อันเจิงขานรับ จากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย“อีกประเดี๋ยวหากเจ้าขึ้นประลองก็อย่าได้ใส่ใจมาก แต่เอาอันดับหนึ่งมาให้ได้นะ”

 

        เนี่ยชิงยิ้มรับ “เจ้าก็เหมือนกันเอาที่หนึ่งมาแบบสบาย ๆ เลยนะ”

 

        อันเจิงเดินตามทางไปที่สนามประลองของฉู่โสงแน่นอนว่าคนตรวจสอบสถานะผู้เข้าประลองรู้จักอันเจิงดีและตอนนี้เขาก็ไม่ได้ขวางอันเจิงไว้ เพียงตรวจสอบเล็กน้อยก็ปล่อยผ่านไป

 

        กฎของการประลองฉู่โสงง่ายมาก ทุกคนที่เข้าร่วมการประลองต้องเขียนชื่อตัวเองไว้บนกระดาษจากนั้นก็ม้วนแล้วใส่ลงในกล่อง ผู้คุมการประลองจะสุ่มหยิบรายชื่อผู้เข้าประลองขึ้นมาสองคนและหากใครเป็นผู้ชนะก็จะได้เข้ารอบต่อไป ผู้เข้าประลองฉู่โสงต่างก็เป็นนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งในสำนักต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่มีใครกลัวใครทั้งนั้น

 

        โดยเฉพาะอันเจิงอันเจิงมีชื่อเสียงโด่งดังมาก มีบางคนอยากเหยียบอันเจิงให้จมดิน สำหรับพวกเขา เพียงแค่ชนะอันเจิงได้นั่นก็คือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว

 

        ฉะนั้นตอนที่อันเจิงเดินเข้ามาผู้คนจึงเริ่มเฮขึ้น

 

        มีบางคนก็ชี้ออกไปยังอันเจิง“อีกประเดี๋ยวบิดาจะให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือพรสวรรค์ที่แท้จริง!”

 

        “อันเจิง ข้าจะท้าเจ้าประลอง!”

 

        มีเสียงดังขึ้นมากมายแต่อันเจิงกลับยืนอยู่นิ่ง ๆ เหมือนเสียงเหล่านั้นไม่มีผลกระทบต่อเขาเลยสักนิดเขาเป็นเหมือนเสาเหล็กที่แข็งแกร่งกลางทะเล และไม่ว่าคลื่นจะซัดมาแรงแค่ไหนก็ไม่มีทางเลื่อนเสานี้ได้

 

        ผู้คุมการประลองคือขุนนางจากกรมพิธีการเขาล้วงมือเข้าไปในกล่อง ควานหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษที่สุ่มได้ขึ้นมาดู

 

        “หลี่ปัวจือแห่งสำนักผู้กล้า”

 

        หากเรียงตามลำดับของความแกร่งสำนักผู้กล้าอยู่ในอันดับที่ห้าถึงแม้จะไม่ใช่สำนักที่เปิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับขุนนางแต่นั่นเป็นเพียงภายนอกที่เห็นเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วสำนักขนาดใหญ่เช่นนี้มีหรือจะไม่มีความสัมพันธ์อย่างลับ ๆ กับเหล่าขุนนาง?

 

        และที่สำคัญที่สุดก็คือตระกูลเกาเป็นเจ้าของสำนักผู้กล้านี้

 

        หลี่ปัวจือเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสามของสำนักผู้กล้าอีกทั้งเขายังเป็นคนที่เหลิงว่าตัวเองแข็งแกร่งมากที่สุด อาจเพราะเขามีพลังวัตรที่คนอื่นต่างอิจฉาฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่าใคร

 

        เครื่องแบบสีขาวของสำนักทำให้หลี่ปัวจือดูดีอย่างมากเขาลุกขึ้นเดินไปยังสนามประลอง แล้วยืนกอดอกรอด้วยสีหน้าที่สงบ

 

        “คู่ต่อสู้ของเขาคือ...”

 

        ผู้คุมการประลองล้วงเข้าไปในกล่องอีกครั้งจากนั้นก็หยิบออกมาดู “อันเจิงแห่งสำนักวรยุทธ์ชาง!”

 

        สีหน้าของหลี่ปัวจือเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็ฉีกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความสงบนิ่งที่เขาแสดงออกมาก่อนหน้านี้หายไปเหลือเพียงแค่ความตื่นเต้นเท่านั้น

 

        อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ชื่อเขาถูกจับออกมาเป็นคนแรกๆ อีกทั้งคู่ต่อสู้ยังมาจากสำนักที่ตระกูลเกาเป็นเจ้าของด้วย...ทุกอย่างนี้ดูเหมาะเจาะมากเกินไปหน่อยสงสัยปัญหาระหว่างเขาและตระกูลเกาคงยังไม่จบ

 

        ขณะนี้เอง เกาหยวนหูผู้ดูแลตระกูลเกายืนอยู่ไม่ไกลมากเขามองมาทางสนามประลอง จากนั้นก็มองไปยังหลี่ปัวจือแวบหนึ่งหลี่ปัวจือพยักหน้าเล็กน้อย

 

        ผู้คุมการประลองยืนขึ้นแล้วพูด“พวกเจ้าต่างก็รู้กฎดี การประลองระหว่างผู้ฝึกพลังวัตร หากได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เลี่ยงไม่ได้แต่อย่างไรก็ขอเตือนพวกเจ้าไว้ก่อน การประลองนี้เพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะเท่านั้นและระหว่างการประลองก็ทำเพื่อสำนักของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ไม่ว่าอย่างไรห้ามทำให้ฝ่ายตรงข้ามถึงแก่ความตายเด็ดขาด การประลองไม่มีขีดจำกัด ฉะนั้นแสดงความสามารถที่มีออกมาทั้งหมดเถอะ!”

 

        อันเจิงวางธนูของแม่ทัพหวังไคไท่และกล่องใส่ลูกธนูไว้ที่เก้าอี้ของตัวเองเขาค่อย ๆ เดินเข้าสนามประลอง จากนั้นก็หันไปยกมือคารวะให้ผู้คุมการประลองที่ชื่อชวยห้าวหลายชวยห้าวหลายเห็นดังนั้นก็ขานรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

 

        หลี่ปัวจือหันไปยกมือคารวะให้อันเจิง“อยากมีโอกาสประลองกับเจ้ามานานแล้ว ถือว่าโอกาสนั้นมาถึงสักที ข้าชื่อหลี่ปัวจือมาจากสำนักผู้กล้า โปรดชี้แนะ”

 

        อันเจิงยกมือคารวะกลับ “อันเจิง จากสำนักวรยุทธ์ชาง”

 

        หลี่ปัวจือมองธนูที่อันเจิงวางลงแวบหนึ่ง“เจ้าไม่ใช้อาวุธ?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า

 

        หลี่ปัวจือพูด “งั้นก็ได้เจ้าไม่ใช้อาวุธ ข้าก็ไม่ใช้เหมือนกัน เราทั้งสองประลองกันอย่างโปร่งใสหากชนะเจ้าแบบนี้ถึงจะสมเกียรติ ในเมืองฟางกู้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้ามากมายพูดซะเหมือนเจ้าเป็นเทพเจ้าอย่างนั้นแหละ แต่ข้ารู้ดี...นั่นเพราะเจ้ามีเบื้องหลังคอยช่วยตลอดและเรื่องเล่าเหล่านั้นก็เป็นเรื่องที่หน่วยทหารแต่งขึ้นเท่านั้นแหละตอนนี้หน่วยทหารล้มแล้ว ทั้งยังมีโทษกบฏแผ่นดินอีก แม้กระทั่งเฉินไจ่เหยียนยังถูกจับเข้าคุกข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้ายังจะพึ่งอะไรได้อีก?”

 

        เขามองไปยังอันเจิง “ข้าอยากจะรู้นักหากเรื่องเล่าของเทพเจ้าถูกข้าทำลาย ทุกคนก็จะรู้ว่าเจ้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร”

 

        อันเจิงยังคงไม่พูด

 

        หลี่ปัวจืออดหัวเราะไม่ได้ “กลัวหรือ?”

 

        อันเจิงยังคงไม่พูดไม่จา

 

        หลี่ปัวจือโมโหเล็กน้อย“ในเมื่อเจ้าเตรียมพร้อมแล้ว อย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ”

 

        เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วออกแรงที่ปลายเท้าร่างของเขาพุ่งออกไปทันที ด้วยความเร็วที่เขาใช้ประชาชนที่มุงดูยังมองไม่ทันเลยด้วยซ้ำพวกเขาเห็นเพียงหลี่ปัวจือออกแรงเหยียบแผ่นหินบนพื้นเมื่อเห็นอีกทีเขาก็อยู่ตรงหน้าอันเจิงแล้ว

 

        “ข้าจะทำลายตำนานของเจ้า!”

 

        หมัดนั้นอยู่ไม่ห่างจากตัวอันเจิง คลื่นพลังจากหมัดก็พัดเสื้ออันเจิงปลิวขึ้น

 

       อันเจิงมองหมัดที่กำลังชกเข้ามาตรงหน้าตัวเอง จากนั้นในแววตาก็ประกายขึ้นเล็กน้อยอันเจิงชกออกไปเหมือนกัน ดูแล้วหมัดของอันเจิงช้ามากช้ากว่าหมัดของหลี่ปัวจือหลายเท่า แต่หมัดนี้ก็ขวางหมัดของหลี่ปัวจือไว้พอดี

 

        “ตายซะ!”

 

        หลี่ปัวจือตะโกนด้วยความโมโหจากนั้นเขาก็ส่งหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว พลังหมัดนี้รุนแรงราวกับพายุลูกใหญ่หากไม่ระวังและถูกคลื่นพลังนี้เข้าไปละก็ เกรงว่าอาจถูกบดขยี้จนแหลกไม่มีชิ้นดี

 

       หมัดของอันเจิงยังคงพุ่งไปด้านหน้าอย่างราบเรียบ

 

        พุ่งผ่านคลื่นลมที่มาจากหมัดของหลี่ปัวจือทะลุผ่านพลังที่คุ้มกันร่างเขา จากนั้นหมัดของอันเจิงและหมัดของหลี่ปัวจือก็ชนกันอย่างจัง

 

        แกรก!

 

        แขนของหลี่ปัวจือหักทันทีกระดูกของเขาหักทะลุเนื้อออกมาด้านนอก...กระดูกสีขาวที่โผล่ออกมายังมีเศษเนื้อสีแดงหลายชิ้นติดอยู่

 

        “เก่งไม่เท่าปากพูด”

 

        อันเจิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ“ประสบการณ์ต่อสู้ยังไม่มี เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”

 

        อันเจิงคว้าแขนข้างที่หักของหลี่ปัวจือแล้วดึงมาด้านหน้าจากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบไปที่หน้าอกของเขา “คนอย่างพวกเจ้าก็อาศัยแค่ตระกูลใหญ่ ดีแต่ใช้สมุนไพรและโอสถวิญญาณมาสะสมพลังวัตรเท่านั้นอ่อนแอสิ้นดี”

 

       เท้าอันเจิงเหยียบไปที่หน้าอกของหลี่ปัวจือ ทันใดนั้น เสื้อผ้าของเขาก็ขาดกระจาย

 

        พลังผ่านเข้าร่างของหลี่ปัวจือจากนั้นร่างของเขาก็แข็งทื่ออยู่กับที่แล้วล้มลงไปด้านหลัง

 

        อันเจิงเดินกลับมาอย่างไร้ความรู้สึก“ไม่สนุกเลยสักนิด อยากไปเข้าร่วมการประลองป๋าโกยจริง ๆ”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน