ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 155 ดงงูหลามปีศาจ

            แดนสวรรค์วิมานแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นแดนสวรรค์แต่เต็มไปด้วยภยันตราย

            เพราะว่าแดนสวรรค์วิมานตั้งอยู่ดงงูหลามปีศาจว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดนอกจากป่าดับสูญที่นั่นคือรังของงูหลาม ทั้งดงนี้มีงูหลามปีศาจนับพันนับหมื่นที่พลังแข็งแกร่งสุดคือขั้นเก้า เทียบเท่ากับจอมยุทธ์ชั้นราชัน

            และเพราะเหตุนี้ดังนั้นการเปิดแดนสวรรค์วิมานทุกครั้งจึงมีทังฝานเป็นผู้นำทางอย่างเช่นห้าสิบปีก่อน สำนักชิงเฉิงและพรรคซิงหลัวก็เช่นกันขอเพียงมีผู้มีพลังชั้นราชันปรากฏตัวอยู่ด้วยงูหลามปีศาจสวรรค์ขั้นเก้าที่ดงงูหลามปีศาจก็จะไม่กล้าออกมา

            โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่บนนกขนส่งชะเง้อคอมองดงงูหลามปีศาจเบื้องหน้า ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

            ทั่วทั้งดงงูหลามปีศาจราวกับเป็นงูหลามเลื้อยคดขึ้นสู่สวรรค์เลื้อยจากตะวันตกสู่ตะวันออกคดเคี้ยวไปมาแบ่งดงงูหลามปีศาจออกจากแดนมนุษย์อย่างชัดเจน ภูเขาที่ดูสูงตระหง่าน มีสีเทาจางๆลอยมาเป็นพักๆ ราวกับปากปล่องภูเขาไฟที่ลอยคลุ้งด้วยควันฝุ่น

            เบื้องหลังภูเขาลูกนี้ ก็คือเขตแดนของงูหลามปีศาจมีสัตว์ปีศาจเพียงชนิดเดียว สัตว์ปีศาจชนิดอื่นไม่กล้าย่างกรายเข้ามายังเขตแดนนี้เพราะไม่ต้องรองูหลามปีศาจลงมือ พวกมันก็คงตายด้วยพิษจากควันสีเทาพวกนี้

            แต่ที่น่าแปลกใจคือควันจากภูเขานี้ไม่เคยแผ่เกินออกมาจากขอบเขตของดงปีศาจงูหลาม หรืออีกนัยหนึ่งคือตราบใดที่นักฝึกตนไม่ก้าวเข้าไปเหยียบดงนั้นก่อน แม้ยืนอยู่นอกเขตแดนดงปีศาจงูหลามก็ไม่มีทางโดนพิษจากควันนี่ได้

            เพราะแบบนี้ ตอนที่หลิงเซียวกับโหยวเสี่ยวโม่ไปถึงก็เห็นกลุ่มคนยืนรวมตัวกันอยู่นอกเขตแดนดงงูหลามปีศาจ

            ในกลุ่มคนนั้นมีคนที่โหยวเสี่ยวโม่คุ้นเคยอยู่นั่นก็คือคณะเดินทางของทังฝานที่ออกเดินทางมาล่วงหน้าก่อน

            ดูเช่นนี้ โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้ว่าจำนวนคนที่มาทั้งหมดคือสี่สิบห้าคนหักคนของแขนงโอสถออกไปสิบกว่าคน ที่เหลือก็เป็นคนของแขนงวรยุทธ์สามสิบกว่าคนคนกลุ่มใหญ่นั้นดูสะดุดตา โดยเฉพาะทังฝาน

            เขาคือจอมยุทธ์ชั้นราชันที่ผู้คนชื่นชมเมื่อปรากฏตัวย่อมดึงดูดสายตาผู้คนเป็นพิเศษ ไม่ว่าใครก็ต้องเข้าไปกล่าวคำทักทายสานสัมพันธ์กับเขาทั้งนั้น

            นอกจากสำนักเทียนซิน ก็ยังมีสำนักชิงเฉิงและพรรคซิงหลัวด้วย

            ในสำนักชิงเฉิง โหยวเสี่ยวโม่รู้จักอยู่คนหนึ่งท่าทางสง่างามสวมชุดสีฟ้าคราม สลักด้วยไหมสีขาวเงินเป็นลายสวยงามระยิบระยับสะท้อนสายตา ส่งให้ชายคนนั้นดูเหมือนน้ำนิ่งที่ไหลเย็นสะอาดบวกกับใบหน้าหล่อเหลา เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้ทิวทัศน์ดูดีขึ้นดึงดูดสายตาของหญิงสาวโดยรอบจดจ้องอยู่บนตัวเขาอย่างไม่วางตาพลันหน้าอมชมพูระเรื่อ

            ชายผู้นี้ก็คือลั่วซูเหอแห่งสำนักชิงเฉิงเป็นยอดคนที่ถูกพูดถึงในขณะนี้

            แม้ว่าลั่วซูเหอจะดูโดดเด่นแค่ไหนแต่ชายกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเขาก็ดูเด่นสง่าไม่แพ้กัน

            โหยวเสี่ยวโม่คาดเดา ชายกลางคนคนนี้คงเป็นลั่วเฉิงหยวนคนที่ขโมยตำหรับสูตรยาขั้นเก้าของสำนักเทียนซินไป ดูท่าทางเป็นบุคคลสูงส่งแต่เสียดายที่เป็นพวกใจคด

            คณะที่นำโดยลั่วเฉิงหยวนมีเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสทั้งหลายจำนวนคนพอกันกับสำนักเทียนซิน ดูทีแล้วก็ประมาทไม่ได้

            แต่พอเทียบกับทั้งสองสำนักใหญ่แล้วพรรคซิงหลัวราวกับไม่มีตัวตนอยู่

            มีศิษย์ส่วนน้อยที่ไม่ได้สวมผ้าคลุมหัวสีเทา เผยใบหน้าซีดขาวคงเกิดจากที่ฝึกฝนพลัง ทั่วทั้งร่างถูกห่มไว้ด้วยผ้าคลุมสีเทา เหมือนพวกเล่นสายเวท

            แม้ครั้งที่แล้วก็เป็นเช่นนี้แต่ครั้งนี้กลับไม่มีผู้นำที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือประมุขพรรคเซินถูเตาได้ยินว่ากำลังเก็บตัวอยู่ ไม่ออกมาในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ดังนั้นคนที่มาแทนคือผู้อาวุโสสองท่านหนึ่งในนั้นก็คือคนที่โหยวเสี่ยวโม่รู้จักเสียด้วย

            คราวที่แล้วที่เข้าร่วมประมูลที่หอหมื่นสมบัติติงสือตัวแทนพรรคซิงหลัว มีพลังชั้นอรุณเจ็ดดาวพลังนี้อาจไม่ถึงขั้นทำให้คนสะทกสะท้าน ดังนั้นพรรคซิงหลัวจึงส่งผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งมาด้วยคือเซี่ยงเผิงเทียนมีพลังชั้นวิญญาณหกดาว

            แม้จะไม่ใช่ชั้นราชันแต่พลังชั้นวิญญาณขั้นหกดาวก็สามารถเป็นประมุขพรรคได้แล้วดังนั้นจึงไม่มีใครประมาทพรรคซิงหลัวเช่นกัน โดยเฉพาะพรรคเซียวเหยา หอเล่อจี๋และสำนักเซวี่ยซ่า

            แต่ที่ทำให้โหยวเสี่ยวโม่เอะใจคือทั้งสามเจ้าอำนาจนี้ก็ปรากฏตัวด้วยเช่นกัน

            พวกเขาคือกลุ่มมีอำนาจชั้นรอง สิทธิ์ที่ได้นั้นจึงไม่เยอะมาก นอกจากนี้ก็มีพวกนักฝึกตนสันโดษ

            นักฝึกตนสันโดษคือนักฝึกตนที่ไม่ได้เข้าร่วมกับสำนักใดแม้จะมีอิสระ แต่หนทางการฝึกฝนพวกเขาต้องพึ่งแต่ตนเอง อย่างเรื่องวิชายุทธ์ยาเซียนตันและหญ้าเซียนที่ใช้การเลื่อนพลังก็ต้องหามาด้วยตัวเองทั้งนั้น

            และเพราะเหตุนี้ ดังนั้นการฆ่าคนชิงของล้ำค่าจึงเกิดขึ้นอยู่ร่ำไปทั้งยังไม่มีสำนักมาคุ้มกัน หากไม่ระวังตัวไปมีเรื่องกับใครเข้าก็อาจโดนฆ่าได้ง่ายดาย

            แต่จำนวนของนักฝึกตนสันโดษนี้ไม่อาจประมาทได้เช่นกัน

            นักฝึกตนในแผ่นดินหลงเสียงมีนับพันนับหมื่นไม่มีทางที่ทุกคนจะสามารถเข้าร่วมสำนักได้ หนึ่งคือสำนักอิทธิพลนั้นไม่ได้รับทุกคนเข้าร่วมแน่นอนสองคือมีกฎเกณฑ์การรับคนสูงมาก รับเพียงคนที่มีศักยภาพดีแต่ก็ไม่ได้แปลว่านักฝึกตนสันโดษจะไม่มีคนมีฝีมือดีและมีบางส่วนที่มีฝีมือครั้นไม่ยอมเข้าร่วมสำนักใดทั้งสิ้น

            ดังนั้น ทั้งสามสำนักใหญ่ก็จะแบ่งสิทธิ์การเข้าแดนสวรรค์วิมานทั้งหมดสิบรายชื่อให้กับนักฝึกตนสันโดษเพื่อลดความไม่พอใจของพวกเขาแต่ให้พวกเขาไปจัดการตัดสินคนที่ได้สิทธิ์กันเอง

            หลิงเซียวตบบ่าโหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังยืนอึ้งสื่อให้เขารู้ว่านกขนส่งกำลังจะร่อนลงบนพื้นแล้ว

            โหยวเสี่ยวโม่รีบคว้าแขนหลิงเซียวไว้แน่นเขาไม่อยากมีซีนตอนที่นกขนส่งร่อนลงพื้นถึงตอนนั้นคงขายหน้าต่อหน้าทั้งคนร่วมสำนักและนักฝึกตนทั้งหมด

            นกขนส่งเปล่งเสียงร้องหลังจากหลิงเซียวให้สัญญาณกับมัน

            เสียงร้องแหลมดึงดูดสายตาคนเบื้องล่างทั้งหมดขณะที่ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง นกขนส่งก็ร่อนแตะพื้น กระพือปีกตีลมพับๆบางคนทนไม่ไหวต้องหลับตา เมื่อลืมตาขึ้น เบื้องหน้าก็มีนกขนส่งสูงราวสี่ห้าเมตรและบนนั้นมีคนยืนอยู่สองคน

            เมื่อมองไป หนึ่งในนั้นก็คือ ‘หลินเซียว’ ยอดคนที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงเช่นเดียวกันลั่วซูเหอ

            ความสง่างามนั้นต่างจากลั่วซูเหอที่ดูสบายๆหลิงเซียวที่อยู่ในชุดขาวหิมะปักเลื่อมด้วยด้ายสีทองปลิวสไว ผมยาวดำขลับสยายสวยงามมุมปากยังคงมีรอยยิ้มนุ่มนวลแต่งแต้มอยู่เช่นเคย ส่งให้เขายิ่งดูสง่าอ่อนโยนหน้าหล่อเหลาคมเป็นสันแต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกปลอดภัย

            ถึงว่าการเปิดตัวดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สายตาผู้คนจับจ้องหลิงเซียวย่างเท้าที่ใส่รองเท้าปักลายสีขาวเงินถัดมา ก็อุ้มโหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่ด้านข้างแล้วโดดลงมา

            ท่าทางกระฉับกระเฉง จนพวกเขาแตะพื้นอย่างมั่นคง สายตาผู้คนถึงเปลี่ยนไปจับจ้องยังคนที่หลิงเซียวอุ้มไว้ในใจพลันสับสนมึนงง

            ใครกันนะถึงทำให้ยอดคนที่โดดเด่นของสำนักเทียนซินอุ้มลงมาได้นี่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร ต้องรู้ว่าหญิงสาวที่อยากอยู่ในอ้อมอกของหลิงเซียวนั้นแทบจะยืนล้อมดงงูหลามปีศาจนี่ได้หลายรอบแล้ว

            แต่พอตั้งใจมองกลับเห็นว่าคนที่เขากำลังอุ้มอยู่คือเด็กหนุ่มหน้าใสคนหนึ่ง

            ใบหน้าเด็กหนุ่มนั้นแดงระเรื่อเมื่อถึงบนพื้นก็รีบกระโดดลงจากอกหลิงเซียวทันที แต่อาจจะรีบไปหน่อยจังหวะที่กระโดดลงไปทำให้ขาข้างหนึ่งสะดุด ดีที่ ‘หลินเซียว’ ดึงขึ้นมาทันท่วงที

            ‘หลินเซียว’ สายตาอ่อนโยนหัวเราะแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็ก เป็นอะไรรึเปล่า?”

            โหยวเสี่ยวโม่มองค้อนเขา หมอนี่จงใจชัดๆ แต่...เมื่อถูกสายตาคนมากมายจับจ้องแบบนี้เขาก็ไม่กล้าทำอะไรมาก ได้แต่บอกเสียงเบา “ไม่เป็นอะไร”

            ทั่วบริเวณเงียบกริบ…

            คนดูเริ่มคาดเดาความสัมพันธ์ของพวกเขาแต่สำนักเทียนซินกลับนิ่งอย่างไม่อาจสาธยายได้

            ตั้งแต่ตอนที่นกขนส่งปรากฏตัวขึ้น คนของสำนักเทียนซินก็ดูออกแล้วว่านกขนส่งตัวนี้เป็นของพวกเขาเช่นนี้จึงเดากันว่าคงเป็น ‘หลินเซียว’ กับโจวเผิง

            แต่ขณะที่ทังอวิ๋นฉีและพรรคพวกต่างดีใจพากันจะไปต้อนรับแต่คนข้างกายหลิงเซียวที่ควรจะเป็นโจวเผิงกลับกลายเป็นโหยวเสี่ยวโม่คนที่พวกเขาเกลียดที่สุดทังอวิ๋นฉีกับพวกตกใจจนพูดไม่อะไรออก

            ทังฝานเองก็สังเกตเห็นแล้วสีหน้าครุ่นคิดในที่สุดก็นิ่งเยือกเย็นลงไปนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเผยสีหน้าไม่พอใจต่อหน้าผู้คนแต่ใครจะรู้ว่าเขาถูกศิษย์ของตนเล่นเข้าเสียแล้ว เห็นทีคงไม่มีใครกล้าดีใจคนที่หลักแหลมเช่นเขา ไม่ได้คาดเดาว่าที่ศิษย์เอกให้พวกเขาออกเดินทางมาก่อนที่แท้ก็มีจุดประสงค์เช่นนี้นี่เอง

            พูดตามจริงทังฝานรู้สึกผิดหวังกับการประพฤติตัวของศิษย์เอกคนนี้ขึ้นเรื่อยๆ

            เดิมทีนึกว่าเขาแค่เห่อของใหม่ดังนั้นจึงเข้าใกล้โหยวเสี่ยวโม่แต่ดูจากสิ่งที่เขาทำให้โหยวเสี่ยวโม่อย่างออกนอกหน้า แม้กระทั่งทังฝานก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

            หากเป็นเพียงความคึกคะนองอยากลองแล้วทำไมถึงขัดคำสั่งเขาถึงหลายครั้งหลายครา ถึงขั้นบาดหมางกับผู้อาวุโสท่านอื่น? อีกทั้งตั้งแต่นิสัยเขาเปลี่ยนไปครั้งใหญ่การกระทำก็ยิ่งอยู่ยิ่งไม่ไว้หน้าใครหากไม่ใช่เพราะเขาแน่ใจถึงตัวตนของศิษย์เอกคนนี้เขาคงตั้งข้อสงสัยว่าหลินเซียวคือสายสืบของเผ่าปีศาจแน่นอน

            แต่การกระทำของเขายิ่งนานวันยิ่งไร้เหตุผลเพื่อนักหลอมโอสถทั่วไปคนหนึ่ง ถึงขั้นโกหกอาจารย์นี่มันร้ายแรงจนเกินขอบเขตที่รับได้

            ภายใต้สายตาของทังฝานนั้นแผ่รังสีประกายความมืดแต่เพียงแค่แวบเดียว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจี้เรื่องนี้อีกทั้งพูดออกไปก็มีแต่จะทำให้สำนักเทียนซินถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้ อีกอย่าง ‘หลินเซียว’ ก็เป็นยอดคนที่หาไม่ได้จริงๆหากเสียเขาไป คงส่งผลร้ายกับสำนักเทียนซิน

            ทังอวิ๋นฉีเดินไปหน้าพ่อนาง กอดแขนเขาไว้ เอ่ยอย่างน้อยใจ “ท่านพ่อเซียวเกอพาเจ้าคนสารเลวนั่นมาอีกแล้ว หนนี้ท่านพ่อต้องต่อว่าพี่เซียวจริงจังแล้วนะ”

            ทังฝานเอ่ยเสียงขรึม “ฉีเอ๋อร์ เจ้าคือลูกสาวทังฝาน อย่าเรียกใครเขาว่าสารเลวหากคนอื่นได้ยินเข้า คงหาว่าข้าเป็นพวกไม่เอาไหนที่ไม่สั่งสอนลูกสาวตัวเอง”

            ทังอวิ๋นฉีชะงักกับคำพูดไม่พอใจของเขา ก้มหน้าเอ่ย “เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ขณะที่พูดนั้น ใบหน้าส่อแววไม่พอใจมองโหยวเสี่ยวโม่สายตาโกรธแค้นเต็มประดา

            อีกฟากหนึ่ง หลิงเซียวพาโหยวเสี่ยวโม่เดินเข้ามา

            หลิงเซียวยิ้มแย้มอย่างเคย พลันมองหน้าไม่พอใจของทังฝานแต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เดินเข้ามาแล้วเอ่ย “อาจารย์ ข้ามาแล้ว”

            ทังฝานได้ยินทำหน้านิ่งขรึม “เจ้าไม่คิดจะให้คำอธิบายกับอาจารย์หน่อยหรือ?”

            หลิงเซียวชะงัก เมื่อรู้สึกตัวได้ว่าเขาถามอะไรอยู่ทำทีตบหัวตัวเองเบาๆ แล้วเอ่ย “ขออภัย อาจารย์ เห็นพวกท่านแล้วข้าดีใจจนเกือบลืมไป” พูดจบก็ดึงโหยวเสี่ยวโม่มาหน้าเขา

            โหยวเสี่ยวโม่มองทังฝานอย่างอึดอัดใจ สายตาของเขาทำโหยวเสี่ยวโม่ใจสั่นเทิ้มอดกลั้นความอยากหลบไว้ด้านหลังหลิงเซียว แล้วกล่าวอย่างเคารพ “ท่านเจ้าสำนัก!”

            “อาจารย์ นี่คือศิษย์น้องโหยวก่อนหน้านี้ท่านเคยพบเขาที่เขาอู๋ซวง เดิมทีข้าตั้งใจมาพร้อมกับศิษย์น้องโจวแต่คิดไม่ถึงว่าตอนที่จะออกเดินทาง ศิษย์น้องโจวก็เกิดเหตุไม่คาดคิด ทำให้มาไม่ได้และบังเอิญเจอเข้าศิษย์น้องโหยวพอดี เพื่อเลี่ยงการออกเดินทางที่ล่าช้าศิษย์น้องโจวจึงยินดีที่จะสละสิทธิ์ให้ศิษย์น้องโหยวดังนั้นข้าจึงพาเขามาด้วยเพื่อให้คนครบน่ะขอรับ” หลิงเซียวยกมุมปากยิ้มน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไม่ช้าเกินไป ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องราวที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

            ท่าทางเสแสร้งจ้องมองทังฝานที่ไม่พอใจแต่ด้วยความเป็นเจ้าสำนัก เขาฝึกการควบคุมอารมณ์อย่างเก่งกล้า ขอเพียงเขาไม่คิดคนรอบข้างนั้นไม่มีทางดูออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ใบหน้าตึงเครียดของทังฝานก็เผยรอยยิ้มจางๆ “ในเมื่อศิษย์น้องโจวยินยอมอาจารย์ก็ไม่พูดอะไรมาก แต่ว่าเจ้าเป็นคนพาเขามา เจ้าก็ต้องดูแลให้ดี เอาละอาจารย์เขาก็อยู่ที่นี่ เจ้าพาเขาไปเองสิ”

            “รับทราบ อาจารย์!” หลิงเซียวยิ้มพร้อมยกมือคำนับ

            ดูเงาหลิงเซียวที่หายไปทางขงเหวิน ทังฝานค่อยๆ หรี่ตาลงดวงตาดำขลับนั้นเผยอารมณ์ขุ่นมัว

            ทังอวิ๋นฉีเห็นพ่อตัวเองปล่อยโหยวเสี่ยวโม่ไปอย่างง่ายดายในใจยิ่งไม่พอใจ กำหมัดแน่น จนเล็บจิกเข้าเนื้อก็ยังไม่รู้ตัว

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320