EP.4
พบกันครั้งนั้น หานหลิงกับเด็กน้อยว่าที่ฮูหยินซึ่งวัยห่างกันถึงเก้าปีก็ไม่ได้พบกันอีก ผ่านวันเป็เดือนผ่านเดือนเป็ปี ปีแล้วปีเล่า หลิ่งหานหลิงสำเร็จวรยุทธขั้นสูงสุดของสำนัก แตกฉานจนทำให้ผู้เฒ่าของพรรคัสุริยัน ทั้งสาขาใหญ่และสาขาย่อยต่างตื่นตะลึงด้วยวัยเพียงสิบแปดปี
วันนั้นยามเหม่า(5.00-7.00น.)เป็วันแรกนับสิบกว่าปีที่หานหลิงไม่เคยได้พบบุรุษผู้ได้ชื่อว่าบิดา แต่แล้วอย่างไรแม้ร่างกายจะเป็บุตรของชายคนนี้ แต่ิญญาหาได้ผูกพันทางสายเืกันไม่ ทั้งเวลานับสิบปีที่ผ่านมาบุตรและบิดาต่างห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า การพบกันครั้งนี้จึงนับว่าต่างคนต่างปฏิบัติไปตามหน้าที่กันเท่านั้น
แล้วหานหลิงก็ได้รู้จุดประสงค์ที่หลิ่งหยางหลงมาหาตนยังเขาฉิ่งซู่นี้?
ตามกฎเมื่อทายาทรุ่นต่อไปสำเร็จวรยุทธของสำนักอย่างแตกฉาน ร่างกายและจิตใจผ่านการทดสอบจนผ่านด่านยากที่สุดของใจมนุษย์กระทั่งด้านชาเมื่อใด เมื่อนั้นถือว่าคู่ควรที่จะได้สืบทอดปราณของดาบหมื่นพิษ
ทั้งสองเผชิญหน้ากันในโถงใหญ่ของเรือนรับรองบนเขาฉิ่งซู่ ไร้วาจา ไร้คำเอื้อนเอ่ย ราวคนแปลกหน้า หานหลิงมองบุรุษร่างสูงโปร่งเท่าๆตน เว้นแต่ร่างกายตนนั้นสูงใหญ่กำยำกว่ามาก ดวงตาไร้แววไหววูบของทั้งสองจ้องกัน แต่กลับอ่านความคิดของกันและกันออกว่าสิ่งที่จะต้องกระทำต่อไปนั้นคือสิ่งใด
“ยามจื่อ(23.00-1.00น.)ไปพบข้าใต้เขาฉิ่งซู่”
บิดาผู้ปากหนักดั่งทองพันชั่งไม่ต่างจากผู้เป็บุตรเอ่ยเพียงเท่านั้นก็ยกน้ำชาขึ้นจิบ ลอบสังเกตโครงร่างที่สูงใหญ่กำยำเกินวัยก่อนเหยียดปากดั่งพึงพอใจ แต่ไร้คำเอื้อนเอ่ยใด
ข้าหวังว่าภาระบนบ่าแต่นี้ต่อไปเ้าจะรับไหว หาไม่ใต้หล้าคงลุกเป็ไฟดั่งเมื่อครั้งาเป็แน่!
“ผู้เฒ่าซ่านกั๋ว ปราณดาบหมื่นพิษใช้เวลากี่ชั่วยามกว่าจะผสานรวมกับกายข้าได้”เมื่อกลับมาอยู่ในเรือนพักของตน เสียงทุ้มห้าว ทั้งโครงหน้าคมชัด คิ้วดาบกับดวงตาชั้นเดียวคมกริบหางตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อยทำให้ดูดุดัน ผิวที่ไม่ได้ขาวผ่องดั่งคุณชายผู้สูงศักดิ์ท่านอื่น ยิ่งทำให้บุคลิกของหานหลิงดูเป็ชาวยุทธดิบเถื่อนพเนจรไปทั่วหล้ามากกว่าจะเป็ทายาทของพรรคัสุริยัน พรรคอันได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในแผ่นดิน
ผู้เฒ่าซ่านกั๋วที่ยามนี้ แม้จะชราลงไปมากแต่ก็ยังถือว่าแข็งแรงอยู่ไม่น้อย เหยียดปากยิ้ม“เื่นี้ก็ล้วนแล้วแต่นายน้อยเท่านั้น ผู้เฒ่าเช่นข้าไม่บังอาจคาดเดา”
แล้วก็ไม่ผิดจากเฉินซ่านกั๋วเอ่ยมาแม้แต่น้อย การถ่ายถอดปราณของดาบหมื่นพิษคือที่สุดของสุดยอดวิชาในพรรคัสุริยัน ความทรมานเพราะพิษที่หานหลิงต้องเสพนับสิบๆปียังเทียบไม่ได้กับหมื่นพิษจากปราณของดาบเล่มใหญ่ สีเงินปลอดลวดลายวิจิต แต่ความงามและน่าเกรงขามนี้ช่างเหมาะกับสมญาที่ได้รับมาั้แ่ครั้งายิ่ง
ภายในถ้ำมีเพียงหลิ่งหยางหลงผู้เป็บิดาและหลิ่งหานหลิงผู้เป็บุตร นั่งหันหน้าเข้าหากันนับชั่วยามแล้วชั่วยามเล่า มือประสานกันปราณความร้อนที่ััไม่ได้ด้วยตา ต่างไหลเวียนเป็สายเข้าไปยังร่างหานหลิง ความเ็ปแสนสาหัสนี้ทำให้บางครั้งต้องกระอักเืออกมาเป็ลิ่มๆ
กายถ่ายทอดปราณให้ทายาทรุ่นต่อไปนี้ เป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น เมื่อก้าวสำคัญที่สุดอยู่ที่การเรียนรู้เื่การใช้ และเรียกดาบหมื่นพิษนี้ออกมายาม้า
การฝึกยุทธด้วยดาบหมื่นพิษนี้ หากผู้ไร้พร์สามสี่สิบปียังผ่านขั้นหนึ่งไม่ได้ แต่กับหานหลิงเพียงสิบปีเท่านั้นก็สามารถแตกฉานทุกสิ่ง กระทั่งพลิกแพลงใช้ได้ดั่งใจหมาย กระทั่งเข้าวัยหนุ่มฉกรรจ์อายุยี่แปดปี หานหลิงกับหลิ่งหยางหลงจึงได้ออกมาจากถ้ำ
แต่ความสำเร็จในครั้งนี้หานหลิงกลับไร้ซึ่งความยินดียินร้าย บททดสอบอันโหดร้ายของว่าที่ผู้นำพรรคทำให้จิตใจของมนุษย์ผู้หนึ่งเ็า มองทุกสรรพสิ่งได้อย่างเฉยเมยว่างเปล่ายิ่ง ตนพึ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ว่าเหตุใดหลิ่งหยางหลงผู้เป็บิดาถึงไร้ซึ่งเยื่อใยกับทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นสิ่งเดียว
สิ่งที่นับแต่รู้ความจนเติบใหญ่ ก็ถูกกรอกหูอยู่ทุกห้วงลมหายใจ ‘ดาบหมื่นพิษ’ ไม่ว่าอย่างไรต้องปกป้องไม่ให้ผู้ใดแย่งชิงไปได้ ด้วยของสิ่งนี้คือสิ่งที่ทายาททุกรุ่นรับสืบทอดกันมาั้แ่ครั้งา และเพราะดาบนี้คือปราณที่มีพลังพิษร้ายแรง ผู้ที่จะรับสืบทอดต่อไปร่างกายต้องทนทานต่อพิษทุกชนิด จิตใจต้องเยือกเย็นถึงขั้นเืเย็นไร้ปราณีต่อผู้ใดก็ตามที่เป็ศัตรู
ฤทธิ์เดชของมันหรือ?
แม้ไพร่พลสิบกองทัพยังไม่อาจต่อกร จึงนับว่าเป็สิ่งอันตรายที่สามารถสร้างความหวาดระแวงต่อองค์ฮ่องเต้ได้ เื่นี้จึงเป็ความลับของพรรคัสุริยัน ผู้คนภายนอกจึงคิดว่าของวิเศษทั้งสี่ดินแดนนี้เป็เพียงนิทานปรัมปราของนักเล่าพเนจรเท่านั้น
ออกจากการเก็บตัวฝึกยุทธมากว่าสิบปี ร่างใหญ่สมกับวัยฉกรรจ์นอนพิงอ่างไม้แช่น้ำอุ่น ปล่อยผมยาวสยายโดยมีผู้เฒ่าซ่านกั๋ว กับตาแก่หลี่เฉียงที่ไม่ได้พบกันมานานเพราะประจำอยู่ที่สำนักใหญ่ของพรรค เดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาดูนายน้อยของตนโดยเฉพาะ
“ส้าวเหยียวัยของท่าน นับว่าเป็ชายแก่แล้วถึงเวลาที่จะต้องแต่งฮูหยินเข้าสำนักเสียที”หานหลิงยังคงพิงถังน้ำหลับตราพริ้ม หนวดเครายังคงไร้การโกนแต่ง ด้วยพึ่งออกมาได้เพียงสองวันเท่านั้น และด้วยไม่ชอบให้มีคนมาคอยปรนนิบัติจึงได้ทิ้งไว้โดยไร้ซึ่งความสนใจอย่างสิ้นเชิง
“เ้าจะเอ่ยให้มากความไปเพื่อสิ่งใดหลี่เฉียง นายน้อยอีกสามวันท่านจะต้องเข้ากราบไหว้ฟ้าดินกับแม่นางฟางซิน แล้วเร่งให้กำเนิดทายาทผู้ที่จะมาสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษต่อไป”
หานหลิงได้ยินแล้วอดเหยียดปากอย่างเยาะหยันไม่ได้ เป็ผู้นำพรรคัสุริยัน? หรือเป็เพียงหมูตัวผู้คอยผลิตทายาทรุ่นต่อไปให้ทางสำนักกันแน่!
ร่างใหญ่เปล่าเปลือยมีแต่ร่องรอยาแเต็มแผงอกและแผ่นหลังในถังน้ำ ยังไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยจะตอบรับหรือปฏิเสธ ทำให้ตาเฒ่าสองคนต้องถอนใจก่อนล่าถอยออกไปจากห้องนี้ ทั้งสองต่างสายหัวให้กับบุรุษสองพ่อลูก ช่างเหมือนกันนัก!
พิธีกราบไว้ฟ้าดินจะจัดขึ้นบนเขาฉิ่งซู่ซึ่งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองหลายร้อยลี้ ทำให้ขบวนเ้าสาวต้องเดินทางมาพักอยู่บนเขาแต่แยกฝั่งกันอย่างเป็เอกเทศ
ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับงานมงคลนี้ถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อย และเป็งานเรียบง่ายด้วยประวัติเื่จุดจบของฮูหยินที่เข้ามาร่วมสกุลหลิ่ง ล้วนไม่ตายดีสักคน ทำให้ทางพรรคไม่คิดจัดงานยิ่งใหญ่สมฐานะว่าที่ผู้สืบทอดพรรคัสุริยัน พิธีที่จะเกิดขึ้นนี้จึงมีเพียงการกราบไหว้ฟ้าดิน กับผู้หลักผู้ใหญ่ ก่อนจะเข้าหอตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น
ยามจื่อ(23.00-1.00น.)ในคืนก่อนวันพิธีกราบไว้ฟ้าดินเพียงหนึ่งวัน หานหลิงว่าที่เ้าบ่าวยังคงนั่งฝึกเดินลมปราณอยู่ในห้องของตนตามปกติ แม้ได้ยินบ่าวภายนอกกล่าวขานถึงว่าที่ฮูหยินของตนว่างามสะคราญโฉมปานใด ก็หาเรียกความสนใจจากหานหลิงได้
สตรียิ่งงามปานใดก็ไม่ต่างจากอสรพิษ ที่ยิ่งสีสันบาดตาเท่าใดพิษยิ่งร้ายเท่านั้น!
ดวงตาหลับพริ้มจู่ๆก็ลืมขึ้นเมื่อหูที่ไวต่อััได้ยินเสียงบางอย่างวิ่งผ่านหน้าประตูของเรือนตน ก่อนจะเงียบหายไปราวกับไร้สิ่งใดเกิดขึ้น
ร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบสีดำปลอดเพียงชั้นเดียวผมยังคงปล่อยสยายยาวครึ่งแผ่นหลัง ลุกขึ้นไปเปิดประตูก่อนจะเห็นแผ่นกระดาษฉบับหนึ่งพับเป็แผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ้าเขียนด้วยหมึกดำถึงหลิ่งหานหลิง มือหยาบกร้านเปิดออกดู ก่อนหัวคิ้วจะขมวดหมุน เมื่อจดหมายฉบับนี้เป็ของฟางซินนัดหมายให้ไปพบที่ศาลาบนเหวสุดหยั่ง
นาง้าพบด้วยเื่ใด?
อันที่จริงหานหลิ่งวางแผนไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว ว่าหากได้สืบทอดปราณของดาบหมื่นพิษเมื่อใดจะหลีกหนีออกจากพรรคแห่งนี้ทันที ตอนนี้สิ่งของก็ได้จัดเตรียมเรียบร้อยรอเพียงเวลาหากถึงยามโฉ่ว(1.00-3.00น.)เมื่อใดก็จะเร้นกายออกไปท่องยุทธภพทันที
หานหลิ่งเข้าไปในห้องก่อนนำกระดาษแผ่นนั้นจ่อบนเปลวเทียน ไม่กี่อึดใจก็มอดไหม้เหลือเพียงขี้เถ้า ก่อนจัดการแต่งกายสำหรับออกเดินทาง ร่างใหญ่เร้นกายออกจากที่พำนักได้อย่างง่ายดาย ก่อนใช้วิชาตัวเบาะโไต่ไปตามยอดไม้ สายลมพัดพลิ้วชายผ้าตามความเร็วของฝีเท้าแม้ว่องไวแต่กลับแ่เบา เข้าขั้นเงียบกริบกระทั่งมาถึงยังที่หมาย
สตรีนางหนึ่งยืนอยู่ริมผา เห็นเพียงด้านหลังก็รู้แจ้งได้ทันทีว่าด้านหน้าจะมีรูปโฉมงามปานใด แล้วก็ไม่ผิดจากที่ หานหลิงคาด เมื่อแม่นางน้อยวัยน่าจะเข้าสิบแปดสิบเก้าปีผู้นั้นหันมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้มาตามนัด
ฟางซินมองบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้มสายตาดุดันทั้งเต็มไปด้วยหนวดเครา แต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบราวกับบุรุษพเนจรไร้คราบของทายาทผู้สืบทอดพรรคัสุริยันอย่างสิ้นเชิง ก็อดหวาดหวั่น กลัวเกรงไม่ได้ ทั้งในใจยังอดเหยียดหยามคนผู้นี้อยู่ไม่น้อย
เื่เกี่ยวกับพรรคัสุริยัน ที่เ้าสำนักทุกรุ่นต่างมีดวงพรากชีวิตฮูหยินของตนคนแล้วคนเล่า ทำให้ั้แ่ตอนนั้น เมื่อครั้งที่ท่านพ่อพาขึ้นเขาฉิ่งซู่เพื่อมาคารวะว่าที่สามี ดวงตาแดงกำ ใบหน้าเ็าฉายรังสีอำมหิตออกมารอบกายนั้นทำให้นางนอนหวาดผวาคืนแล้วคืนเล่า
กระทั่งมาถึงวันนี้นางจะเป็ผู้สะบั้นเส้นวาสนาที่มีต่อกันให้ขาดลงเสีย!
ดวงตาเปล่งประกายดั่งมีน้ำคลอคล่องอยู่ด้านในมองหานหลิงราวจะเรียกร้องให้ร่างใหญ่เดินเข้าไปหา ปากอิ่มแดงเรื่อเหยียดยิ้มหวานหยดก่อนสองมือจะประกบวางไว้หน้าขาซ้ายย่อกายเคารพ
“ฟางซินคารวะคุณชายหลิ่ง”
หานหลิงเดินเข้าไปหา ดวงตาสงบนิ่งมองร่างน้อยอรชรอ้อนแอ้น ผิวขาวอมชมพูแม้ความมืดของรัตติกาลยังบดบังความงามนี้ไม่ได้“หญิงชายไม่ควรพบกันยามวิกาล มีสิ่งใดสำคัญถึงนัดข้ามาพบ”
ฟางซินยืดกายขึ้นยืนดั่งเดิม เงยขึ้นมองผู้ที่สูงกว่าตนมาก ด้วยสายตาเว้าวอน“วันพรุ่งนี้ต้องเขาพิธีกราบไหว้ฟ้าดินแล้ว ข้าเพียง้าทำความรู้จักกับท่านเท่านั้น”เอ่ยพร้อมกับมือน้อยที่เอื้อมจับมือใหญ่หยาบกร้าน
ทั้งสองยืนอยู่ริมผา โดยมีร่างสาวน้อยวัยอ่อนกว่าเกือบสิบปีจับมือหยาบหนาสองข้างไว้ ดวงตาดั่งกวางน้อยเงยมองด้วยความเรียกร้อง
หานหลิงแม้ใจจะปฏิเสธสตรีทั่วหล้าว่าเป็ดั่งอสรพิษ แต่ร่างกาย กลับมีเืบุรุษวิ่งวนเข้มข้นนัก ยิ่งคำว่ากำหนัดที่ไม่เคยได้ปลดปล่อยและไม่เคยได้แตะต้องอิสตรีนางใดอีกเลยนับั้แ่มาอยู่ในร่างนี้ บัดนี้ถูกมือนุ่มเนียนัักลับเรียกเืลมให้ไหลพล่านราวกับพายุรอวันกระหน่ำ แต่ถึงแม้ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกิริยา แต่ใบหน้าและดวงตาเคยเรียบนิ่งอย่างไร ขณะนี้ก็ยังคงเรียบนิ่งไร้ประกายความคิดใดให้ผู้อื่นล่วงรู้ความนัยที่ตนกำลังรู้สึก
ท้องฟ้าภายในความมืดจู่ๆตั้งเค้าเมฆฝน ส่งเสียงคำรามครืนๆ สายฟ้าแปลบปลาบ สองดวงตาหนึ่งคมกริบไร้ความรู้สึก หนึ่งสั่นไหวระริกดั่งเรียกร้องบางอย่างแต่เมื่อไร้การตอบรับ ร่างน้อยตรงหน้าก็จู่โจมโดยการเขย่งปลายเท้าขึ้นประทับริมฝีปากอิ่มนุ่มนิ่มเข้ากับปากหนารอบข้างมีไรเคราขรุขระ
บุรุษกำลังเข้าวัยฉกรรจ์ถูกกวางน้อยจู่โจมเช่นนี้ ก็อดตื่นตะลึงไม่ได้เืลมเดือดพล่านไปทั่วร่างจนร้อนระอุ ก่อนจะผลักร่างน้อยนั้นออกห่าง กระทั่งฟางซินเซอาดๆเกือบล้มก้นกระแทกพื้น
“ทำแบบนี้เพื่อสิ่งใด?”เอ่ยถามไปเพียงเท่านั้น ก่อนร่างทั้งร่างจะรู้สึกชาวาบไปทั้งกาย ดวงตาเบิกโพล่งลำคอเริ่มตีบตัน ไม่ทันชั่วอึดใจร่างใหญ่ก็ทรุดลงคุกเข่าเมื่อพิษบางอย่าง กระจายไปทั่วกายมือเท้าเริ่มชาไร้ความรู้สึก
“เ้าทำอะไรกับข้า?”เสียงแหบแห้ง พยายามเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก
“อภัยให้ข้าด้วย แต่ข้าไม่อยากเป็ฮูหยินเพื่อรอความตายจากท่าน”
เสียงหวานเอ่ยเท่านั้น ก่อนร่างเผ่าอสูรสี่ตนจะเผยกายออกมาจากเงามืด ฟางซินเดินถ่อยหลังไปให้ห่างจากบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็ว่าที่สามีของตน เมื่อภารกิจที่นางได้รับมอบหมายจากบุรุษคนรักลุล่วงไปแล้ว ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้เ้าพวกอสูรจัดการเสีย
ร่างบางอ้อนแอ้นมองบุรุษที่กำลังต่อสู้กับพวกอสูรสี่ตนเป็ครั้งสุดท้ายก่อนกลับไปยังห้องพักของตนแล้วทำเป็ว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย
หานหลิงไม่รู้ว่านางใช้วิธีใดถึงนำพิษเข้าสู่กายได้โดยที่ตนไหวตัวไม่ทัน แต่ที่แน่ๆคือพิษนี้หาใช่พิษดาษดื่น ตนััและเรียนรู้เื่พิษของทุกแคว้น ทุกเมือง แต่เ้าพิษตัวนี้กลับไร้ความคุ้นเคยนัก
ยังไม่ทันที่หานหลิงจะวิเคราะห์ถึงพิษที่ตนกำลังเผชิญ เ้าอสูรสี่ตนต่างก็กรูกันเข้ามาโจมตี สภาพร่างกายที่ชาด้านกระดิกตัวแทบไม่ได้นี้ ทำให้หานหลิงตกเป็รองเมื่อรู้ตัวว่าสู้ไปก็ไร้ซึ่งประโยชน์ ทั้งยังรู้เจตนาของสมุนแดนอสูรว่าย่อมหมายปราณของดาบหมื่นพิษจากร่างตน จึงใช้โอกาสที่ยังคงมีแรงรวบรวมปราณภายในซัดเข้าใส่เหล่าอสูรจนกระเด็ดออกห่างไปหลายก้าว ก่อนะโลงผ่าไร้ก้นพร้อมกับความกังขากับเื่ที่เกิดขึ้น
ดวงตาคมกริบหลับพริ้ม ทิ้งกายลงเหวไปใจอดนึกยินดีไม่ได้ว่าสุดท้ายก็ได้ตายสมใจเสียที!
กรี๊ด!
เสียงกรีดร้องของสตรีทำให้หานหลิงเบิกตาโพลง ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกร่างน้อยในอาภรณ์สีขาวบางเบาก็ร่วงลงมากระแทกอกตนดังอั๊ก ทั้งยังกอดกายตนไว้แน่นยิ่งกว่าปลิงเสียอีก
เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่! จู่ๆร่างก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ปะทะเข้ากับอ้อมแขนของชายคนหนึ่ง แต่ที่พีคยิ่งกว่า พระเ้า!
ก็เธอกับชายแปลกหน้ากำลังร่วงลงสู่หุบเหวอยู่นะสิ นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี้ย?
******************************************
ปล.นักท่านงงตรงไหน เม้นบอกกันได้นะคะ ไรท์จะได้รู้จุดผิด ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้า