“เ้าจะถามอันใดให้มากความกัน?ถ้าขืนเ้ายังชักช้าข้าจะไปรายงานว่าครอบครัวของเ้าขัดขืนคำสั่งของตระกูล!” ผู้พิทักษ์ตระกูลคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดเขาเป็ชายหนุ่มที่เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะในบรรดาคนรุ่นเดียวกันเลยทีเดียวแต่งานแรกของเขาหลังจากได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้พิทักษ์ตระกูลกลับเป็การมาตามตัวเด็กน้อยคนหนึ่งเนี่ยนะ?!
แค่คิดก็อดที่จะรู้สึกแย่ขึ้นมามิได้แล้ว!แถมฝ่ายตรงข้ามยังมัวแต่ชักช้าซักถามมากมายอีกต่างหากถ้าไม่ติดว่ามีคำสั่งห้ามลงไม้ลงมือเขาคงจะตบชายกลางคนตรงหน้าด้วยหลังมือไปแล้ว
“ข้าน้อยขออภัยจริงๆ ขอรับ ข้าเพียงแค่เกิดข้อสงสัยขึ้นเท่านั้นวอนท่านผู้พิทักษ์ตระกูลได้โปรดเมตตาไขข้องข้องใจของข้าน้อยให้กระจ่างทีเถิด” ชายกลางคนที่รับรู้ได้จากน้ำเสียงว่าอีกฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาเขาจึงรีบประสานมือก่อนจะก้มตัวให้กับอีกฝ่ายแล้วกล่าวขอโทษออกมาในทันที
ศักดิ์ศรีของตัวเขานั้นมิสำคัญเท่าชีวิตของครอบครัวการก้มหัวแค่นี้มินับเป็อันใดแม้แต่น้อย
ต่อให้ต้องคุกเข่าก้มหัวขอร้องอีกฝ่ายเขาก็ยินดีที่จะทำถ้ามันทำให้ครอบครัวของเขาปลอดภัย...
“...คุณหนูสี่เรียกขาน ส่วนสาเหตุพวกข้าก็มิอาจทราบได้เช่นกัน” ชายหนุ่มที่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็เกิดอาการเห็นใจขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่เขาจึงบอกกล่าวข้อมูลบางส่วนให้กับอีกฝ่ายได้รับรู้
“ข้าขอไปด้วยจะได้ไหมขอรับ? ข้าสาบานว่าจะไม่เข้าไปวุ่นวายอันใดแน่นอน!”ชายกลางคนที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มเกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมาเขากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขอร้องอ้อนวอนอย่างเต็มที่
ดูเหมือนสิ่งที่เขากังวลเอาไว้มันจะเกิดขึ้นจริงเสียด้วยแต่เขาก็ไม่คาดคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นรวดเร็วถึงเพียงนี้!
“ตามใจเ้าเถิด รีบไปตามตัวบุตรสาวของเ้ามาได้แล้วอย่าปล่อยให้คุณหนูสี่ต้องรอนาน!”ชายหนุ่มในชุดผู้พิทักษ์ตระกูลสีขาวสง่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนที่เขาจะสะบัดตัวแล้วเดินไปรออยู่ที่รั้วทางเข้าบ้านของหรูเป้ยเฟิงแทน
...
ครอบครับของอิงฮวาที่มิอาจขัดขืนอันใดได้จึงต้องเดินตามเหล่าผู้พิทักษ์ตระกูลไปแต่โดยดีพวกเขาเดินไปตามทางที่ค่อนข้างจะซับซ้อนและตรงเข้าไปยังเขตชั้นในของตระกูลที่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปแม้แต่ครั้งเดียวด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
ที่ด้านในสุดของทางเดินทอดยาวซึ่งถูกปูด้วยหินชั้นดีและโอบล้อมด้วยต้นไพ่สีเขียวชอุ่มมีเรือนหลังงามตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ให้ความรู้สึกที่เงียบสงบเป็อย่างมาก
รอบเรือนหลังงามซึ่งทำจากไม้เนื้อดีทั้งหลังมีบ่อปลามงคลล้อมรอบเพียงแค่มองลงไปก็ให้ความรู้สึกที่เย็นสบายอย่างบอกมิถูก
“เข้าไป!” ทันทีที่เหล่าผู้พิทักษ์ตระกูลเดินมาถึงด้านหน้าของประตูไม้ขนาดใหญ่พวกเขาก็หยุดฝีเท้าลงก่อนจะสั่งให้ครอบครัวของอิงฮวาเดินเข้าไปด้านใน
หรูเป้ยเฟิงทำการคารวะเหล่าผู้พิทักษ์ตระกูลเล็กน้อยก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปเป็คนแรกภาแรกที่เขาได้เห็นหลังจากเปิดประตูเข้าไปก็คือห้องโถงที่มีขนาดกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
ภายในห้องนั้นถูกตกแต่งเอาไว้อย่างเรียบง่ายแต่ก็ให้ความรู้สึกถึงพลังอำนาจอย่างบอกมิถูกมีผู้คนหลายสิบคนรออยู่ภายในห้องแห่งนี้อยู่แล้ว
“มัวยืนทำอะไรกัน?ทำไมไม่เข้ามาคารวะคุณหนูสี่!”ชายกลางคนที่สวมชุดขุนนางสีแดงผู้หนึ่งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังทำให้หรูเป้ยเฟิงและเหมยลี่ที่กำลังยืนเหม่ออยู่ต้องคุกเข่าลงคารวะในทันที
“ข้ารับใช้หรูเป้ยเฟิง ขอคารวะคุณหนูสี่” ชายกลางคนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้ารับใช้เหมยลี่ ขอคารวะคุณหนูสี่” หญิงสาวคนผู้เป็ภรรยาก็กล่าวออกมาเช่นกัน
แต่แล้วคู่สามีภรรยาก็ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเพราะทุกสายตาของผู้คนในห้องมิได้จับจ้องายังตัวของพวกเขาแต่กลับจ้องมองไปยังร่างของใครบางคนด้านหลังของพวกเขาแทน
นั่นก็คือซิ่วอิงฮวานั่นเอง! ร่างของเด็กสาวตัวน้อยยืนนิ่งสงบมิได้รู้สึกสะทกสะท้านอันใดแม้แต่น้อย!!
ครึ่งหลัง
“อิงฮวา! คุกเข่าเร็วเข้า!”หรูเป้ยเฟิงรีบกล่าวออกมาด้วยความร้อนรนเขาพยายามจะใช้มือข้างหนึ่งดึงร่างของบุตรสาวให้ย่อตัวลงอย่างสุดความสามารถ
แต่ร่างของเด็กสาวตัวน้อยกลับแข็งทื่อดุจภูผาใหญ่มิสั่นคลอนต่อแรงฉุดรั้งของเขาแม้แต่น้อย
“ลูกรัก ทำตามที่บิดาของเ้าบอกเถิด” เหมยลี่ที่เห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ยอมทำตามที่ชายกลางคนบอกกล่าว นางจึงเกิดความร้อนรนขึ้นมาเช่นกัน
“ท่านพ่อ ท่านแม่คุณหนูสี่ยังมิได้บอกกล่าวอันใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ พวกท่านจะร้อนรนไปเพื่อเหตุใด” ทันทีที่ปากของเด็กสาวตัวน้อยอ้าออกนางก็กล่าวคำพูดที่ทำให้ทุกคนในห้องรับรองแห่งนี้ตะลึงออกมา
เหล่าข้ารับใช้ของคุณหนูสี่ต่างรู้สึกโกรธเคืองในกิริยาของเด็กน้อยผู้นี้ขึ้นมามิใช้น้อยถึงจะเป็เด็กแต่การมิรู้จักที่ต่ำที่สูงมันไม่ใช่เื่ที่จะอภัยให้กันได้สิ่งนี้บ่งบอกถึงการขาดการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดาได้เป็อย่างดี
“เ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! กล้าดีเช่นไรมาทำท่าทีเช่นนี้ต่อหน้าคุณหนูสี่กัน!” และแล้วก็มีผู้ที่อดรมทนมิไหวจนได้ชายกลางคนในชุดสีแดงใช้พัดชี้หน้าของอิงฮวาพลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังถ้าสายตาของเขาสามารถฆ่าคนได้ ร่างของเด็กน้อยอิงฮวาคงขาดเป็หลายท่อนไปแล้ว!
“ขอคุณหนูสี่โปรดให้อภัยอย่าทำอะไรลูกของข้าเลยขอรับ!/เ้าค่ะ!” หรูเป้ยเฟิงและเหมยลี่ต่างพากันโขกศีรษะลงกับพื้นห้องมิยอมหยุดพวกเขาะโขอร้องออกมาด้วยน้ำเสียงอันน่าสงสาร
“ฮ่าฮ่าฮ่า อิงฮวา พ่อแม่ของเ้าช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก” เมิ่ง ชิงชิงที่มีสีหน้าเคร่งครึมในตอนแรกพลันหัวเราะร่วนออกมา นางทนปั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป!
ครอบครัวของเพื่อนคนแรกของนางช่างมีจินตนาการล้ำเลิศยิ่งนักแต่จะโทษพวกเขาก็ไม่ถูก เพราะถ้าเป็ข้ารับใช้หรือบุคคลอื่นมาทุบตีนางรวมถึงกล้าทำกิริยาเช่นนี้แล้วล่ะก็...วันถัดไปบุคคลเ่าั้คงกลายเป็ศพอยู่กลางหุบเขาไปแล้ว
“ก็ใครใช้ให้เ้าเป็ถึงคุณหนูสี่กันเล่า พ่อแม่ของข้าจะกังวลก็ไม่เห็นแปลกอะไร”อิงฮวายักไหล่ให้อีกฝ่ายอย่างไม่หวาดเกรงสายตาของผู้พิทักษ์ตระกูลโดยรอบแม้แต่น้อยนางกล่าวตอบอย่างเป็กันเองกลับไป
“สามหาว! เ้ากล้าพูดกับคุณหนูสี่เช่นนี้ได้ยังไงกัน!!”มีข้ารับใช้ผู้ซึ่งเป็ชายชราหนวดดำงามตวาดออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเขาชี้พัดเหล็กใส่หน้าของเด็กสาวตัวน้อยที่กล้ากล่าววาจาสนิทสนมกับคุณหนูสี่ด้วยทีท่าเคร่งครึม
“ลุงฉี! อย่าพูดเช่นนั้นกับเพื่อนของข้า!การที่ท่านทำเช่นนี้ตลอดเวลาข้าเลยมิมีเพื่อนสักคนจนถึงทุกวันนี้ไง!”เมิ่ง ชิงชิงกล่าวขัดข้ารับใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงที่ดังมากกว่าปกตินางเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็ห่วงนาง แต่เพราะการที่มีชายชราคอยจ้ำจี้จ้ำไชเช่นนี้นางถึงมิมีเพื่อนเลยสักคน
วันๆ เอาแต่ฝึกตนและร่ำเรียนตำราชีวิตขาดสีสันสิ้นดี!
“คุณหนูขอรับ! ท่านจะคบใครเป็เพื่อนก็ต้องเลือกให้ดีนะขอรับ”ชายชราพยายามจะกล่าวแย้งออกมามากกว่านี้แต่ก็ต้องเงียบไปเสียก่อนเพราะสายตาของเมิ่งชิงชิงที่จ้องมองมาทางเขาด้วยความโกรธ
“เอาล่ะ ๆการพูดคุยด้วยอารมณ์ให้มันจบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและอบอุ่นดังขึ้นมาอย่างไร้ร่องรอยเหล่าผู้พิทักษ์ตระกูลต่างพากันชักอาวุธออกมาด้วยความหวาดระแวง
การที่มีใครสักคนสามารถส่งเสียงออกมาภายในห้องแห่งนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวได้นั้นบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าฝ่ายตรงข้ามก็คือยอดฝีมือ!
“ใครกัน?! เลิกแสร้งทำตัวเป็ผีสางแล้วปรากฏตัวออกมาเสียดีๆ !” หัวหน้าผู้พิทักษ์ตระกูลในชุดสีขาวตวาดออกมาเสียงดัง เขาพยายามแผ่กระจายลมปราณออกมาจากตัวเพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมภายในห้องแห่งนี้แต่ก็ไร้ผล