ก่อนหลี่อวี้ฝูออกมาจากเหวยฝูไปโรงเหล้าหงอวี้หมี่ในยามวิกาลนางไม่ลืมฝากฝังให้คนใช้คอยดูแลคุณชายเฉิงให้ดีอี้เสาเย่เข้าใจความคิดเ้านายดีในระดับหนึ่งนางเสนอตัวจะคอยกำกับนางกำนัลคนอื่นให้รับใช้คู่หมั้นขององค์หญิงให้ดีที่สุดตอนนี้ดึกมากแล้ว เสี่ยวเหวยเป็ห่วง อยากให้อาจารย์แม่พาพวกทหารไปอารักขาด้วยแต่นางก็ปฏิเสธไปว่ามีคนของร้านเซียงจิ่วไปด้วยเสี่ยวเหวยจึงยอมวางใจไปในระดับหนึ่ง
เป็ไปตามอย่างที่หลี่อวี้ฝูว่าเถ้าแก่ซุนส่งรถม้าพร้อมคนมาคอยอารักขานางอย่างดีระหว่างทางจากเหวยฝูไปยังโรงสุราหงอวี้หมี่ห่างกันเป็เวลาเกือบหนึ่งก้านธูปเพราะจุดหมายนั้นอยู่ไกลถึงแถบชานเมือง
เมื่อหลายปีก่อนองค์หญิงผิงอันเดินทางไปยังเมืองอันรุ่ยเพื่อแสวงหาประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญหมากล้อมแต่ไร้วาสนาบังเอิญได้เจอคู่สามีภรรยาแบกกระบุงข้าวอันเขื่องผ่านไปโดยที่มีเมล็ดข้าวตกลงมาตลอดทางข้าวที่พวกเขาไม่สนใจว่าจะตกหล่นมากน้อยเท่าไร ทว่านางกลับสนใจมากเมล็ดข้าวนั้นดูแล้วแสนพิเศษเพราะเมื่อกระเทาะเปลือกออกมีสีแดงแวววาวดูผิดตาลองสอบถามดูว่าเหตุใดถึงไม่ใยดีข้าวที่ดูล้ำค่าเช่นนี้พวกเขาอธิบายว่าเมื่อก่อนเป็ที่นิยมมาก มีเศรษฐี ขุนนางมาขอซื้อกันให้วุ่นแต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่กลับมาซื้อซ้ำ ทั้งยังขายให้ชาวบ้านไม่ได้อีกด้วยเหตุว่าข้าวประหลาดนี้หุงแล้วแข็งกว่าข้าวธรรมดาทั่วไปแข็งเสียจนไม่สามารถทานได้ ข้าวแดงที่หลี่อวี้ฝูมองว่ามีค่าสำหรับชาวนาคู่นี้และคนอื่นต่างมองมันเป็เพียงข้าวไร้ค่าที่มีดีเพียงรูปโฉมแปลกตา
แต่หลี่อวี้ฝูไม่คิดแบบนั้นของที่นางคิดว่าล้ำค่า สิ่งนั้นย่อมล้ำค่าโดยแท้จริง
เนื่องจากเคยศึกษาการทำสุราจากเถ้าแก่ซุนมามากพอสมควรหญิงสาวขอซื้อในราคาสูงกว่าตลาดแต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาต้องผูกขาดขายให้นางเพียงผู้เดียวเพราะเมล็ดข้าวนี้เมื่อกลั่นทำสุราออกมามีสีแดงเฉดเข้มดั่งอัญมณีนางจึงตั้งชื่อว่าสุราข้าวทับทิม
หลังจากนั้นชื่อเสียงของสุราหงอวี้หมี่ดังไปทั่วทั้งในและนอกแผ่นดินไม่เพียงแต่รสชาติหวานละมุนลิ้นมากกว่าสุราข้าวหมักทั่วไป ยังมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูกำลังอีกด้วย
ขณะนี้องค์หญิงผิงอันเดินทางมาถึงโรงสุราแล้วนางเดินลงจากรถม้าโดยมีชายฉกรรจ์เดินตามหลังเกือบสิบคนภายในรั้วแบ่งแยกเป็สัดส่วนชัดเจนบอกนิสัยเ้าของได้ดีพวกเขาเดินเข้าไปที่โกดังข้างหลังสุดที่นี่เป็โกดังเก่าที่เคยใช้เก็บข้าวและน้ำตาล แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เปลี่ยนมาไว้เก็บอริแทน
เติ้งชุนเถาและเซี่ยเผิงถูกมัดมือมัดเท้า ปิดปาก และปิดตาอย่างแ่าต่อให้เปิดประตูทิ้งไว้ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาช่วยทั้งสองได้
"เติ้งชุนเถา"
"เซี่ยเผิง"
หลี่อวี้ฝูเดินเข้าไปหาคู่กรณีพลางเรียกชื่อพวกเขาเมื่อทั้งคู่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตนก็คิดว่ามีคนมาช่วยส่งเสียงอู้อี้สุดกำลังหวังให้เป็เทพธิดามาโปรด
แต่หารู้ไม่ว่านี่คือยมทูตนี่กำลังเข้ามาชำระความ
"ข้าพอใจกับผลงานมากบอกเถ้าแก่ซุนด้วย"องค์หญิงผิงอันเอียงศีรษะหันกลับไปคุยกับกลุ่มชายข้างหลัง เพียงหนึ่งประโยคสามารถทำให้ชายฉกรรจ์นับสิบก้มหัวให้ได้อย่างปรีดาทันที
ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นรีบเข้าไปเปิดปากและตาให้เซี่ยเผิงสภาพของเขาใบหน้าซีดเซียว นั่นเป็เพราะไม่มีน้ำหรืออาหารตกถึงท้องมากว่าหนึ่งวันเต็มแล้วความจำสุดท้ายคือกำลังเล่นพนันอยู่ที่หอเหมยกุ้ยโหลวดื่มสุราจอกหนึ่งเข้าไปไม่ทันระวังตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ถูกจับมัดเสียแล้ว
"จำข้าได้หรือไม่?"
"เราเคยเจอกันที่ร้านเซียงจิ่วหลายครั้ง"องค์หญิงผิงอันกล่าวเสียงเรียบพลางยื่นโคมไฟเข้าไปส่องหน้าอีกฝ่าย"เ้าจำข้าได้หรือไม่?"
แสงไฟจากโคมทำให้แสบตาเซี่ยเผิงรีบหันหน้าหนีก่อนตอบเสียงอ่อนแรง "เ้าพูดเื่อะไรข้าไม่เคยเจอเ้า"
"ข้าเสียใจนะ"นางหลับตาชังหัวเราะเล็กน้อยทั้งที่เคยทำกับนางถึงขนาดนั้น เหตุใดถึงลืมกันไปง่ายดายเช่นนี้
"เ้ายังเคยเอาของมาให้ข้าที่บ้านเลย"ยมทูตในคราบสาวงามแกว่งโคมไฟไปมาน้ำเทียนร้อนหยดใส่ร่างชายวัยกลางเขากรีดร้องเสียงดังและพยามดิ้นหนีทว่าถูกชายร่างใหญ่จับไว้
"เหวยฝู…บ้านของข้า"นางโน้มกายลงไปกระซิบเสียงแ่เบาแสงจากโคมส่องให้เห็นใบหน้าได้ชัดเจน
"องค์หญิงผิงอัน!!!"ทันทีที่เซี่ยเผิงเห็นหน้าของผู้มาเยือนเขาร้องเสียงดังอีกครั้งเหมือนเห็นผี ปฏิกิริยานี้ทำให้นางชอบมากชอบจนยิ้มออกมาไม่รู้ตัว
"นึกออกแล้วสินะ"
"องค์หญิง…ข้า…ข้า"
"แต่เหตุใดถึงพึ่งนึกออกล่ะ?"หญิงสาวเอียงหน้าไปมาช้าๆ โดยสายตาของนางยังจ้องเซี่ยเผิงไม่วางตาปากที่ยังยกยิ้มเสริมให้เหมือนฆาตกรโรคจิตก็ไม่ปาน "ทั้งที่บังอาจเหยียบหน้าข้า…เหตุใดถึงจำข้าไม่ได้?"
"เ้ากล้าดีอย่างไร"
"เหตุใดถึงกล้าลืมใบหน้านี้ของข้าได้?"
ใบหน้าของเธอยังเหมือนเดิมแต่มือขวาที่ถือโคมไฟกลับเทราดน้ำเทียนร้อนลงขาฝ่ายชายจนเขาร้องแทบไม่เป็ภาษาอย่างทรมาน"ได้โปรดองค์หญิง…ข้าผิดไปแล้ว"
"เหตุใดถึงทำเช่นนั้นล่ะ…อาเผิง?"หลี่อวี้ฝูวางโคมไฟที่ไร้แสงสว่างไว้ข้างตัวแล้วย่อกายลงนั่งยองพูดกับเขาเสียงอ่อนโยน "เหตุใดถึงทำเช่นนั้นล่ะ…อาเผิง"
นางถามประโยคซ้ำยิ่งปั่นประสาทอีกฝ่ายให้กลัวยิ่งขึ้น
"องค์หญิง…ข้าน้อยถูกจ้างวานมา…ได้โปรดยกโทษให้ข้าน้อยด้วย…ข้าน้อยสมควรตาย"
"นางให้ค่าจ้างเท่าไรล่ะ?"
"ข้าน้อยผิดไปแล้ว"
"ข้าถาม…ว่านางให้เ้าเท่าไร?"เพียงเสี้ยววินาทีหลี่อวี้ฝูดึงปิ่นปักผมออกมาจนผมสยายกลางหลังนางพุ่งเข้าไปใกล้ตัวเซี่ยเผิงโดยใช้เข่าทั้งสองดันไหล่เขาไว้ปิ่นปักผมปลายแหลมจ่อกลางตาพร้อมแทงเข้าไปได้ตลอดเวลา "เ้านายของเซี่ยชิวน่ะ"
เสียงกระซิบแ่เบาดั่งลมหายใจจากปรโลกปลายปิ่นถูกย้ายมานาบที่ถุงใต้ตาเป็ความหมายแบบไม่มีคำพูดว่าหากเซี่ยเผิงขยับตัวไม่ดูหลักฮวงจุ้ยให้ดี ปิ่นเล่มนี้ได้แทงเข้าเบ้าตาทั้งด้ามแน่
"สิบอีแปะ?"
"ร้อยอีแปะ?"
"ห้าร้อยอีแปะ?"
"สิบตำลึง?"
"ร้อยตำลึง?"
"พันตำลึง?"
"หมื่นตำลึง?"
"สิบตำลึงทอง?"
"ร้อยตำลึงทอง?"
เสียงร้องของเซี่ยเผิงดังก้องเพราะทุกครั้งที่องค์หญิงผิงอันพูดถึงจำนวนเงินนางจะกรีดปลายปิ่นเข้าที่ถุงใต้ตาแลลากยาวลงคางของเซี่ยเผิงหนึ่งครั้งนางถามไปแล้วเก้าครั้ง นั่นหมายความว่าหน้าของเซี่ยเผิงถูกกรีดไปแล้วเก้าครั้ง
"หรือพันตำลึงทองกัน?"นางย้ายปลายปิ่นลงไปที่คอบริเวณคอหอยกล่องเสียง "ราคาชีวิตเ้าเท่าไรกันเหตุใดถึงกล้าแหย่เสือเล่า?"
เสียงหอบหายใจของเซี่ยเผิงสูงต่ำไม่คงที่ดวงตากลมใดปรายลงมองมือของเขาที่ถูกมัดตรงหน้าส่วนมือเรียวสอดเข้าไปขยุ้มจับผมที่ท้ายทอยแล้วกระชากให้มองตาม
"มือคู่นี้หรือใช้ทำเื่เลว?"
นางลดเข่าข้างขวาลงบดขยี้หลังมือเขาเต็มแรงเซี่ยเผิงทั้งร้องทั้งกัดปากทุรนทุราย "น่าสงสารเหลือเกิน"
"ข้างไหนหรือ?"แลตามด้วยข้างซ้ายสรุปคือมือทั้งสองข้างของฝ่ายชายถูกบดขยี้แบบไม่ใยดี ไม่มีจิตสำนึกมนุษยธรรม เสียงโหยหวนของเขาดั่งเสียงของปีศาจทำเติ้งชุนเถาที่ถูกปิดตาได้รับรู้แค่เสียง ตัวสั่นงกจนธาตุเปิดปัสสาวะไหลออกมาเลอะเทอะไปหมด "สองข้างหรือ?"
"น่าสงสารเหลือเกิน"หลี่อวี้ฝูกล่าวด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่แสนสงสารแต่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความชอบใจเหมือนเื่สนุก "ไม่น่าเลย"
"เ้าไม่น่าเจอเื่ร้ายแบบนี้เลย"
"ฆ่าข้าให้ตายเสียเถอะ"เซี่ยเผิงพูดด้วยเสียงที่แหบแห้งแทบไม่มีเสียงจะพูดเสียงของเขาใช้กับการแสดงอาการเ็ปหมดแล้วดังนั้นเสียงสำหรับขอชีวิตหรืออ้อนวอนความตายจึงเหลืออยู่เพียงนิด
"เ้าจะตายได้อย่างไร?"หลี่อวี้ฝูเอียงปิ่นใช้ด้ามมนไม่มีคมลูบหน้าเขาอย่างอ่อนโยนทั้งมือที่ขยุ้มผมอยู่ก็ลูบศีรษะเขาด้วยท่าทีรักใคร่เหมือนลูกน้อยในอก "ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ"
แต่เมื่อหมดสนุกภาพประตูสำนักเหวยฝูลายเสือลงลายทองที่เปื้อนโคลนและมีกระดาษประโยคสบประมาทเด่นชัดในหัวด้ามปิ่นถูกเอียงกลับที่เดิมนางเงื้อมือขึ้นแล้วแทงที่กล่องเสียงเซี่ยเผิงสุดกำลังจนมิดด้ามเซี่ยเผิงตอนนี้ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเปล่งเสียง ได้แต่ตาเหลือตัวสั่นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเ็ป
ตอนนี้จะบอกว่าเขาเ็ปรวดร้าวใจแทบอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปก็ไม่เกินจริง
"มองหน้าข้า"นางจับศีรษะของเซี่ยเผิงที่สั่นไปมาให้มองใบหน้าของนาง"ข้าบอกให้ลืมตามองหน้าข้า"
"เ้าจะต้องจดจำใบหน้าของข้าไปตลอดชีวิต"
หลังจากนั้นองค์หญิงผิงอันดึงปิ่นปักผมด้ามสวยออก เืที่คอของเซี่ยเผิงพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุทว่าเ้าของผลงานกลับไม่มีความตื่นกลัวแม้แต่นิดความนิ่งเฉยปนสนใจในแววตาของนางคือความน่ากลัวที่แท้จริง
"แม่เฒ่า"นางค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาเติ้งชุนเถาที่พยามใช้หน้าคลานหนีสุดตัวแต่ก็ไร้ประโยชน์ หญิงชราถูกชายฉกรรจ์สองคนหิ้วปีกลากเข้ามาหายมทูต "แม่เฒ่าก็แก่มากแล้ว…ทำไมมาอยู่ตรงนี้เล่า?"
"เหตุใดต้องมาเจอข้าก่อนเจอยมทูตเล่า?"
"องค์หญิง…องค์หญิงผิงอัน โฮๆๆๆ ได้โปรด…หม่อมฉันไม่ทราบว่าเป็องค์หญิงหากหม่อมฉันทราบ หม่อมฉัน หม่อมฉันจะห้ามนางไว้"
"ไม่สิ…แม่เฒ่าเติ้ง ท่านจะพูดเช่นนี้ไม่ได้"องค์หญิงผิงอันส่ายหน้าด้วยความผิดหวังนางใช้เสื้อของเติ้งชุนเถาเช็ดปิ่นเปื้อนเืจนสะอาดหากรู้ว่าเป็นางจะห้ามบุตรีไว้หรือแสดงว่าลูกจะทำแบบนี้กับคนอื่นก็เหมาะสมควรเห็นดีเห็นงามด้วยหรือนี่คือคำพูดของคนที่เกิด โต และแก่มาเพื่อเกะกะแผ่นดินทำมาหากินคนอื่น "ไม่ว่าใครก็ไม่สิทธิ์ถูกกระทำเช่นนี้สิ"
"ถูกแล้ว…ถูกแล้ว…ไม่สมควร…ไม่สมควรข้าทำผิดมหันต์ อย่าทำอะไรข้าเลย"เติ้งชุนเถารีบพยักหน้าเห็นด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำหูน้ำตาของหญิงชราที่มาเสียทีตอนแก่ช่างน่าเวทนา "โฮๆๆ ข้าสำนึกผิดแล้ว"
"ไม่ได้สิไม่สมจริงเอาเสียเลย"องค์หญิงหัวเราะพลางส่ายหน้าอีกครั้งทั้งที่กำลังกล่าวสำนึกผิดของตัวเอง แต่เหตุใดนางถึงไม่รู้สึกถึงความจริงใจเลยรู้สึกเพียงหยิงผู้นี้้าเพียงจะหาคำมาบรรยายเพื่อล้างความผิดของตนเท่านั้น "พูดใหม่"
"ข้าน้อย…สำนึกผิดแล้วจริงๆ องค์หญิง…ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย"
"พูดใหม่"
"โฮๆๆได้โปรด"
หลังจากนั้นองค์หญิงยมทูตบังคับให้เติ้งชุนเถาพุดสำนึกผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งคืนจนรุ่งสางจนกระทั่งเติ้งชุนเถาหมดแรงลงไปอ้าปากพะงาบอยู่ที่พื้นแม้ถูกหักข้อเท้าไปสองข้างก็ไม่สามารถร้องได้เต็มเสียง เรียกได้ว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงอย่างแท้จริง
"เ้าจะต้องทุกข์ทรมานกับการตัดสินใจในครั้งนั้นไปตลอดชีวิต"
หลังจากนั้นหลี่อวี้ฝูถอดเสื้อคลุมสีดำเปื้อนเืออกให้คนของเซียงจิ่วจัดการรวมไปถึงเติ้งชุนเถาและเซี่ยเผิงที่สภาพถลอกปอกเปิกไปทั้งตัว
กว่าหลี่อวี้ฝูเดินทางกลับถึงตัวเมืองก็เริ่มสายแล้วเหตุการณ์ในสำนักเหวยฝูนิ่งสงบ แตกต่างจากจวนสกุลไป๋ที่เต็มไปทหารมากมายข้างนอกรั้วมีแต่ชาวบ้านมายืนมุง ก่อนเดินเข้าเหวยฝูนางหยุดมองป้ายชื่อสกุลไป๋หน้าจวนด้วยสายตาที่ไม่อาจเดาความหมายได้ก่อนเดินเข้าไปข้างในสำนักของตน
หลังจากนั้นไม่นานเื่ราวที่เกิดขึ้นในจวนสกุลไป๋ก็ถูกเล่าไปทั่วเหวยฝูแม้แต่เสี่ยวก็ยังต้องเข้ามาเล่าให้เ้าของสำนักฟัง ความว่าอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายข่งฟู่ ถือป้ายทองนำทหารเข้าคุมตัวไป๋หู่ด้วยความผิดรู้เห็นและสนับสนุนอาชญากรรมจับชาวบ้านมาบำเรอกามในกองทัพยักยอกภาษีเมืองคุนหลิง และฝักใฝ่อำนาจต่างแคว้นคิดก่อฏ ตามลำดับ
แน่นอนว่าไป๋หู่และครอบครัวไม่มีทางได้เดินทางไปยังหงเป่ยตลอดชีวิตแม้จะกลับมาที่จวนสกุลไป๋เองก็ไม่มีทาง
หลังจากเสี่ยวเหวยออกไปองค์หญิงผิงอันได้เขียนจดหมายขึ้นมาหนึ่งฉบับ นางวางพู่กันพลางหันไปยังทิศที่ตั้งจวนสกุลไป๋
"จะไม่มีใครได้ยินเสียงจามของท่านไปตลอดกาล"