อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    153 ให้มันจบๆ ไป

    เสี่ยวจิ้งมองหนอนสีดำอวบอ้วนหลายตัวกำลังชูคอเขมือบเพลิงของเขาอย่างสำราญใจด้วยความรู้สึกราวกับโดนดูถูกอย่างมาก…  เทพมังกรเพลิงสะบัดกระบี่ออกไปอีกครั้งอย่างไม่ยินยอม ‘คิดจะกินเพลิงของข้า …ก็จงกินจนท้องแตกตายไปเสียเถอะ !’ 


     

    ทว่าเมื่อเปลวเพลิงก้อนที่สองระเบิดออกไป แทนที่พวกมันจะท้องแตกตาย หนอนยักษ์สีดำเหล่านั้นกลับตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในความมืดสนิทนั้น ปราณธาตุเพลิงของเทพอสูรกลายเป็นอาหารบำรุงอย่างดีให้พวกมันเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ ไม่กี่อึดใจ ร่างของมันก็ใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัวแล้ว 


     

    มือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับไหล่ของเสี่ยวจิ้งไว้… ขณะที่เขากำลังจะฟาดดาบลงไปเป็นครั้งสาม เมื่อหันไปก็พบดวงตาสีเขียวครามของพี่สามกำลังจ้องมองมาที่เขา 


     

    “ไม่มีประโยชน์หรอก” ลวี่ซานถงเอ่ย “เจ้าทำเช่นนี้กลับยิ่งจะทำให้นายหญิงเหนื่อยกว่าเดิม” พลางหันหน้าไปอีกทาง เมื่อเสี่ยวจิ้งมองตามไปก็มู่เชียนย่อกายลงข้างบึงน้ำนั้นแล้ว  ท่าทางของนางสงบนิ่งอย่างมาก


     

    “พี่สาม.. ข้าไม่ชอบใจเลย” เสี่ยวจิ้งเอ่ย.. เขามองหญิงสาวผู้นั้นหยิบมีดสั้นเล่มเล็กขึ้นมาถือไว้ ท่าทางราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง 


     

    “เราควรอยู่เพื่อปกป้องนาง.. แต่เหตุใดเวลาเกิดเรื่องพวกเราจึงไม่อาจทำอะไรได้สักอย่าง ?!”  เทพมังกรน้อยเอ่ยขึ้นอย่างขัดเคืองผสมกับความอัดอั้นตันใจ


     

    “คงเพราะนั่นคือชะตาชีวิตของนาง …. คงเพราะนางเกิดมาเพื่อทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจทำได้” ลวี่ซานถงเอ่ย ดวงตาสีเขียวครามอ่อนแสงลง มองร่างเล็กที่ริมบึงนั้นด้วยความเป็นห่วงและจนใจ


     

    มู่เชียนถือมีดสั้นคมกริบเล่มหนึ่งเอาไว้  พลางคิดว่าควรจะกรีดแผลเล็กหรือใหญ่ ควรเลือกบริเวณใด  ใช้เลือดมากน้อยเพียงใด.. ก็ไม่ทราบ เมื่อคิดยากนัก … หลับตากรีดข้อมือในลักษณะคล้ายคนต้องการฆ่าตัวตาย !


     

    ‘ไม่เจ็บเท่าไหร่..’  อาจเพราะมีดนั้นคมมาก… มู่เชียนเพิ่งรู้สึกเย็นวาบที่ข้อมือโลหิตสีแดงสดของนางหลั่งไหลลงสู่ผืนน้ำสีดำสนิทนั้นแล้ว 


     

    ทันทีที่กระทบผืนน้ำหยดเลือดสีแดงนั้นก็เปล่งประกายสีทองสว่างจ้า… เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากนับร้อยก็ดังขึ้น ผืนน้ำที่เคยราบเรียบไม่ต่างจากระจกกลับเดือดพล่านราวกับไม่ต่างจากน้ำหม้อต้ม ควันสีขาวที่ระอุลอยขึ้นมาตัดกับน้ำเดือดสีดำทำให้มันดูอันตรายกว่าเดิม


     

    มู่เฉิงหลินและฟู่เจี่ยอีมองภาพนี้อย่างตกใจ… พวกเขาไม่คิดสักนิดว่ามู่เชียนคิดใช้เลือดของตนเองล้างบึง ทั้งสองจึงรีบปราดเข้ามาหานางด้วยความเป็นห่วง 


     

    แม้ทุกย่างก้าวจะลำบากอยู่บ้าง ทว่าเทียบกับเทพอสูรทั้งสอง พวกเขากลับไม่ได้ถูกปราณรัตติกาลกดข่มมากมายเพียงนั้น เพียงไม่นานก็สามารถเข้ามาใกล้มู่เชียนได้ ขณะคิดจะเข้ามาช่วยเหลือก็ถูกหญิงสาวชูมือห้ามเอาไว้


     

    “เจ้าพวกนี้กำลังอาละวาด อย่าทำให้ข้าเสียเรื่อง” มู่เชียนเอ่ย… มองแสงสีทองที่ค่อยจางหายไปในบึงสีดำ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ


     

    ปากแผลกว้างเกือบสองนิ้วที่ข้อมือของนางเริ่มสมานกันด้วยปราณเยียวยาในร่าง..  เลือดไหลซึมออกมาน้อยลงเรื่อยๆ มู่เชียนมองโลหิตมารที่เพิ่งถูกชำระล้างไปเพียงหนึ่งในสามส่วนแล้วก็ถอนหายใจยืดยาว…  มีดเล่มบางจรดลงบนข้อมืออีกครั้ง แล้วกรีดซ้ำลงไปกว้างกว่าเดิม !


     

    การลงมือคราวนี้ นางรู้สึกเจ็บกว่าเดิมมาก…!! ใบหน้าเล็กนิ่วลง ก่อนมือบางจะพลิกมีดตวัดผ่านข้อมืออีกข้างที่เหลือของตนด้วย… หากให้กรีดซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง  เกรงว่านางคงหักใจทำได้ยากแล้ว…​ 


     

    ‘ให้มันจบๆไป !!’ 


     

    โลหิตสองสายไหลพรั่งพรูลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง… เปลี่ยนบริเวณนั้นให้เป็นน้ำสีทองสว่าง ก่อนจะค่อยๆแพร่กระจายผ่านหนองน้ำสีดำไป   ทุกบริเวณที่แสงสีทองไหลผ่านจะเกิดเสียงกรีดร้อง ตามด้วยน้ำเดือดพล่าน  ไม่ถึงครึ่งเค่อต่อมาควันขาวลอยคลุ้งทั่วผืนน้ำและโถงถ้ำ จนแทบมองไม่เห็นสภาพรอบๆ.. 


     

    ภายในกลุ่มควันมีกลิ่นธูปจางๆ  หญิงสาวสัมผัสได้ถึงวิญญาณของเหล่าอัจฉริยะผู้โชคร้ายทั้งหลายที่ตายอยู่ในบึงแห่งนี้  พวกเขากำลังกล่าวคำขอบคุณนาง ก่อนจะพากันจากไปอย่างยินดี…   


     

    บาดแผลของนางปิดสนิทลงแล้วทว่านางยังคงกำมีดเล่มนั้นเอาไว้แน่นอย่างไม่วางใจ..  ความวิงเวียนจากการเสียเลือดไปถึงหนึ่งในสี่ของร่างทำให้นางมองภาพต่างๆได้ไม่ชัดเจนนัก..จนเมื่อควันสีขาวจางไป ผืนน้ำสีดำสนิทตรงหน้าเปลี่ยนเป็นหลุมแห้งๆ  มู่เชียนจึงยิ้มออกมาได้  


     

    นางโยนมีดเล่มนั้นกลับเข้าไปในมิติอย่างส่งๆ  ก่อนที่เอนกายไปข้างหลังอย่างผ่อนคลาย นางรู้ว่าเสี่ยวจิ้งและซานถงมายืนอยู่ข้างกายนางเรียบร้อยแล้ว มือของพวกเขาประคองร่างของนางไว้คนละด้าน ในขณะที่ฟู่เจี่ยอีและมู่เฉิงหลินอ้อมมายืนดูอาการนางอยู่ด้านหน้าอย่างเป็นห่วง


     

    เทพจิ้งจอกจับชีพจรของนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกว่าปกติว่า “หลังจากนี้ปราณอี้เจ๋อในร่างของท่านจะลดถอยลงไปหลายเท่า... ใช้เวลาครึ่งปีจึงจะฟื้นคืนมาได้.. ห้ามมิให้หักโหมหรือบาดเจ็บภายในอีก มิเช่นนั้น…สถานเบาอาจกระทบกับรากฐานของท่าน สถานหนักก็ถึงชีวิต เข้าใจหรือไม่ ?!” 


     

    แม้ไม่ได้กล่าวคำรุนแรง แต่น้อยครั้งนักที่ซานถงจะมีท่าทางเด็ดขาดกับนางเช่นนี้ ความกังวลของเขาทำให้นางซาบซึ้งใจ  ทว่านางก็ยังไม่ต้องการให้เขาเคร่งเครียดจนเกินไปนัก ประกอบกับการทำลายบ่อโลหิตประสบความสำเร็จ  หญิงสาวจึงเอ่ยวาจาหยอกล้อออกมาอย่างอารมณ์ดี


     

    “คำของท่านสาม ข้ามู่เชียนย่อมมิกล้าไม่เชื่อฟัง” ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาด้วยความอ่อนล้า  เทพจิ้งจอกก็แค่นเสียงหัวเราะออกมาครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ได้ 


     

    มือเรียวยาวหยิบโอสถสมานแผลออกมา ทาลงบนบาดแผลของนายหญิงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับปล่อยปราณโอสถลงไปผสมด้วย  “เจ็บนิดหน่อยนะขอรับ.. ต้องทาโอสถนี้ทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน จะได้ไม่เหลือรอยแผลเป็น”


     

     “ท่านเทพโอสถเอ่ยเช่นไร ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยอย่างสุภาพ  ลวี่ซานถงก็รู้ดีว่านางเจตนาหยอกล้อให้เขาอารมณ์ดีขึ้นเท่านั้น ทว่าเห็นนางเป็นเช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจรู้สึกดีได้เลยสักนิด


     

    เสี่ยวจิ้งเช่นกัน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจริงจังอย่างหาได้ยาก  “เจ้าลืมตาให้ได้ก่อน ค่อยหยอกล้อผู้อื่นดีหรือไม่ !! ไม่ไหวก็นอนไปสิ พูดมากอันใดกัน !? ข้าจะบอกเจ้านะ.. สิ่งที่เจ้าทำวันนี้ข้าไม่พอใจอย่างมาก !! ชะล้างได้หนึ่งในสามก็หนึ่งในสามสิ เหตุใดต้องฝืนร่างตนเองเพียงนั้นด้วย ไว้เดือนหน้าค่อยมาใหม่จะเป็นไรไป….” 


     

    “จะช้าเร็วอย่างไรก็ต้องทำลายมันอยู่ดีนี่นา..” มู่เชียนเอ่ยเสียงเบาอย่างอ่อนแรง  “อีกอย่างข้ามีเวลาไปๆมาเช่นนั้นที่ไหนกัน พวกเราต้องไปทวีปตะวันตก จากนั้น..ยังไม่รู้ต้องไปที่ใดอีก แล้วระหว่างที่พวกเราไม่อยู่จะมีคนเดือดร้อนเพราะบ่อนี่อีกมะ… อื้ออ..” 


     

    เสี่ยวจิ้งตะปบมือปิดปากของมู่เชียนไว้แน่น ทำให้นางไม่อาจเอ่ยวาจาจนจบได้  ผู้เป็นนายคิดจะพูดต่อจึงพยายามดึงมือของเขาออกไป ทว่ากลับต้องชะงักเมื่อดวงตาสีแดงคู่นั้นมองมาที่นางนิ่งอย่างเคร่งเครียด.. 


     

    “รีบพักผ่อนเสียสิ..  พูดอะไรมากมาย คราวนี้ข้ายอมแพ้เจ้าก็ได้” เทพมังกรเอ่ยเสียงนิ่ง 


     

    แม้จะถูกมือของเสี่ยวจิ้งตะปบไว้ครึ่งหน้า แต่ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ปรือของนางปรากฏรอยยิ้มอย่างดีใจ.. มิใช่ดีใจที่เถียงชนะเขาได้ แต่ดีใจที่เขาห่วงนางจนยอมให้นางชนะต่างหาก… 


     

    เห็นดวงตาของนางยิบหยีเพียงนั้น เสี่ยวจิ้งก็รู้ว่านายสาวผู้นี้กำลังได้ใจเพียงใด เทพมังกรหนุ่มอดไม่ได้ จึงใช้มืออีกข้างปิดตาของนางไปด้วยเสียเลย 


     

    “นอนเสีย ครึ่งชั่วยามค่อยออกจากถ้ำกัน” ยามนางนอนหลับ ปราณอี้เจ๋อจะฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วมาก


     

    ลวี่ซานถงหยิบหมอนจากในมิติมาวางไว้ด้านหลังของนาง แล้วดึงร่างผู้เป็นนายนอนลงอย่างระมัดระวัง ขณะที่มู่เฉิงหลินถอดชุดคลุมออกมาห่มร่างของนางไว้ ส่วนฟู่เจี่ยอีก็คอยพัดวีอยู่ด้านข้างอย่างเอาใจใส่

     

    หญิงสาวที่คนรอบข้างต่างจ้องมองด้วยความเป็นห่วงและเห็นใจ กำลังนอนอยู่ท่ามกลางพรรคพวกของตนด้วยสีหน้าเป็นสุขอย่างมาก… ‘ชะตาชีวิตของข้าช่างดีเลิศเกินกว่าผู้ใดในใต้หล้าโดยแท้ !’ 


     

    ครึ่งชั่วยามต่อมา…  มู่เชียนก็ลืมตาตื่นขึ้น โลหิตที่เสียไปเมื่อครู่ถูกสร้างคืนมาครบแล้ว ทว่าปราณอี้เจ๋อที่แฝงอยู่กลับลดลงไปเกือบครึ่ง  คิดจะฟื้นฟูกลับมาคงต้องใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว  


     

    ทันทีที่ก้าวออกมาจากถ้ำไร้ตะวัน ทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปนั้นสร้างความตื่นตาให้พวกเขาอย่างมาก  ผืนป่าที่เคยปกคลุมถ้ำไร้ตะวันไว้อย่างแน่นหนา  ยามนี้ราบเรียบโล่งเตียน เหลือเพียงพื้นดินสีดินไหม้เกรียมสีดำสนิท โล่งกว้างนับสิบลี้


     

    โดยเฉพาะฟู่เจี่ยอี นางได้มาเห็นสภาพเช่นนี้ก็รู้สึกหวั่นใจนัก นึกขอบคุณสัญชาตญาณสัตว์อสูรในร่างที่กระซิบบอกทำให้นางหลบเพลิงมหากาฬลูกนั้นได้ทัน มิเช่นนั้นต่อให้นางตายไปก็คงไม่ผู้ใดรับรู้


     

    “ครึ่งลูกได้กระมัง” เสี่ยวจิ้งเอ่ย “โล่งเพียงนี้ ถ้ำไร้ตะวันคงไม่ใช่ความลับอีกแล้ว  จะมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปหรือไม่ ?” ผู้เป็นน้องหันไปมองถ้ำของพี่ชายลำดับสองด้วยความกังวลใจ


     

    “วางใจเถิด  ถ้ำนั้นถูกเจ้าเผาจนโล่ง… นอกจากปราณมืดในนั้นก็ไม่เหลือสมบัติใดๆให้ขโมยอีกแล้ว ” ลวี่ซานถงเอ่ยยิ้มๆ  ข้าคิดว่าหากพี่รองทราบเข้าคงชื่นชมในการมองการณ์ไกลของเจ้าอย่างแน่นอน


     

    “หากพี่รองทราบว่าท่านเคยเดินตามผู้อื่นต้อยๆมา จนถูกทำร้ายอยู่หน้าถ้ำของเขา เชื่อว่าเขาคงชื่นชมท่านเช่นกัน !”


     

    ขณะที่เทพอสูรพี่น้องแสดงความรักกันไปมาอยู่ด้านหน้า ฟู่เจี่ยอีและมู่เฉิงหลินก็เดินเคียงข้างมู่เชียนอยู่ด้านหลัง 


     

    “คิดจะออกเดินทางออกจากแคว้นอวิ๋นเมื่อใด?’ มู่เฉิงหลินถามเสียงนิ่ง..


     

    มู่เชียนมองสองเทพอสูรทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยออกมาสบายๆว่า “วันนี้...”  ฟู่เจี่ยอีได้ยินว่านางจะออกเดินทาง และทิศที่พวกนางกำลังมุ่งไปมิใช่แคว้นอวิ๋นจึงอดเอ่ยถามไม่ได้

     

    “นายหญิงจะไปไหนหรือเจ้าคะ ?”


     

    “ข้ามีธุระต้องไปที่อื่น  คงไม่ได้กลับแคว้นอวิ๋นอีกนาน…  ธุระนั้นไม่อาจบอกเจ้าได้  จุดหมายก็ไม่แน่ชัด  เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่ ?”


     

    “ข้าย่อมต้องไปกับท่านเจ้าค่ะ” หญิงสาวค้อมศีรษะรับคำทันทีอย่างหนักแน่น “คำสั่งของฝ่าบาทสั่งข้าคอยดูแลท่าน”


     

    “อืมม.. เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน” มู่เชียนยิ้มหวานให้ฟู่เจี่ยอีอย่างยินดี  ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจี่ยอีดูแลนางมาตลอดไม่ว่าเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่ล้วนไม่บกพร่อง มู่เชียนจึงนับนางเป็นพรรคพวกคนหนึ่งนานแล้ว  


     

    “แต่ก่อนออกเดินทาง ข้าอยากกลับไปที่ต้าหนานสักครั้ง” .. มู่เชียนเอ่ย ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจอย่างมาก 


     

    ต้าหนานมีอะไรหรือ ?


     

    “อีกไม่กี่วันองค์ชายใหญ่จะขึ้นครองราชย์ และจัดพิธีสมรสกับศิษย์พี่อิงของข้าในวันเดียวกันนั้น ศิษย์พี่หยางอยู่ในแคว้นต้าหนานอยู่แล้ว ศิษย์พี่ฉวนและเสี่ยวจือจือ ก็น่าจะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน  หลังจากนี้ข้าคงไม่ได้พบพวกเขาอีกนาน  จึงอยากไปบอกลาพวกเขาสักครั้ง” มู่เชียนเอ่ยถึงศิษย์พี่ในสำนักด้วยดวงตาเป็นประกาย… มิตรภาพของศิษย์พี่ทั้งห้าเป็นส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดในหัวใจนาง  ร่วมผ่านทุกข์และสุขมาด้วยกันมากมาย   พวกเขาเป็นเพื่อนกลุ่มแรกของนางในทั้งสองภพ..  ไม่ว่าวันหน้านางจะกลายเป็นเช่นไร ความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่มีให้พวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง !!


     

    “เจี่ยอี เจ้าส่งข่าวให้ศิษย์พี่จ้าว ศิษย์พี่โม่มาร่วมงานด้วย” มู่เชียนเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย นึกคิดถึงว่าตนเองจะได้พบพวกเขาพร้อมหน้าแล้วก็รู้สึกดีใจอย่างมาก ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่ได้ยินเสียงขานรับจากฟู่เจี่ยอี หญิงสาวจึงหันกลับมามองร่างระหงที่เดินอยู่ด้านข้าง  เมื่อเห็นนางมีทีท่าเหม่อลอยก็เอ่ยย้ำอีกครั้ง ฟู่เจี่ยอีจึงค่อยได้สติ  


     

    มือบางคว้ายันต์สื่อสารสองแผ่นออกมา วาดอักษรบนนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็โยนขึ้นฟ้าไป ยันต์ทั้งสองวิ่งไปคนละทิศทางอย่างรวดเร็ว


     

    “ยันต์สื่อสารนี้สะดวกดีนะ” มู่เชียนเอ่ย 


     

    ฟู่เจี่ยอียิ้มก่อนควักยันต์ชนิดเดียวกันออกมา ส่งให้มู่เชียนหนึ่งปึกใหญ่  “วันหน้าหากท่านสำเร็จมหายุทธ์ก็สามารถใช้ได้เจ้าค่ะ” มู่เชียนรับยันต์นั้นมา การสื่อสารสะดวกเช่นนี้ เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน  หรือว่า…


     

    “พวกนี้แพงมากหรือไม่ ?”


     

    ฟู่เจี่ยอียิ้มน้อยๆ ส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่เท่าไหร่เจ้าค่ะ … แผ่นหนึ่งก็หนึ่งแสนหินลมปราณเท่านั้น” 


     

    “หาาา…” มู่เชียนตกตะลึงไปแล้ว กระดาษแผ่นหนึ่งราคาแพงเทียบได้กับโอสถระดับห้าหนึ่งเม็ดทีเดียวหรือ ?


     

    แม้ทุกวันนี้นางเองก็มีหินปราณมากมาย ทว่าจะพูดคุยกันครั้งหนึ่งก็เสียเป็นแสนแล้วหรือ  ต้าเยว่ร่ำรวยมากเกินไปหรือไม่ 


     

    “เจ้าเก็บไว้เถิด ข้าคงยังไม่ได้ใช้เร็วๆนี้..” มู่เชียนส่งยันต์หลายสิบแผ่นในมือคืนให้ฟู่เจี่ยอีอย่างเกรงใจ ท่านหญิงแห่งแคว้นเยว่เข้าใจความคิดของผู้เป็นนายจึง ยิ้มหวานก่อนจะรีบเอ่ยชี้แจงให้นางฟังว่า 


     

    “นายหญิงเก็บไว้เถิดเจ้าค่ะ ที่ข้ายังมีอีกมาก อีกอย่างยันต์พวกนี้ฟู่หลิง พี่ชายของข้าเขียนเองเจ้าค่ะ มิได้สิ้นเปลืองอันใด”


     

    “พี่ชายเจ้า คือผู้ใช้อักษรเวทย์สินะ”  มู่เชียนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าวันหน้านางจะต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรเวทย์ให้ได้  มีเพียงต้องเขียนเองได้ ถึงจะกล้าใช้  มิเช่นนั้นให้ตายอย่างไรนางก็ทำใจเผาเงินแสนแลกกับการพูดคุยเพียงประโยคเดียวไม่ได้จริงๆ 


     

    ‘โชคดีที่ข้ากับเขาไม่ต้องใช้ยันต์เหล่านี้’ กระจกที่อยู่บนอกนิ่งสนิทมาสองวันแล้วไม่รู้เขาเป็นอย่างไรบ้าง  มือเรียวหยิบลูกแก้วธาตุแสงออกมา เศษสีเทาขุ่นมัวยังคงแทรกกระจายอยู่ทั่วไป.. ทว่าดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็ยังมองลูกแก้วอสูรหมองๆลูกนั้นด้วยความปลาบปลื้มและยินดี


     

    ‘ใช้ปราณอี้เจ๋อชำระล้างทุกวัน ไม่เกินสองเดือนก็น่าจะสามารถมอบให้เทียนหงได้แล้ว … ไม่รู้ว่าเขาจะดีใจมากหรือไม่ ?’


     

    ขณะนั้นเอง ทางแคว้นต้าเยว่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยุ่งยากอย่างหนึ่ง  ในท้องพระโรงทองอันหรูหราและเงียบเชียบ  ราชาหนุ่มแห่งแคว้นกำลังรับฟังรายงานข่าวร้าย อันเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายไปทั่วทั้งแผ่นดิน