“ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อเธอได้”
-หกปีก่อน-
‘ไปกันได้แล้ว’
เสียงแหบพร่าดังลอดออกมาจากห้องนั่งเล่นเมื่อตอนที่มาโมรุเดินย่องลงมาจากชั้นสองของบ้านไม้หลังเก่าติดกับศาลเจ้าท้องฟ้าด้านนอกเป็นสีเทาขมุกขมัว หิมะแรกในรอบเช้าวันใหม่กำลังจะตกลงมาในไม่ช้า
หิมะที่เขาเกลียด...และ
เสียง...ที่มักจะมาพร้อมกับเรื่องที่ทำให้หนักใจ
‘แต่คุณพ่อมันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วเหรอครับ!’
‘แล้วแกคิดว่ามันจะมีวิธีไหนดีพอที่จะหยุดอีกฝ่ายเอาไว้ได้กันล่ะ?’
เสียงที่ชวนให้หนักใจนั้นถามกลับอย่างราบเรียบแต่เล่นเอาเจ้าของบ้านถึงกับเงียบลงในบัดดล
‘จุน เราตกลงกันแล้วใช่ไหมเรื่องนี้ตราบใดที่เด็กคนนั้นจำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องให้มาซารุอยู่ที่นี่ต่อนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องกับทางนี้ขึ้น ฝั่งฉันเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันอย่าลืมสิว่าเด็กสองคนนั้นถูกเชื่อมโยงกันไว้ด้วยสายสัมพันธ์ของเอิร์ธมูน’
มาโมรุไม่เข้าใจว่าแขกของบ้านผู้ชวนให้อึดอัดใจทุกครั้งที่มาปรากฏตัวกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่เขารู้แต่เพียงว่านี่คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อเร็วๆนี้แน่
‘ผมต้องไปจากที่นี่ครับ’
เสียงของพี่นั้นสงบนิ่งเกินกว่าจะคาดเดาความรู้สึกได้
‘ถ้าผมยังอยู่ที่นี่ต่อมันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับเวทมนตร์ที่ผมทิ้งไว้แล้วอีกอย่างผมก็มีความจำเป็นกับทางโน้นมากกว่า เรื่องของเด็กคนนั้นน่ะโทวะจะช่วยดูแลเธอเองครับ’
‘มาซารุ!’
เสียงของแม่ท่าทางแตกตื่นแต่คนถูกเรียกไม่ขานรับอะไร ก่อนที่เสียงแหบห้าวนั้นจะดังขึ้นต่อ
‘ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไปกันได้แล้ว’
คำพูดห้วนๆตัดบทเสียงก้าวเท้าลงกระทบพื้น กับเสียงเก้าอี้ที่ลากออกเป็นทางยาวมาโมรุยืนตัวลืบอยู่หน้าห้องโดยไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้
‘คุณพ่อได้โปรดเถอะค่ะ คุณพ่อ!’
แม่เริ่มกรีดร้องก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงพ่อตวาดขึ้นมาดังลั่น
‘ผมไม่อนุญาตให้คุณพ่อพาลูกของผมไปจากที่นี่!’
นั่นเป็นครั้งแรกเลยล่ะมั้งที่มาโมรุได้ยินเสียงของพ่อร้องตะโกนพ่อผู้ซึ่งใจเย็นอยู่เสมอแม้ว่าแม่จะหาเรื่องทำไฟไหม้บ้านกำลังขึ้นเสียงใส่แขกของบ้านด้วยอารมณ์ขาดผึง
‘ผมไม่มีวันให้ลูกของผมต้องไปเผชิญหน้ากับเรื่องร้ายๆพวกนั้นตามลำพังเด็ดขาด!พวกเราอุตส่าห์ได้มาอยู่บนโลกที่เราปกป้องนี่ได้อย่างสุขสบายก็ดีแค่ไหนทำไมคุณพ่อจะต้องลากพวกเด็กๆให้กลับเข้าไปสู่วังวนแห่งชะตากรรมพวกนั้นด้วย!’
‘สงครามกำลังจะเกิดเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างกำลังจะกลับมาทำงานอีกครั้งเพราะการตื่นของเมตาเรียแกคิดจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง!’
คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบพ่อเงียบเสียง เขาได้ยินเสียงแม่สะอึกสะอื้นไม่นานต่อจากนั้นร่างของผู้ที่นำความทุกข์ใจมาให้ก็ปรากฏตัวออกมาจากห้องนั่งเล่น
ร่างสูงของปู่เรือนผมสีเทาที่ส่อความชราภาพในชุดยูกาตะสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตาสีเทาเย็นเยียบจ้องมองลงมาที่เขาด้วยหางตามาโมรุยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นขาขยับก้าวไปไหนไม่ได้เพราะถูกตรึงไว้ให้อยู่กับที่ด้วยสายตาคมดุเพียงคู่เดียว
เด็กหนุ่มตัวสั่นนัยน์ตาสีแดงสดของเขาเบิกโพลงกว้าง
มันเป็นเหมือนภาพช้าที่ค่อยๆเล่นไปทีละฉากปู่หันหลังเดินจากไปพร้อมๆกับร่างของใครอีกคนที่ก้าวเดินออกจากห้องนั่งเล่นมาแทนที่
ร่างสูงของเด็กหนุ่มวัยเก้าขวบเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีเทาเรียบลึกหันมาสบตาเขาไม่มีความรู้สึกใดๆแสดงออกมาบนใบหน้าแม้แต่แววตาคู่นั้นก็ยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนไปจากที่ผ่านมา
ทั้งคู่หันมามองเขาด้วยหางตาเพียงแค่นั้นก่อนที่ปู่จะเปิดประตูบ้านแล้วพี่ก็เดินตามออกไป ร่างของทั้งคู่หยุดยืนอยู่ที่ถนนหน้าบ้านจ้องมองท้องฟ้าด้านบนที่เป็นสีเทาขมุกขมัว หิมะตกลงมาแล้ว มันทับถมกันเป็นชั้นๆอย่างไร้ซุ่มเสียง ท่ามกลางความเงียบของยามเช้าที่โรยตัวอยู่โดยรอบพ่อกับแม่วิ่งออกมาจากห้องนั่งเล่น ผ่านหน้าเขาไปโดยที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
มาโมรุวิ่งตามออกไปเห็นแม่ทิ้งตัวร้องไห้อยู่แทบกองหิมะตรงหน้าบ้านมองดูร่างสองร่างที่เดินจากไปอย่างไม่คิดจะหวนกลับคืนมา
เสียงร่ำไห้ดังก้องอยู่ข้างหู…
เสียงที่ได้ยินชัดเจนเสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานถึงหกปี
ไม่คิดว่าจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งในวันนี้
“พี่มาซารุ”โทวะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะลึงงันจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่ตื่นตระหนกขณะที่เท็ตสึยะเฝ้ามองทุกคนอย่างประหลาดใจไม่แพ้กัน
คนถูกเรียกที่ยืนอยู่ใจกลางลานกว้างยืดตัวขึ้นเต็มความสูงระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะหันมาตามเสียงเรียก
“โทวะรึ?”
เสียงทุ้มนั้นกังวานไปรอบบริเวณก่อนที่คนเอ่ยจะหันมามองอีกสองคนที่อยู่ใกล้ตัวเขา
“มินาโยะกับมาโมรุสินะ”
“นาย!”มาโมรุคำรามลั่น เดินอาดๆไปหามินาโยะก่อนจะเอาตัวบังร่างของเธอไว้ราวกับจะปกป้อง“นายกลับมาที่นี่อีกทำไม!”
“มาโมรุ!”โทวะปราม คว้าแขนของมาโมรุไว้ก่อนที่เด็กหนุ่มจะพุ่งตัวเข้าไปทำร้ายอีกฝ่าย
มาซารุจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาสีเทาคมดุ
“ไม่พบกันนานเลยนะครับ”
โทวะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบทว่าความนิ่งเฉยนั้นกลับแฝงด้วยความเศร้าและความโกรธแค้นอย่างลึกล้ำ
“ไหนคุณบอกว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกยังไงล่ะครับ?”
มาซารุจ้องมองโทวะอย่างประเมินท่าที
“ก็ไม่ได้อยากจะกลับมานักหรอก”
เด็กหนุ่มบอก
เกิดความเงียบขึ้นมาในชั่วอึดใจก่อนที่มาโมรุจะตะโกนออกไป
“งั้นก็กลับไปซะ!”
โทวะรั้งร่างของมาโมรุที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายเข้าหาตัวเองมาโมรุดึงดันจะพาตัวเองออกห่างจากโทวะแต่ก็ทำได้ไม่ดีนักเมื่อมีเท็ตสึยะเข้ามาช่วยห้ามอีกแรง
“ใจเย็นหน่อยน่า”
เท็ตสึยะร้องเตือนแม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์เลยว่าทำไมมาโมรุถึงได้ดูเกลียดชังคนตรงหน้านักไหนจะท่าทีเว้นระยะห่างและถือตัวของโทวะอีก มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างสามคนนี้กันแน่
เหล่าเด็กหนุ่มตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองจนละเลยเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังพวกเขา
มินาโยะมองดูมาโมรุและโทวะก่อนจะไล่สายตากลับไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งเขาไม่สบตาเธออีกเลยแม้แต่ในตอนที่เอ่ยชื่อเธอออกมา
“มาซารุ”
เสียงทุ้มไม่คุ้นหูทำลายบรรยากาศอึดอัดรอบตัวร่างของผู้มาใหม่กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ที่อยู่เหนือหัวลงมายืนอยู่ตรงหน้าคนถูกเรียกมือข้างหนึ่งยื่นออกมาปกป้องเพื่อนสนิท ใช้นัยน์ตาสีชาคมดุหันมาจ้องมองกลุ่มคนตรงหน้า
“นายเป็นใคร?”
มาโมรุถามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
คนมาใหม่เลิกคิ้ว
“ฉันน่าจะปล่อยให้เรดจัดการนายไปซะตั้งแต่ตอนนั้นก็ดีหรอก”
“อาโออิ”คนที่อยู่ด้านหลังเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงห้วน คนถูกเตือนเลยได้แต่ยักไหล่ตอบกลับไป
“มินามิอยู่ที่ไหน?”
“พากลับไปที่ศาลเจ้าแล้ว”อาโออิตอบ “เกิดอะไรขึ้นกับนาย?”
“โดนแบล็คย้อนศรเข้าให้แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการได้”
มาซารุว่า“ฝากทางนี้ด้วย ฉันต้องกลับไปหามินามิ”
เด็กหนุ่มทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็กระโดดหายไปกับความมืดที่โรยตัวอยู่โดยรอบทิ้งอีกคนไว้ให้ยืนอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางลานกว้างที่แสงจันทร์สาดกระทบ
“มัตสึโมโต้ อาโออิ” โทวะพึมพำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“หาข้อมูลได้ดีนี่”อาโออิเอ่ยชม “ยินดีด้วยที่ปลดผนึกเป็นผู้พิทักษ์ได้”
มาโมรุจ้องมองโทวะสลับกับเด็กหนุ่มแปลกหน้าดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียวที่ยังไม่รู้ว่ามัตสึโมโต้ อาโออิคือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ในขณะที่เท็ตสึยะกับมินาโยะนั้นดูจะคุ้นเคยกับเขาแล้ว
อาโออิหันมาส่งรอยยิ้มให้มินาโยะครั้งหนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับเท็ตสึยะ
“ความทรงจำที่เหลือของนายฉันจะส่งกลับคืนไปให้ในอีกไม่ช้า ดูเหมือนว่าเราไม่จำเป็นต้องเล่นซ่อนแอบกันอีกแล้วในฐานะผู้พิทักษ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้น้อยที่สุดฉันต้องบอกว่านายทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก”
เท็ตสึยะไม่ได้ยินดีไปกับคำชมนั้นเหมือนอย่างที่เยลโลว์เคยบอกเขาคนพวกนี้รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในคราวนี้น้อยที่สุดแต่กระนั้นก็ยังถูกดึงให้เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เข้าจนได้
อาโออิหันมาพูดกับโทวะด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากปกติ
“หวังว่านายคงไม่ลืมเรื่องที่เคยบอกไว้เมื่อคราวนั้นหรอกนะ”
โทวะนิ่งเงียบไม่พูดจาเขาดูสงบเกินกว่าโทวะในเวลาปกติมาก อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่าโทวะเคยบอกอะไรไว้กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เพราะไม่กี่นาทีต่อจากนั้น เด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงเรื่องที่ชวนให้อึดอัดใจกับคนข้างหลัง
อีกฟากหนึ่งของสนามชินกำลังเผชิญหน้ากับเด็กสาวที่เขาเฝ้าตามหามานานเธอยืนอยู่ที่มุมมืดหนึ่งในเงาไม้ เฝ้ามองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ท่ามกลางลานกว้างแล้วตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นมานั้น เธอก็หันมามองเขานัยน์ตาสีส้มทองเช่นเดียวกับเขาสะท้อนแสงจันทร์อยู่ท่ามกลางความมืดมิดใบหน้าอ่อนหวานของเธอยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาแสนเกลียดชัง
“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”เด็กสาวเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เขาแสนคุ้นเคย “ฉันนึกว่าเธอจะไปอยู่ด้วยกันกับเพื่อนของเธอซะอีก”
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่?”
ชินถามกลับด้วยน้ำเสียงห้วน
เด็กสาวส่งรอยยิ้มอ่อนมาให้เขา
“มาเฝ้าสังเกตการณ์น่ะ”เด็กสาวว่า “ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าเราเปิดกล่องนั่นออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กพวกนั้นบ้าง”
ชินเข้าใจความนัยที่เด็กสาวเอ่ยแต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือตัวตนของเด็กสาวตรงหน้าเขานี่ต่างหาก
“เธอเป็นใครกันแน่?”
เป็นอีกครั้งที่เด็กสาวหันมามองและยิ้มให้เขาราวกับว่าตัวเขานั้นเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสา
“ฉันชื่อมัตสึโมโต้เมมิ” เด็กสาวแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม “และเป็นภาชนะบรรจุความทรงจำของเธอด้วยอาฮิราวะ ชินจิคุง”
เธอรู้จักเขา...
ชินคิดแม้นั่นจะเป็นความจริงที่เด็กหนุ่มรู้ดีอยู่แล้วนับตั้งแต่วินาทีที่เธอปรากฏตัวขึ้นมาบนเวทีนั้นการเต้นรำของเธอ ทุกท่วงท่าและทำนองราวกับจะฉายภาพในความทรงจำซ้ำไปซ้ำมาในหัวเขา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งที่พวกเขาพบกันที่สวนสาธารณะ เธอไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยซักครั้ง และทำราวกับว่านั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน...
ที่โลกนี้...
เด็กสาวยิ้มเมื่อเห็นเขาทำท่าคิด
“ตัวเธอตอนที่ไม่มีความทรงจำเมื่อสมัยก่อนอยู่กับตัวเนี่ย...ดูเป็นคนละคนกันเลยนะ” เด็กสาวกล่าวอย่างขบขันก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า“เพราะอย่างนั้นสินะ ในตอนนั้นเธอถึงได้เข้ามาช่วยฉัน”
เด็กสาวหมายถึงตอนที่เขาเข้าช่วยปฐมพยาบาลเธอตอนที่เธอขาพลิกในสวนสาธารณะนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้พูดคุยกับเธอ
“เพราะถ้าเป็นเธอเมื่อสมัยก่อนล่ะก็คงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่เพราะงั้นในตอนนั้นฉันถึงได้แปลกใจยังไงล่ะ”
ชินไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเมื่อเด็กสาวพูดจบ
“ภาวชนะความทรงจำอย่าง‘พวกฉัน’ น่ะถูกใช้ร่างกายเพื่อเป็นที่เก็บความทรงจำของผู้พิทักษ์เพราะเราเป็นคนที่อยู่ด้วยกันกับเธอเป็นคนสุดท้ายในสงครามนั้นด้วยเงื่อนไขของเวทผูกสัมพันธ์ และฉันเกิดมาโดยที่มีความทรงจำของเธอมาตลอดเรื่อยมานับตั้งแต่วันที่พวกเราลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกนี้ การพบกันของฉันกับเธอทำให้ความทรงจำที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจเธอเปิดออกมาและนั่นจะเป็นพลังอันมหาศาลที่จะช่วยให้เธอเอาชนะในศึกคราวนี้ถ้าหากเธอก้าวข้ามผ่านมันไปได้ เพราะอย่างนั้นแล้วพวกนักรบอเวจีถึงได้พยายามเอามันออกไป”
เด็กสาวกล่าว
“แต่ถึงจะมีความทรงจำนั้นอยู่กับตัวมานานแค่ไหนฉันก็ไม่สามารถส่งมอบความทรงจำให้เธอคืนไปทั้งหมดได้เพราะฉันไม่รู้ว่าเธอจะสามารถรับมือกับมันได้ดีขนาดไหนตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดเองก็มีให้เห็นอยู่แล้ว”
ชินพอจะเข้าใจแล้วว่าเด็กสาวตรงหน้าเขากำลังจะสื่ออะไร
“เรื่องของเด็กคนนั้นทาเคมูระ มินาโยะจังใช่ไหม?” เด็กสาวมองไปที่ลานกว้างมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น และตรงใจกลางกลุ่มนั้นมีร่างคุ้นตาของมินาโยะยืนอยู่“เธอเป็นเด็กสาวผู้น่าสงสารที่จำอดีตอันไม่น่าจดจำของตัวเองได้ทุกอย่างตั้งแต่เด็กเพราะเธอกับเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่การที่มีความทรงจำอยู่กับตัวเองทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไปเห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคนนั้นไม่สามารถรับมือกับความทรงจำและพลังของเธอเองได้นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปิดกั้นพลังของเธอ ลบความทรงจำของเธอและปิดผนึกเธอเอาไว้อย่างนั้น ตอนนี้เธอเองก็น่าจะเห็นแล้วว่าการทำแบบนั้นมันส่งผลกระทบที่ซับซ้อนขนาดไหนมาถึงตอนนี้”
เมมิขยับตัวออกจากต้นไม้ที่เธอยืนพิงอยู่ตรงมาหาเขาชินยืนนิ่งเฝ้ามองดูร่างของเธอที่เดินตรงเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ออก
“ฉันจะคืนความทรงจำทั้งหมดให้เธอแน่ฉันสัญญา” เด็กสาวว่า ก่อนจะขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เขา “เพราะฉะนั้นแล้วจนกว่าจะถึงเวลานั้น อย่าเพิ่งเกลียดฉันเลยนะ”
