หลังลังเลอยู่พักใหญ่จ้าวลี่อิ่งจึงค่อยๆ เปิดประตูออกอีกครั้งโผล่หน้าออกมาครึ่งหนึ่งเพื่อดูฮัสกี้กับหมาดำตัวโต
เมื่อแน่ใจว่าหมาดำตัวนั้นดูเหมือนจะไม่กระโจนเข้ามาอีกเธอจึงเปิดประตูออกกว้างขึ้น พลางเอ่ยด้วยความสงสัยเต็มหัวใจว่า “มั่วมั่วหมาดำตัวนี้มาจากไหนกัน”
“ฉันเก็บมาจากข้างนอกตั้งใจจะเอามาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ลองดูซิว่าจะเลี้ยงดีไหม”
สวี่มั่วตอบตามจริงทว่าพอเข้าหูจ้าวลี่อิ่งแล้วกลับกลายเป็นเพียงเสียงเห่า ‘โฮ่งๆ’ ‘บรู๋ว’ที่ฟังไม่รู้เรื่อง
จ้าวลี่อิ่งย่อมฟังไม่เข้าใจอยู่แล้ว เธอหันไปมองทิเบตันมาสทิฟเห็นมันยืนอยู่หลังฮัสกี้ มองเธอด้วยสายตาเว้าวอน ไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนก่อนหน้าทำให้เธอค่อยคลายความกังวลลงเล็กน้อย แล้วเอ่ยลังเลว่า “แก…เป็นหมาของใครกันทำไมมาอยู่กับมั่วมั่วได้”
“โฮ่งๆ!” ทิเบตันมาสทิฟเอียงคอทำหน้าทำตาเหมือนพยายามประจบเอาใจ
จ้าวลี่อิ่งก็แค่พึมพำกับตัวเอง ไม่ได้หวังจะได้คำตอบจริงๆจึงพึมพำต่อไปว่า “หรือว่าจะเป็นหมาหลงกันนะ?”
เธอมองทิเบตันมาสทิฟที ฮัสกี้ที แล้วก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเรียกฮัสกี้ “มั่วมั่ว เข้ามาเร็ว!!”
เธอคิดว่าหมาดำตัวนั้นคงแค่ผ่านมาโดยบังเอิญปกติหมาก็ไม่ค่อยยอมเข้าไปในบ้านคนแปลกหน้าอยู่แล้วพอฮัสกี้เข้ามาได้ก็จะรีบปิดประตู ทีนี้อีกตัวก็คงเดินจากไปเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงคือ ขณะที่ฮัสกี้เดินตรงเข้ามาหาเธอหมาดำตัวนั้นกลับรีบวิ่งตามเข้ามาด้วย สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดีราวกับได้กลับบ้าน
“…”
จ้าวลี่อิ่งถึงกับอึ้ง คิดจะปิดประตูทันทีแต่ฮัสกี้กลับก้าวเข้ามาพอดี จะปิดก็ไม่ทันแล้ว
หมาดำตัวนั้นวิ่งเฉียดขาเธอเข้ามาอีก ทำให้เธอหวาดกลัวว่าหากเอาตัวไปขวางมันไว้ มันอาจจะกัดเธอก็ได้
และเพียงแค่เธออึ้งไปชั่วครู่เดียวทิเบตันมาสทิฟก็ตามฮัสกี้เข้ามาในบ้านจนได้
จ้าวลี่อิ่งแทบอยากร้องไห้ แต่เธอไม่ละความพยายามมองไปที่ทางเดินนอกประตู แล้วก็เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งเผื่อว่าจะมีเจ้าของหมาดำโผล่มา แต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไรเลยทำได้เพียงปิดประตูด้วยความจนใจ
พอหันกลับมา ก็เห็นหมาสองตัวเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วฮัสกี้กระโดดขึ้นโซฟาอย่างคุ้นเคย ทำท่าเหมือนเพิ่งกลับมาบ้านเหนื่อยๆจึงเอนตัวลงพัก
ส่วนหมาดำตัวนั้นก็นั่งหมอบอยู่ข้างๆ อย่างว่าง่าย
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่นะ…
จ้าวลี่อิ่งรู้สึกเหมือนสมองตามไม่ทันไม่อาจเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าได้เลย
เธอมองหมาดำตัวนั้นอย่างไม่วางใจ คิดในใจว่า
นี่มัน…ทิเบตันมาสทิฟจริงๆ เหรอ แต่ดูยังไงก็เหมือนหมาจรจัดมากกว่า…
ถึงเธอจะพอจำสายพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟได้แต่ก็ไม่ทันนึกออกว่านี่คือหมาตัวเดียวกับที่โจวเหล่ยเคยพามาเพราะเจอแค่ครั้งเดียวอีกทั้งต้าเวยก็ไม่ได้มีลักษณะเด่นอะไรที่จะทำให้เชื่อมโยงได้ทันที
“มั่วมั่ว ตกลงไปโผล่อยู่ข้างนอกได้ยังไงกัน”
“แล้วหมาตัวใหญ่นี่แกรู้จักไหม มันมาจากไหน”
“หมาตัวใหญ่ แกต้องการอะไรแน่ แล้วเจ้าของแกอยู่ไหน”
“…”
จ้าวลี่อิ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามกับหมาสองตัว แล้วก็หันไปบ่นตัวเองว่า“นี่เราบ้าหรือไงกันนะ…มัวมาพูดกับหมา…”
เธอจนปัญญาจริงๆ จึงได้แต่ปล่อยวางไปก่อน แล้วหันไปบอกฮัสกี้ว่า“มั่วมั่ว แกกับหมาตัวใหญ่อยู่ตรงนี้ให้เรียบร้อยนะ ฉันจะไปล้างหน้าล้างตาหน่อย”
เพราะตอนนี้เธอยังง่วงอยู่ แถมยังไม่ได้แปรงฟันเลยจึงรู้สึกไม่สบายตัวนัก ที่สำคัญ ยังอยากเข้าห้องน้ำอีกด้วย…
เมื่อเห็นจ้าวลี่อิ่งเดินเข้าห้องน้ำไปทิเบตันมาสทิฟก็หันไปมองสวี่มั่ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ลูกพี่ เป็นยังไงๆเจ้านายยอมรับเลี้ยงผมแล้วใช่ไหม”
สวี่มั่วพูดว่า“ก็คงประมาณนั้นแหละ…รอดูอีกสักพักว่าเธอจะทำยังไงก็แล้วกันเอาเป็นว่าแกทำตัวให้เรียบร้อยก็พอ”
เขาไม่อยากอธิบายอะไรให้หมาโง่นี่ฟังมากนักเพราะพูดซับซ้อนไปอีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
“อ๋อ…” ทิเบตันมาสทิฟพยักหน้าแล้วก็นอนหมอบอยู่กับพื้นอย่างเชื่อฟัง
หลังจากจ้าวลี่อิ่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็กลับไปเปลี่ยนชุดนอนออกแล้วเดินมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เห็นหมาสองตัวยังคงอยู่กับที่อย่างว่าง่ายเธอจึงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาข้างๆพลางมองทิเบตันมาสทิฟที่จ้องมาที่เธอด้วยสายตาเว้าวอนจนเธอเกิดอาการลังเล
อยู่ๆ มีหมาตัวหนึ่งเข้ามาในบ้านแบบนี้เธอไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ถ้าเป็นหมาตัวเล็กน่ารักยังพอว่าแต่นี่กลับเป็นทิเบตันมาสทิฟตัวใหญ่ที่ดูน่ากลัวสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอย่อมรู้สึกหวั่นๆ จะไล่ก็ไม่ได้จะเลี้ยงต่อก็ไม่กล้า
จ้าวลี่อิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะโทรหาหลิวซือซือเพื่อขอคำปรึกษาแต่เมื่อกดโทรออกกลับพบว่าปลายสายปิดเครื่อง คาดว่าคงทำงานล่วงเวลากลับดึกจนตอนนี้ยังไม่ตื่น
หรือว่าจะลองเอาอาหารให้มันกินหน่อยดี แสดงความเป็นมิตรไว้ก่อนอย่างน้อยจะได้ไม่เกิดอาการคลุ้มคลั่งกระโจนกัดฉันขึ้นมา…
เธอคิดพลางเดินออกไปแล้วก็กลับมาพร้อมถ้วยอาหารสุนัขของฮัสกี้ที่ใส่อาหารไว้เต็มวางลงบนพื้นห่างจากทิเบตันมาสทิฟราวสองเมตร ก่อนลองเอ่ยเชิงหยั่งว่า “มา กินไหม”
ทิเบตันมาสทิฟเพิ่งกินอาหารสุนัขเกรดพรีเมียมเข้าไปหนึ่งถุงก่อนหน้านี้ตอนนี้จึงไม่ค่อยสนใจอาหารธรรมดาเท่าไรแต่ก็ยังเหลือบมองสวี่มั่วที่นั่งอยู่บนโซฟา
สวี่มั่วพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “กินไปเถอะ มีประโยชน์กับแกนะ”
“อ๋อ…” พอได้ยินเช่นนั้น ทิเบตันมาสทิฟก็ลุกขึ้นทันทีแกว่งหางไปมาแล้วเดินตรงไปยังจ้าวลี่อิ่ง ก้มหน้าลงกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
การกระทำนี้ทำให้จ้าวลี่อิ่งรู้สึกเบาใจลงมากแถมยังรู้สึกดีใจเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เวลาเธอเอาอาหารสุนัขมาให้ฮัสกี้มันมักจะทำท่ารังเกียจ ไม่เคยแตะเลยแม้แต่เม็ดเดียว
ฮัสกี้ที่นอนอยู่บนโซฟาราวกับรับรู้ความคิดของจ้าวลี่อิ่งมันเงยหน้ามองเธอหนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า กระโดดลงจากโซฟาแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนเล็ก
“มั่วมั่ว แกจะไปไหน”
“โฮ่ง โฮ่งๆ… (ลูกพี่ คุณจะไปไหนน่ะ)”
จ้าวลี่อิ่งกับทิเบตันมาสทิฟต่างก็สังเกตเห็นการกระทำของสวี่มั่วพร้อมกับถามออกมาพร้อมกัน
สวี่มั่วพูดพลางเดินไปด้วยว่า “ไปนอน!แกกินเสร็จแล้วก็ไปนอนที่บ้านหมาตรงระเบียงเองนะ! จำไว้ ทำตัวให้เรียบร้อยก็พอ!”
“โฮ่งๆ (อ๋อ…ได้เลยลูกพี่)”ทิเบตันมาสทิฟเหลือบมองไปทางบ้านหมาที่ตั้งอยู่มุมระเบียงหนึ่งทีก่อนก้มหน้ากินอาหารต่อ
แม้จ้าวลี่อิ่งจะฟังไม่เข้าใจแต่พอเห็นฮัสกี้เดินเข้าไปในห้องนอนเล็กก็พอเดาออก
เจ้ามั่วมั่ว กลางดึกออกไปพาหมาแปลกหน้ากลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วยังทิ้งปัญหาไว้ให้ฉันจัดการอีกนะ!
จ้าวลี่อิ่งมองไปที่ทิเบตันมาสทิฟพลางคิด
พอมันกินอิ่มแล้ว ถ้าเปิดประตูทิ้งไว้ มันจะเดินออกไปเองไหมนะ
แต่ยังไม่ทันได้ลองตามที่คิดไว้ก็เห็นทิเบตันมาสทิฟที่กินเสร็จแล้วหันหัวเดินตรงไปยังบ้านหมาของฮัสกี้ที่มุมระเบียงจากนั้นก็นอนหมอบลงแล้วหลับไป…หลับไปจริงๆ
จ้าวลี่อิ่ง: “…”