บทที่ 5 เพื่อนสมัยเด็กของสวี่หนิงอัน
คงเป็เพราะเพิ่งตื่นนอนยังงัวเงียอยู่ ถึงได้คิดไปแบบนั้น
เสิ่นเสี่ยวเยว่กล่าวขอบคุณเบา ๆ สวมรองเท้าแล้วเดินไปที่ห้องโถงพร้อมกับสวี่หนิงอันเพื่อไปกินข้าว
แต่พอเข้าไปก็เห็นหญิงสาวท่าทางเรียบร้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร พอเห็นเธอก็รีบจับแขนซุนหลานถามว่า "ป้าซุน นี่คือภรรยาของพี่สวี่ใช่ไหมคะ? สวยจังเลย!"
เมื่อได้รับคำยืนยัน หญิงสาวคนนั้นก็ลุกขึ้นยื่นมือให้เสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างกระตือรือร้น แนะนำตัวอย่างเป็กันเองว่า
"สวัสดีค่ะพี่เสิ่น ฉันชื่อเย่ซู่ซู่ เป็เพื่อนสมัยเด็กของพี่สวี่ค่ะ"
เพื่อนสมัยเด็ก?
แถมยังเรียกเธอว่า 'พี่' อีก?
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวทันที ช่วยไม่ได้ คนสุดท้ายที่เรียกเธอว่าพี่คือเพื่อนสนิทที่ทรยศเธอ ทำให้เธอเกิดอาการาแทางใจกับคำคำนี้ไปแล้ว
เธอมองสวี่หนิงอันที่นั่งอยู่เยื้องกันกับเย่ซู่ซู่ด้วยสายตาสงสัย
ไม่เลวเลย ผู้ชายที่ดูซื่อ ๆ แบบนี้ก็มีเพื่อนสมัยเด็กด้วยหรือนี่
"สวัสดี ฉันชื่อเสิ่นเสี่ยวเยว่ ภรรยาพี่สวี่ของเธอ เรียกฉันว่าพี่สะใภ้ก็ได้"
เสิ่นเสี่ยวเยว่จับมือที่เย่ซู่ซู่ยื่นมาเบา ๆ แล้วเลือกนั่งที่ติดกับสวี่หนิงอัน
หลังจากที่เธอหย่ากับสวี่หนิงอันแล้ว เขาจะรักใครก็เื่ของเขา แม้แต่จะคบกับเพื่อนสมัยเด็ก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง แต่ตอนนี้เนื้อชิ้นนี้อยู่ในชามของเธอแล้ว
ถึงเธอจะไม่ได้รักมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะมาแย่งได้!
รอยยิ้มของเย่ซู่ซู่จางลงทันที ส่วนสวี่หนิงอันริมฝีปากขยับเล็กน้อย ดูเหมือนจะมีอะไรอยากพูด แต่ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไร
ยังไงเสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ไม่ได้สนใจเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ?
"ที่จริงฉันก็อยากเรียกพี่สะใภ้นะคะ แต่รู้สึกว่าเรียกพี่เสิ่นจะสนิทกว่า พี่สวี่ว่าจริงไหมคะ" เย่ซู่ซู่กดความรู้สึกในดวงตาเอาไว้ แล้วยิ้มให้สวี่หนิงอันอย่างเรียบร้อย
เสิ่นเสี่ยวเยว่ถลึงตาใส่สามีผู้หยาบกร้านของเธออย่างดุดัน หากคนคนนี้พูดอะไรที่เธอไม่อยากได้ยิน เธอจะเล่นงานเขาไปด้วยเลย
"เธออยากเรียกยังไงก็เรียกไป" สวี่หนิงอันพูดด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ ทำเอาเสิ่นเสี่ยวเยว่โมโหจนขบฟันกรอด
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เย่ซู่ซู่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แต่แล้วเขาก็พูดต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้านว่า "เธอแค่จำไว้ว่านี่คือพี่สะใภ้ของเธอก็พอ"
"พี่ชายพูดถูกแล้ว พี่ซู่ซู่ การที่พี่สนิทกับพี่สะใภ้ของเราก็เป็เื่ดีนะคะ" สวี่หนิงจิ้งรีบพูดแทรกขึ้น โดยเน้นเสียงที่คำว่า 'พี่สะใภ้' เป็พิเศษ
เย่ซู่ซู่มองเสิ่นเสี่ยวเยว่ด้วยสายตาคลุมเครือ เพิ่งแต่งเข้ามาได้วันเดียวก็สามารถเอาใจน้องสาวสามีได้แล้ว เสิ่นเสี่ยวเยว่คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ เธอที่ชอบสวี่หนิงอัน ปกติก็ทุ่มเทใจให้สวี่หนิงจิ้งไปไม่น้อย แต่พอถึงตอนนี้ความทุ่มเทของเธอกลับไม่มีผลอะไรเลย ช่างเนรคุณจริง ๆ !
ถ้าสวี่หนิงจิ้งรู้ความในใจของเย่ซู่ซู่ เธอต้องร้องแก้ตัวแน่ เส้นแบ่งระหว่างคนในครอบครัวกับคนนอกนั้นเธอเห็นอย่างชัดเจน เธอรู้ว่าพี่ซู่ซู่มีใจให้พี่ชายของเธอ แต่ตอนนี้ก็มีพี่สะใภ้แล้วไม่ใช่หรือ จะให้เธอช่วยพี่ซู่ซู่ทำให้ครอบครัววุ่นวายหรือไง
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ซุนหลานรีบเอ่ยขึ้นว่า "พวกเด็ก ๆ อย่าเอาแต่คุยกันสิ อาหารจะเย็นหมดแล้วนะ"
"ใช่ ๆ กินข้าว กินข้าวกันเถอะ" คุณพ่อสวี่รีบเห็นด้วย
อาหารบนโต๊ะไม่ได้ดีนัก แม้จะเรียกว่าอาหารเย็น แต่ก็มีเพียงข้าวโพดนึ่งและหมั่นโถวแป้งข้าวโพดไม่กี่ชิ้น ผัดผักกาดขาวที่แทบจะไม่มีน้ำมัน สิ่งที่ดีที่สุดคือซุปกระดูกหมู แม้ว่ากระดูกจะแทบไม่มีเนื้อติดอยู่เลย แต่อย่างน้อยก็ยังมีกลิ่นเนื้อให้ได้ลิ้มรสบ้าง
ครอบครัวสกุลสวี่ฐานะไม่ค่อยดี ตลอดทั้งปีแทบจะกินเนื้อนับครั้งได้ การทำอาหารก็ไม่กล้าใส่น้ำมันหรือเกลือมากนัก เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกว่าลิ้นแทบจะไม่ได้รับรสชาติอะไรเลย
ซุนหลานตักซุปใส่ชามใหญ่ให้เย่ซู่ซู่ พร้อมกับเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ไม่กี่ชิ้น "ซู่ซู่ดื่มซุปเยอะ ๆ นะ เธอนี่นะ ก็ยังจะเอาของเยี่ยมมาให้ลุงสวี่อีก พวกเรารู้สึกเกรงใจจังเลย"
เย่ซู่ซู่ยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางอธิบายว่า "ฉันเพิ่งได้ยินจากอาเจี๋ยตอนบ่ายว่าลุงสวี่ได้รับาเ็ที่ข้อเท้า พอดีฉันซื้อเนื้อกับกระดูกมาจากในเมือง ก็เลยคิดว่าจะเอามาให้ลุงสวี่บำรุงร่างกายสักหน่อย"
เสิ่นเสี่ยวเยว่สายตาวูบไหว อาเจี๋ยก็คือคนที่คอยกลั่นแกล้งเธอตลอดทั้งวันนั่นแหละ ฟังดูแล้วพวกเขาสนิทกันดีนะ
พูดถึงเื่นี้ พ่อสวี่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา เริ่มภูมิใจที่จะชมลูกสะใภ้ของตัวเอง "วันนี้โชคดีที่มีเสี่ยวเยว่อยู่ด้วย จริง ๆ แล้วฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องพักฟื้นหนึ่งถึงสองเดือนกว่าจะหาย ถ้าจะไปโรงพยาบาลก็ต้องเสียเงินเป็หลายสิบหยวน!
แต่รู้มั้ย เสี่ยวเยว่แค่บิดแล้วก็จัดกระดูกให้ฉัน แกร็บ! พริบตาเดียวก็หายเลย!
ทั้งยังไม่มีปัญหาอะไรตามมา เดินได้ขยับได้ ประหยัดเงินให้ครอบครัวเราไปเยอะเลย!"
คุณพ่อสวี่หยุดพูดชั่วครู่ จิบน้ำแล้วพูดต่อ
"หมอที่สถานพยาบาลยังรักษาไม่หาย แต่เสี่ยวเยว่กลับรักษาให้ฉันหายได้ในทันที ซู่ซู่ เธอว่าเก่งไหมล่ะ?"
คุณพ่อสวี่ทำท่าทางเหมือนนักเล่านิทานในโรงน้ำชา ทำให้ทั้งโต๊ะอดขำความเล่นใหญ่ของเขาไม่ได้ ยกเว้นเย่ซู่ซู่คนเดียว
เย่ซู่ซู่ฝืนยิ้มมุมปาก มือก็บีบตะเกียบแน่น "เก่งมากเลยค่ะ"
"แต่พูดถึงเื่นี้แล้ว คุณพ่อต้องระวังตัวให้มากนะคะ ดูแลสุขภาพด้วย อยู่อย่างสงบสุขจะดีที่สุด" เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดพร้อมรอยยิ้ม คุณพ่อสวี่รับคำทันที แต่ก็ยังไม่หยุดชมเธอ
ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกันอย่างมีความสุข แม้แต่สวี่หนิงอันที่มักทำหน้าบึ้งตลอดเวลาก็ยังมีรอยยิ้ม
เย่ซู่ซู่มองเห็นว่าเกือบทุกคนบนโต๊ะต่างจับจ้องไปที่เสิ่นเสี่ยวเยว่ ไม่มีใครสนใจเธอเลย ในใจก็มีความรู้สึกไม่พอใจสายหนึ่งแล่นขึ้นมาทันที
เธอกลอกตาแล้วเบนความสนใจไปที่สวี่หนิงจิ้งที่กำลังแทะข้าวโพดอย่างขะมักเขม้น พูดอย่างกระตือรือร้นว่า "ตอนนี้หนิงจิ้งโตเป็สาวแล้ว ไม่นานก็จะถึงวัยออกเรือนแล้วนะ"
"เธอยังเด็กอยู่ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก แต่ก็เริ่มเตรียมตัวได้แล้วล่ะ" คุณพ่อสวี่พูดแทรกขึ้น
เย่ซู่ซู่ตาเป็ประกาย รีบหันไปถามซุนหลาน "ป้าคะ บ้านไหนมีคนดี ๆ สามารถแนะนำให้เสี่ยวจิ้งบ้างไหมคะ?"
ซุนหลานยิ้ม "เื่นั้นยังไม่มีหรอก พวกคนหนุ่มสาวสมัยนี้ชอบพูดถึงเื่อิสระในความรักกันไม่ใช่หรือ ถ้าเราหาคู่มาแล้วเสี่ยวจิ้งไม่ชอบก็จะไม่ดี ให้เธอลองมองหาเองก่อนดีกว่า บางทีสักวันอาจจะพาหนุ่มหล่อกลับมาบ้านก็ได้นะ"
สวี่หนิงจิ้งหน้าแดงด้วยความอาย พูดต่อว่า "แม่คะ หนูยังไม่อยากแต่งงานเร็วขนาดนั้นหรอก"
"เสี่ยวจิ้ง ปีนี้เธออายุสิบเจ็ดแล้วนะ ไม่ถือว่าเร็วหรอก ฉันเห็นสาว ๆ ในหมู่บ้านเราหลายคนอายุเท่าเธอก็แต่งงานมีลูกกันแล้ว"
เย่ซู่ซู่พูดหยอกล้อ จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็ตื่นเต้น "ฉันรู้จักลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่งทางบ้านแม่ฉัน เขาเป็คนงานโรงงานเหล็กในเมือง มีงานประจำที่มั่นคง แถมครอบครัวเราก็รู้จักกันดี ถ้าเสี่ยวจิ้งแต่งไปอยู่ด้วยต้องสบายแน่ ๆ "
เธอคิดว่าพี่ชายคนนั้นมีฐานะดี ถ้าสวี่หนิงจิ้งได้แต่งงานด้วยก็ถือว่าโชคดี
แม้ว่าแม่สามีจะดุไปหน่อย แต่นั่นเป็เื่เล็กน้อย ที่สำคัญคือลูกที่เกิดมาในอนาคตจะได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง
เมื่อพูดถึงคำว่า 'งานประจำ' ซุนหลานก็รู้สึกสนใจขึ้นมา อีกทั้งยังเป็คนในเมืองด้วย ถ้าเช่นนั้นต่อไปเสี่ยวจิ้งแต่งงานไปก็จะได้อยู่ในเมืองไม่ใช่หรือ
คนในชนบทใครบ้างที่ไม่อยากย้ายเข้าเมือง?
"ขอบคุณพี่ซู่ซู่นะคะ แต่ตอนนี้หนูยังไม่อยากแต่งงาน" สวี่หนิงจิ้งกัดริมฝีปากพลางส่ายหน้า แล้วพูดต่อด้วยเสียงแ่เบา "ถ้าเป็ไปได้ หนูอยากเรียนหนังสือต่อ"
เย่ซู่ซู่ถึงกับใ "เรียนอะไรอีก? เธอจบมัธยมต้นแล้วนะ ยังไม่พอใจอีกหรือ?
แล้วเรียนไปจะมีประโยชน์อะไร เรียนไปก็กินไม่ได้ เรียนมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องแต่งงาน ไม่สู้รีบ ๆ หาครอบครัวที่ดีจะดีกว่านะ"
เธอเองก็เรียนจบแค่ประถม แต่ใจไม่ได้อยู่กับการเรียนเลย ผลการเรียนก็แย่มาก เรียนได้แค่สองปีก็เลิก อ่านออกเขียนได้แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
ดูพวกเยาวชนที่มาทำงานในชนบทสิ แต่ละคนทำตัวเป็นักปราชญ์ วางท่าสูงส่งดูถูกชาวบ้านอย่างพวกเรา แต่ที่จริงแล้วทำงานได้แย่ที่สุด
เสิ่นเสี่ยวเยว่เห็นมือที่กำแน่นใต้โต๊ะของสวี่หนิงจิ้ง จึงค่อย ๆ ยื่นมือไปกุมกำปั้นเล็ก ๆ นั้นไว้
เธอหันไปพูดกับเย่ซู่ซู่ว่า "ซู่ซู่ เธอเองก็ยังไม่ได้แต่งงานใช่ไหม? ทำไมไม่หาใครสักคนล่ะ เธออายุมากกว่าหนิงจิ้งอีก คงมีครอบครัวที่รอให้เธอแต่งงานอย่างใจร้อนสินะ
จัดการเื่ของตัวเองให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมายุ่งเื่ของคนอื่น จะดีกว่าไหม?"
สวี่หนิงจิ้งมองเสิ่นเสี่ยวเยว่ด้วยความซาบซึ้ง ดวงตาเป็ประกายคล้ายลูกหมาน้อยที่ถูกรังแกแล้วหาที่พึ่งพิง
"อีกอย่าง การอ่านหนังสือมีประโยชน์เสมอไม่ว่าจะเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดของการอ่านหนังสือไม่ใช่การประสบความสำเร็จ แต่เป็กระบวนการในการอ่าน
ทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่อยู่บนเส้นทางที่ก้าวเดินไปต่างหาก"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้หญิงควรแต่งงานั้แ่อายุยังน้อย แต่เพราะตัวเธอเพิ่งมาอยู่ในยุคนี้จึงไม่มีทางเลือกและไม่สามารถพูดความคิดออกมาได้ตรง ๆ
แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่รู้เลยว่า ท่าทางของเธอเมื่อครู่นี้ช่างเปล่งประกายเพียงใด