การจากไปอย่างกระทันหันของย่า ทำให้ครอบครัวเราไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ทุกคนก็ดูเหมือนจะทำใจกันมาสักพักแล้ว ไม่แน่ใจว่ามีแค่เรามั้ย ที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ทุกอย่างใน่นี้มันจะหมุนเร็วไปซะหมด
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา เราก็ต้องย้ายบ้านอีกครั้ง นี่เป็ครั้งแรกที่เราได้อาศัยอยู่ในบ้าน แบบที่เป็หลังและมีสองชั้น บ้านใหม่ของเราจะอยู่หน้าปากซอย ใกล้กับเซ็นทรัลเวิล์ดมาก ๆ (ปัจจุบันคือ 'สวนปทุมวนาณุรักษ์')
บ้านหลังนี้เป็ของแม่เลี้ยงของเรา แม่เลี้ยงของเราเป็ 'ผู้หญิงข้ามเพศ' เรียกได้ว่าเป็หนึ่งคนในกลุ่มของเพศที่สาม ที่ได้แปลงเพศใน่ยุคแรกๆ
เรากับแม่เลี้ยงไม่ได้สนิทกัน และไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนักก่อนหน้านี้ หลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ได้ไม่นาน เราก็เปิดใจคุยกับแม่เลี้ยง เพราะเค้า้าอยากรู้ว่าเรา้าจะเป็เพศอะไร
เพื่อที่ว่า เค้าจะได้วางแผนในการเติบโตในอนาคตของเราได้ถูก และจะได้ไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเราจนเกินไป จนในที่สุดเราก็ได้คุยแบบกึ่ง ๆ เปิดใจ กับพ่อของเราเป็ครั้งแรก
การที่ไม่เคยอยู่ด้วยกัน และการที่เราไม่ใช่ชายแท้ ก็ทำให้เราก็ไม่ค่อยสนิทกับพ่อเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ เราก็ไม่ได้สนิทกับใครเลย เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของเราโตมากับย่า
่นั้นเป็่ที่เราจบม.3พอดี และค่อนข้างเคว้งคว้างมาก ๆ มันเป็จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด ่นึงของชีวิตของเราเลย จนในที่สุด เราก็เลือกที่จะไม่ต่อม.4ของสายสามัญ แต่เลือกที่จะไปเรียนสายอาชีวะในระดับปวช.แทน
เป็อีกครั้งที่เราได้เจอเพื่อนใหม่ และเราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ เรายังคงมีเพื่อนที่อยู่ในชุมชนที่เรียนที่เดียวกัน แต่มีอีกคนที่เรียนที่เดียวกันกับเราก็คือ "เจ้"
การได้เรียนที่เดียวกันทำให้เราสนิทกับเจ้มากขึ้น ซึ่งพอเรามาคิดดูดี ๆ แล้ว เราค่อนข้างสนิทกับเจ้มากกว่าใครเลยด้วยซ้ำ เพราะเราคลุกคลีอยู่กับเจ้บ่อยที่สุด ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต
เราได้มารู้ตอนหลังว่าครอบครัวของนุ๊กย้ายออกไปแล้ว หลังจากที่เราย้ายบ้านไปก่อน จนกระทั่งเราก็ได้มีแฟนคนแรก(และก็ยังคบกันมาจนถึงปัจจุบัน)
แฟนของเราชื่อ "เบียร์" และเบียร์มีแม่เป็คุณครูในโรงเรียนกทม. คล้ายกับครูประจำชั้นตอนประถมของเราเลย แต่ว่าเบียร์กำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยแห่งหนึ่งของชลบุรี ทำให้เราจะได้เจอกันแค่เดือนละครั้งเท่านั้น
เบียร์เป็คนแรกของทุกอย่างในชีวิตของเราเลย ให้ของขวัญวาเลนไทน์คนแรก พาไปเที่ยว ไปดูหนัง ทำทุกอย่างแบบที่แฟนจะไปเดทกัน
ในตอนนั้นโทรศัพท์มือถือยังมีราคาที่สูงมาก และยังไม่มีสมาร์ทโฟน เราที่ไม่ได้มีฐานะอะไร เลยติดต่อกันค่อนข้างลำบาก แต่ยังดีที่เบียร์มีมือถือ ทำให้ตอน่หัวค่ำ เรามักจะออกไปใช้โทรศัพท์ตู้หยอดเหรียญ ที่หน้าเซ็นทรัลเวิล์ดเพื่อโทรหาเบียร์ทุกวัน
จริง ๆ บ้านเราก็มีโทรศัพท์บ้าน แต่ว่าเราจะโดนพ่อดุเอาเพราะเราคุยกันนาน เวลาผ่านไปจนกระทั่งเข้าเทอมที่สองของปวช.ปี2 เราก็ได้รู้มาจากเจ้ว่า ใน่ปีที่สามจะต้องหาที่ฝึกงาน ประจวบเหมาะกับที่เราได้เจอกับไอ้แจ๊ค เพื่อนคนที่เคยเล่นเกมอยู่กับเราแล้วก็นุ๊ก ที่พาเราไปหานุ๊กที่พันธุ์ทิพย์
แจ๊คจบม.3แล้ว และกำลังทำงานอยู่ร้านสเวนเซ่นส์ แพลตทินั่ม(หรือก็คือตลาดนายเลิศเก่า ที่เราเคยมาขายหนังสือกับพี่ลูกเป็ด) เราก็เลยให้แจ๊คพาไปคุยกับพี่ผู้จัดการ
จนในที่สุดเราก็ได้เข้ามาทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่กับแจ๊ค โดยเราจะต้องเข้างานหลังเลิกเรียน วันละ3-4ชม. นี่ก็เลยทำให้เรามีสังคมใหม่เพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่เราได้ไปเที่ยวผับด้วยอายุสิบหก เพราะไปกับพวกพี่ ๆ ที่ทำงาน
"เฮ้ย..ไนท์!!!"
เสียงที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยดังขึ้น ตอนเรากำลังเดินกลับบ้าน
"อ้าวเฮ้ย.. นุ๊ก!!!"
เราได้เจอกับนุ๊กอีกครั้ง และก็ได้พูดคุยกันจนรู้ว่า นุ๊กไม่ได้เรียนต่อม.4 แต่กำลังทำงานอยู่กับพ่อ ส่วนมันก็ได้มารู้จักบ้านใหม่ของเรา นุ๊กมักจะมานั่งกินเบียร์กับเพื่อน ที่ร้านหน้าปากซอยใกล้กับบ้านของเราเป็ประจำ
ซึ่งไอ้หมีก็เป็หนึ่งคนในที่อยู่กลุ่มนี้ด้วย และนุ๊กมักจะมาลากเราไปนั่งด้วยทุกครั้งเจอเรา ซึ่ง ณ ตอนนั้นเรามีแฟนแล้ว และเราก็ไม่ได้รู้สึกสนิทกับนุ๊กเหมือนแต่ก่อน เราเลยค่อนข้างอึดอัด เพราะว่าเพื่อน ๆ ของนุ๊กมีแต่ชายแท้ แล้วก็มักจะมองมาที่เราด้วยสายตาแปลก ๆ
บางครั้งนุ๊กเมาแล้วก็จะชอบโวยวาย พยายามเรียกเราไปนั่งข้าง ๆ ด้วย มีครั้งนึงถึงขนาดมาตามเราถึงที่บ้าน จนพวกเพื่อน ๆ มันต้องมาลากมันกลับไป เพราะถ้าเพื่อนมันไม่มา พ่อเราก็เตรียมจะจัดการมันแล้ว
มีหลายครั้งที่เรามักเลี่ยงที่จะเดินผ่านร้านนั้น และยอมเดินอ้อมอีกทางที่ไกลกว่าเพื่อเข้าบ้าน เพราะไม่อยากให้มันโวยวาย ตอนนี้พอเราเริ่มโตขึ้น แล้วก็พอจะเข้าใจแล้ว ว่าเื่ของเรากับมันไม่มีทางเป็ไปได้เลย
ชีวิต่นี้ของเรา ก็ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก จนกระทั่งเราจบปวช.ปี3 และจะต้องหาที่เรียนต่อในระดับปวส.หรือป.ตรี แต่่นั้นครอบครัวเรายังไม่พร้อม ที่จะส่งเราเรียนต่อ เราเลยต้องดรอปเรียนเอาไว้ก่อน และขอบรรจุทำงาน เป็พนักงานแบบฟลูไทม์ที่ร้านไปพลาง ๆ
่นี้มีหนังที่เป็กระแสมาก แล้วเราก็ชอบมาก ๆ ด้วย
เราไปดูในโรงถึงเจ็ดรอบ นั่นคือ "รักแห่งสยาม" เราอินกับมันมาก เพราะเนื้อเื่มันค่อนข้างคล้ายกับเื่ของเรากับนุ๊ก แล้วฉากในหนังที่เด่น ๆ ก็อยู่ในระแวกบ้านเรา บรรยากาศต่าง ๆ มันเลยส่งผลกระทบกับเราเต็ม ๆ
พอครบปีนึงเราก็ขอลาออก เพราะจะต้องไปหาที่เรียนในปีการศึกษาที่กำลังจะเริ่ม และเราก็ไปสอบได้มหาลัยแห่งหนึ่งแถว ๆ ย่านหอการค้า ซึ่งในตอนนั้น เจ้เราก็กำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยหอการค้า ทำให้เราพอจะคุ้นเคย กับตรอกซอกซอยแถวนั้นอยู่บ้าง
พอเราเข้ามหาลัยปี1 วันนึงเราก็ได้เจอว่านุ๊กพาผู้หญิงคนนึงมานั่งด้วยที่ร้านประจำ และเป็อีกครั้งที่นุ๊กลากเราไปนั่งด้วย แล้วก็แนะนำผู้หญิงคนนั้นให้รู้จักกับเรา
"ไนท์! มานี่ ๆ นี่แฟนกู.. เป็ไงน่ารักมั้ย?.."
"..น้ำ! นี่ไนท์ เพื่อนที่สนิทที่สุดั้แ่เด็กของนุ๊ก"
นุ๊กพูดด้วยท่าทางของคนที่กำลังกึ่ม ๆ แต่มีสติ ซึ่งเรากับน้ำก็ได้แต่มองกันและกันอย่างแปลก ๆ มันเป็สถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนอย่างน่าประหลาด และไม่ได้มีแค่เราที่รู้สึกแปลก ๆ
แฟนของนุ๊ก ก็เริ่มที่จะแสดงท่าทางแปลก ๆ ด้วยการบ่นนุ๊กด้วยเช่นกัน นั่นทำให้นุ๊กชวนเราคุยโดยเมินคำบ่นจากแฟนของตัวเอง ในที่สุดแฟนของนุ๊กก็งอน แล้วลุกเดินหนีกลับบ้านไปก่อน
'ใช้กูเป็เครื่องมืออีกและ..' เราที่เห็นก็อดคิดถึงตอนที่ตาลเคยมาตามเราไม่ได้
เราที่เห็นว่าใช้เวลามาสักพักใหญ่แล้ว เริ่มจะเข้า่ดึกก็เลยจะกลับบ้าน
"นั่งอยู่เป็เพื่อนกูอีกแป๊ปนึงดิ.." มันดึงแขนเราไว้
เราที่เห็นว่ามันนั่งอยู่คนเดียวก็เลยยอมนั่งต่อ
"พรุ่งนี้กูมีเรียน"
"เออน่า.. แป๊ปเดียว" ซึ่งทุกครั้งเราก็จะนั่งเฉย ๆ อยู่เป็เพื่อนมัน ไม่เคยได้พูดคุยอะไรกัน
แล้วก็จะเป็แบบนี้มาั้แ่เมื่อก่อนแล้ว ส่วนนึงเพราะก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไร ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากรู้เื่ชีวิตมัน แต่ว่าด้วยความที่ตอนนี้เรามีแฟนแล้ว เราก็เลยไม่ได้อยากจะรู้เื่ส่วนตัวของมันนัก
แล้วมันก็เป็คนไม่ค่อยชอบพูด มาั้แ่เด็ก ๆ แล้วด้วย พอไม่รู้เื่ส่วนตัวของกันและกัน ก็เลยยิ่งไม่มีอะไรจะคุย
"มึงมีแฟนยัง?" อยู่ดี ๆ นุ๊กก็ถามขึ้นมา
เราที่ไม่ทันตั้งตัว ก็เลยถึงกับอึ้งไปพักนึง เพราะไม่คิดว่ามันจะชวนคุย โดยเฉพาะถามคำถามแบบนี้
"...มีแล้ว" เราตอบไปตามปกติ เหมือนที่เวลาอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ๆ
"พามาให้กูรู้จักบ้างดิ.." เราอึ้งไปอีกครั้ง
"มัน...ไม่ได้อยู่กรุงเทพอ่ะดิ"
"หรอ..แล้วอยู่ที่ไหนอ่ะ?"
"มันเรียนอยู่ชลบุรี"
"แล้วมึงไปเจอกันได้ไง?"
มันยังคงพูดกับเรา โดยที่ไม่ได้มองหน้าเราตามสไตล์ของมัน
"เป็ไรป่าวเนี่ย? ทำไมวันนี้มึงพูดมากแปลก ๆ ?"
คราวนี้เราหันมามองหน้ามันจริงจัง พร้อมกับที่ตอบคำถามด้วยคำถามกลับไป
นุ๊กที่ได้ยินก็ขยับเปลี่ยนท่านั่งก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ
"ไม่มีอะไร กูก็แค่อยากรู้ ทำไม? กู.. รู้ไม่ได้ไง๊?"
เป็ครั้งแรกที่มันยิ้มออกมา พร้อมกับมองหน้าเราตรงๆ
"ได้! กูก็..เจอกันในเน็ต แล้ว...กูถามมึงมั่งได้มั้ยล่ะงั้น?" เราก็เลยแกล้งถามมันกลับบ้าง
"มึงจะถามอะไรอ่ะ?"
มันยังคงมองหน้าเราอยู่ แต่กลับไปทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
"แล้วมึงกับแฟนอ่ะ..เจอกันยังไง?"
"มึงอยากรู้จริง ๆ อ่ะ?" มันถามพร้อมกับทำหน้ายิ้ม ๆ ใส่เรา เหมือนกับกำลังตลกกับคำถามของเรา
"ใครจะไปอยากรู้เื่ของมึง! กูไปล่ะ" พูดจบเราก็ลุกขึ้นเดินกลับบ้านทันที
"อ้าวเฮ้ย..อะไรวะ เฮ้ยย!! ไนท์!!"
หลังจากวันนั้นเรามักจะเจอนุ๊กนั่งกินเบียร์ที่ร้านประจำนี้ โดยที่จะมีแฟนของมัน คอยนั่งประกบติดอยู่ด้วยเสมอทุกครั้ง แล้วมันก็มักจะเรียกเราไปนั่งด้วยทุกครั้งที่เจอ แต่เราก็หาเื่บ่ายเบี่ยงตลอดทุกครั้งเหมือนเคย
หลัง ๆ มา่วันหยุด เราก็มักจะไปเล่นเกมอยู่กับแฟนที่หอที่ชลบุรี ก็เลยไม่ได้เจอกับนุ๊กอีก จนกระทั่งเราขึ้นปี2 เราก็ได้บังเอิญมาเจอกับนุ๊กอีกครั้ง