"ฮึบบบ….." ไรเซลเหวี่ยงท่อนเหล็กออกไปข้างหน้า
แกร๊ก…….
ทันใดนั้นท่อนเหล็กที่ควรจะเปลี่ยนสภาพเป็หอกสามง่ามกลับเปลี่ยนเป็ขวาน
ฟุ่บบบบ…. ไรเซลดึงขวานกลับมาและชกหมัดออกไปทั้งที่ยังกำขวาน
แกร๊ก..
ขวานก็ปรับเปลี่ยนกลไกกลายเป็สนับมือขนาดใหญ่
"ฮึบ…" ไรเซลหมุนตัวใช้หลังมือขวาฟาดค้างไว้กลางอากาศ
วืดดดด…. คลื่นลมระจายตัวออกส่งผลให้เปลวไฟด้านข้างมอดดับลง
แกร๊กกก…
สนับมือปรับเปลี่ยนกลไกกลายเป็โล่ทรงกลมในทันที
"ชึบบบ…." หลังจากนั้นไรเซลก็ปรับเปลี่ยนท่วงท่าต่างๆ เพื่อออกอาวุธทั้งระยะสั้นและระยะกลาง การปรับเปลี่ยนรูปแบบก็ค่อยๆ เร็วขึ้นเขาใช้พลังจิตเพื่อเร่งกระบวนการในการเปลี่ยนรูปแบบจากภายใน รูปแบบของอาวุธถูกสลับไปมาอย่างรวดเร็ว มีดสั้น โล่ ขวาน ค้อน กระบองหนาม ดาบใหญ่ ดาบยาว ฯลฯ ทุกอย่างถูกไรเซลสลับไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเคยชิน การปรับเปลี่ยนแบบรูบที่แต่เดิมใช้เวลา 2 วินาที ถูกเร่งขึ้นให้เหลือ 1 วินาทีก่อนที่จะลดลงไปเรื่อยๆ
0.9
0.8
0.7
0.6
0.5
เวลาในการเปลี่ยนรูปแบบยิ่งมายิ่งหดลง จนในที่สุดเมื่อไรเซลลดระยะเวลาลงไม่ได้อีกเขาก็หยุดการกระทำและมองอาวุธที่อยู่ในมือ
"ที่สุดแล้วก็ลดเวลาลงมาเหลือ 0.45 วินาที แต่ถ้า้าปรับรูปแบบให้เป็ขนาดที่แตกต่างกันยังต้องใช้เวลาเพิ่มอยู่นิดหน่อย ไม่เลว…." ไรเซลตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะพูดอีกแล้ว หยดน้ำตาน้อยๆ ซึมออกมา
เดิมทีไรเซลคิดว่ามันเป็แค่ของเทอะทะไร้ประโยชน์อย่างหนึ่ง
แต่ทันทีที่รู้ว่ามันปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลายอย่าง ไรเซลก็ถึงกับปลื้มใจจนน้ำตาไหล
อาวุธชิ้นนี้คือของดีอย่างแท้จริง เมื่อตอนที่ยังเป็หอก การจู่โจมอาจจะดีมากก็จริง แต่เื่การดูดซับพลังงานเมื่อตั้งรับมันจะด้อยประสิทธิภาพลง นั่นทำให้มันแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ แม้ว่าการเปลี่ยนรูปแบบจะทำได้ แต่มันก็ช้าเกินไป
การโดนรุกไล่อย่างรวดเร็วที่ไรเซลใช้กับคิรุส ทำให้มันไม่มีโอกาสปรับรูบแบบของอาวุธ มันจึงสู้ด้วยหอกเพียงอย่างเดียว
"เ้าลูกรัก…. พ่อจะตั้งชื่อให้กับเ้า…" ไรเซลยอมแล้ว เขาหลงรักมันเข้าเต็มเปา
"มันคือยอดศาสตรา เป็อาวุธชั้นยอดที่เปลี่ยนร่างได้ดังใจ ถ้างั้นชื่อของมันก็ต้องเป็….." ไรเซลบ่นพึมพัมกับตัวเอง เขาต้องคิดชื่อที่อลังการและฟังดูยิ่งใหญ่
"ได้แล้ว!!" ในที่สุดก็นึกได้แล้ว
"ขอตั้งชื่อว่า เกรท ออฟ สปิริตเวพ่อน อัลติเมทฟิวชั่น!!!" ไรเซลชู เกรท ออฟ สปิริตเวพ่อน อัลติเมทฟิวชั่น ที่ตอนนี้อยู่ในรูปแบบของกระบี่ยาวขึ้นฟ้าพร้ะโกนก้องให้โลกได้รับรู้
"เอ่อ… ต้องตั้งชื่อเล่นไว้ด้วยเผื่อเรียกยามฉุกเฉิน…" แม้ว่ามันจะดูยิ่งใหญ่ แต่มันก็มาพร้อมกับการเรียกที่ลำบาก เขาต้องตั้งชื่อเล่นให้มันตอนนี้
"เกรท…. ฟิวชั่น..สปิริต…….." ขบคิดต่อไป
"เกรฟอน….. อ๊า!! ได้ชื่อนี้แหละ ต่อไปแกมีชื่อเล่นว่า" เกรฟอน" ไรเซลคิดชื่อเล่นได้แล้ว มันดูเข้มแข็งและคล้ายกับชื่อของสัตว์ในตำนานอย่างกริฟฟ่อน
"ฮ่าๆ…. เก็บเกี่ยวได้เยอะเลยรอบนี้… ได้เวลาไปจากที่นี่ซักที" พูดจบไรเซลก็เปลี่ยนรูปร่างของมันให้เป็ปลอกแขน ปลอกแขนที่อยู่ที่แขนขวา
"ด้วยของที่มีอยู่ตอนนี้ ต่อให้เจอแบบไอ้นี่เป็สิบก็สู้สบาย" ไรเซลพูดด้วยท่าทางยิ้มแย้มพร้อมกับผูกชุดย้วยๆ ของคิรุสเข้ากับศพของมัน ก่อนจะจับขาข้างหนึ่งและเดินลากร่างของมันกลับไปอย่างไม่รีบร้อน ขณะกำลังเดินเขาก็สะบัดแขนเพื่อดับไฟที่ไหม้อยู่ไปตามทาง เขาไม่อยากให้ที่ที่เขาเคยอยู่วอดวายไปหมดทั้งแบบนี้
ไรเซลที่สวมชุดดูเหมือนธรรมดาตอนนี้ไม่ได้รับการเสริมพลังจากชุดอย่างเต็มที่ แต่มันก็ยังมีมากพอ พลังในตอนนี้มันเท่ากับตอนที่เขาใส่สูทเสริมพลังตอนที่สู้กับคิรุส เขาจะใช้พลังได้เต็มที่ตอนกลับไปใช้รูปแบบดั้งเดิมของมัน
ผ่านไป 10 นาทีเขาก็เดินมาถึงชายหาด จุดที่เขาปะทะกับคิรุสไม่ได้ไกลจากยานบินมากนัก
ไรเซละโขึ้นไป้าของยาน และเข้าสู่ทางที่เขาเคยเปิดไว้ การะโขึ้นสูง 7 เมตรนั้นไม่ได้ยากสำหรับเขาแม้แต่น้อย
เขาพาร่างของคิรุสเข้าไปในยานและตรงไปห้องนักบิน
ครืดดดด…. ประตูเลื่อนเปิดออก
"รอกันนานมั้ยพวกเธอ ชั้นพาไอ้นี่มาส่ง" ไรเซลทักทายสตางค์และมลฤดีอย่างร่าเริง ดูเหมือนเขาจะอวดสองสาวถึงความสำเร็จของตัวเอง
"ถอยไปไอ้วิตถาร…..!! " ทว่าสิ่งได้รับกลับเป็เสียงะโที่เกรี้ยวกราด สตางค์ตอบกลับด้วยท่าทางที่รังเกียจ
"เฮ้ๆ นี่เธอจะพูดกับคนที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพวกเธอแบบนี้ไม่ได้นะ" ไรเซลเอือมระอายัยเด็กนี่จริงๆ ทำไมมันถึงได้ทำตัวมีปัญหาไปทุกครั้งเลยนะ
"อย่ามาพูดกับช้านนนนน!! " สตางค์กรีดร้องพร้อมวิ่งไปหลบที่มุมห้อง สองมือปิดหูไว้แแ่ราวกับจะไม่อยากได้ยินเสียงของไรเซลอีกต่อไป
"นี่เธอ!! " ไรเซละโตามออกไป แต่ทันใดนั้นเมื่อสตางค์ออกไปจากตำแหน่งตรงหน้า ไรเซลก็ได้พบกับบางอย่าง
มันคือมอนิเตอร์ตัวใหญ่ที่กำลังฉายภาพด้านนอกของตัวยาน เป็พื้นที่ที่เขาได้ต่อสู้กับคิรุส
"ไม่ใช่…. นี่มันต้องไม่เป็แบบนี้…. บอกชั้นทีว่านี่มันไม่ใช่อย่างที่คิด" ไรเซลใช้สองมือจับไหล่ของมลฤดีเพื่อเขย่าถามอย่างร้อนรน ตอนนี้เขาเดาออกแล้วว่าทำไมสตางค์มีท่าทางแบบนั้น
มลฤดีหลบสายตา เธอพูดออกมาด้วยเสียงอันเบาหวิว "เื่นี้หนูจะไม่บอกใครเด็ดขาดค่ะ หนูจะเก็บไว้เป็ความลับ"
ไรเซลปล่อยมือออกจากมลฤดี เขาในตอนนี้รู้สึกเหมือนคนไม่มีกำลังและหมดแรง จะยืนจะลุกจะเดินไป
"ั้แ่…. เมื่อไหร่กัน……" เขาถามด้วยเสียงที่เศร้าสร้อย
"ั้แ่ตอนที่คุณเปิดเพลงเดินไปค่ะ" มลฤดีตอบโดยที่ไม่สบสายตา
"งั้นตอนที่กำลังแปลงร่าง….. " ไรเซลถามด้วยแววตาที่คาดหวัง
มลฤดีรู้ว่าไรเซล้าอะไร แต่เธอทำไม่ได้ เธอโกหกไรเซลในตอนนี้ไม่ได้จริงๆ "ไม่ว่าใครก็คงต้องอยากลองทำดูซักครั้งจริงๆ ค่ะ หนูเข้าใจ.. เพียงแต่….. "
"ไม่ต้องแล้ว…. ไม่ต้องบอกชั้นอีกแล้ว" ไรเซลหลับตาและฝืนทนกับความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในตอนนี้ เขาไม่สนใจที่เขาทำท่าแปลงร่างให้ใครเห็น แต่การแปลงร่างโดยที่ร่างกายเปลือยเปล่า ความปวดร้าวนี้มันคนละเลเวลกัน…
"หุบปากไปซะไอ้ตูด…… " สตางค์พูดเสียงอันเบาบางออกมาจากมุมห้อง
แม้ว่าเสียงนี้จะเบาแค่ไหน แต่ในห้องที่เงียบสงัด ทำให้ผู้ฟังได้ยินชัดทุกคำพูด
เพล้ง…….
เสียงบางอย่างในจิตใจของไรเซลแตกร้าว เขารู้สึกเหมือนกับว่าโลกใบนี้ไม่มีที่สำหรับเขาแล้ว เขาทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างกับหมดอาลัยตายอยาก
ทั้งสามมีเพียงความเงียบที่ปกคลุม พวกเขาต่างอยู่คนละมุมของห้อง หลบสายตาของกันและกัน
.
.
.
.
.
.
เนิ่นผ่านไป.. ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเงียบอยู่แบบนี้ไปเท่าไหร่แล้ว ต่างคนต่างไม่มีใครส่งเสียงออกมา
"หนูว่าเราขับยานกลับฐานกันเถอะค่ะ ตอนนี้หนูพอจะบังคับมันได้บ้างแล้ว" มลฤดีทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงปกติ เธอทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
"ไปเถอะ….. เราเสียเวลามากแล้ว…." ไรเซลตอบกลับด้วยเสียงที่อ่อนล้าและแ่เบา เขากำลังทำใจเพื่อลืมเื่นี้
"หุบปากของแกซะไอ้ตูด….. " เสียงที่แหบพร่าฟังดูเคียดแค้นถูกส่งออกมา สตางค์ในตอนนี้เหมือนกับคนถูกผีเข้า เธอนั่งอยู่มุมห้องกัดเล็บตัวเอง ปากบ่นพึมพัมด้วยคาถาแปลกประหลาด "ไอ้ตูด….. ไอ้โรคจิต…...ไอ้วิตถาร…." ถ้อยคำซ้ำๆ ถูกเปล่งออกมาวนเวียนไม่รู้จบ
"เอื้อกกก….. " ไรเซลกระอักเืออกมา เขารู้สึกว่าตัวเองเ็ปยิ่งกว่าตอนที่โดนโจมตี มากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"พอเถอะตางค์.." มลฤดีปรามเพื่อนของเธอ ยัยนี่มันจะอาฆาตแค้นอะไรนักหนา
"ไม่มีทาง….. ชั้นจะไม่ยกโทษให้มัน ไอ้ตูดมันต้องได้รับบาปกรรมที่มันได้ทำไว้….. " ไม่รู้ว่าเธอ้าอะไรกันแน่ แค่โชว์ตูดให้ดูทำไมถึงทำให้เป็ได้ขนาดนี้
แต่เื่นี้โทษสตางค์ไม่ได้ แม้ว่าจะโตมาท่ามกลางกลุ่มผู้ชายในค่ายทหาร แต่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพลเอกแห่งกองทัพก็ถูกเลี้ยงดูมาประดุจไข่ในหิน เธอไม่เคยเจอการกระทำที่ไร้ยางอายขนาดนี้
"เอื้อกกก…." ทุกคำสาปแช่งของสตางค์กรีดลึกลงไปในใจของไรเซล แม้ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม แต่ท่าทางน่าอายที่ไม่คิดว่าจะมีคนเห็น กลับถูกเห็นเข้าอย่างจัง นอกจากนั้นแทนที่อีกฝ่ายจะหลงไหลในรูปร่างอันงดงามของเขา กลับถูกแทนด้วยคำสาปแช่ง ไรเซลรับไม่ได้กับสิ่งนี้อย่างแท้จริง
มลฤดีจนใจ เธอไม่เข้าใจเลยว่าพวกนี้กำลังเล่นอะไรกัน ในที่สุดเธอก็สั่งการเพื่อให้ยานบินขึ้นฟ้า การซ่อมแซมตัวเองเสร็จไปตั้งนานแล้ว
ยานบินลอยด้วยความเงียบ ไม่มีแรงสั่นะเืแม้แต่น้อย ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่ามันกำลังบินอยู่ มันหันหัวขึ้นทางเหนือก่อนจะบินออกไปด้วยความเร็วสูง
"ตอนนี้ล็อคเส้นทางไว้ที่ฐานทัพเอเชียค่ะ…… เราควรปล่อยพวกคนที่ถูกขังออกมามั้ยคะ?" มลฤดีรายงานไรเซลพร้อมกล่าวถาม เธอพยายามเปลี่ยนบรรยากาศที่อึมครึมนี้
แต่สิ่งที่ไรเซลรู้สึกกลับตรงข้ามกับความ้าของมลฤดี เขารู้สึกราวกับว่าจะมีมีดอีกนับร้อยพุ่งเข้ามากรีดแทงเขา
" ไม่… ปล่อยพวกมันเน่าตายอยู่ในนั้นแหละ…. ไปถึงฐานค่อยปล่อยออกมาทีเดียว" เขาจะไม่มีทางปล่อยใครออกมาเด็ดขาด ตอนนี้เขา้าความเงียบสงบ!!
"เอ่อ… เข้าใจแล้วค่ะค่ะ…." มลฤดีจนใจ เธอไม่รบเร้าอะไรเพิ่มอีก
แล้วยานก็เคลื่อนตัวอย่างเงียบๆ บนชั้นบรรยากาศ ฐานทัพสหพันธ์เอเชียตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศจีนยืดยาวกินอาณาเขตไปจนถึงประเทศรัสเซียตอนล่าง ตอนนี้อยู่ห่างจากพื้นที่ที่ไรเซลอยู่ค่อนข้างไกล

อาณาเขตของมนุษย์ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันเป็เส้นตรง ไม่ว่าจะเป็ ยุโรป เอเชีย อเมริกา ส่วนอื่นที่อยู่นอกเหนือในระนาบเส้นตรงนี้ถูกชาวต่างดาวยึดครองไปหมดแล้ว คนที่ยังรอดอยู่ในเขตยึดครองนั้นต้องซ่อนตัว และใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ก็เคราะห์ดีที่ส่วนปลอดภัยในโลกยังคงเหลืออยู่ แม้ว่าแนวชายแดนจะมีการโจมตีบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก

ยานบินผ่านจุดต่างๆ ได้อย่างสบายๆ แม้ว่าจะพบกับการตรวจจับสัญญาณของพวกต่างดาว แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร พวกมันเข้าใจว่าเป็พวกเดียวกัน และด้วยการที่มันรู้ว่านี่เป็ยานบินชั้นแม่ทัพจึงไม่มีใครมาสร้างปัญหา
ไรเซลที่ช็อคอยู่ไม่ได้สนใจภูมิประเทศในตอนนี้ เขายังคงจมอยู่กับความคิดของตนเองและพยายามปลอบใจว่าไม่เป็อะไร
ยานบินเดินทางเร็วมาก ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็บรรลุจุดมุ่งหมายจากตอนใต้ของประเทศไทยมาถึงตอนล่างของประเทศจีน
"เรามาถึงเขตชายแดนแล้วค่ะ ตอนนี้หนูได้สงข้อความไปยังฐานทัพเพื่อขอลงจอดแล้ว" มลฤดีรายงานสถานการณ์ตอนนี้ให้ไรเซลฟัง
"โอเค…. ถ้าเตรียมตัวได้แล้วก็สั่งยานทำลายระบบติดตามก่อนลงจอดด้วย เราต้องใช้มันในอนาคต" ไรเซลที่เริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้วก็ตอบกลับมลฤดีออกไป
"รับทราบค่ะ" มลฤดีขานรับ
แม้ว่าทุกคนจะดีขึ้นบ้าง แต่คนที่อาการหนักลงกลับเป็สตางค์ ยิ่งสาปแช่งไรเซลมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งถลำลึก ตัวเธอตอนนี้เหมือนกำลังจะเข้าสู่ด้านมืด
**************************************
ภายในศูนย์บัญชาการกองทัพสหพันธ์เอเชีย ภาค 3 เขตแนวชายแดนตอนล่าง
"จับสัญญาณของยานบินได้ครับ ความสูง 1000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล" โอเปอร์เรเตอร์แจ้งเหตุทันทีที่จับสัญญาณได้
"มียานกี่ลำ!!" ด้านข้างที่ได้ยินก็ตอบรับด้วยความแตกตื่น
"ตรวจพบหนึ่งลำครับ ตอนนี้กำลังเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูง" โอเปอร์เรเตอร์ตอบกลับ
"แจ้งผู้กองคาร์เตอร์ มียานบินต่างดาวเข้าใกล้อาณาเขตหนึ่งลำ ไม่ทราบเป้าหมาย ขอคำสั่งด้วย" เสียงคำสั่งถูกส่งต่อทันทีที่โอเปอร์เรเตอร์แจ้งข้อมูลเรียบร้อย
"รับทราบ" เ้าหน้าตอบรับพร้อมวิ่งเข้าไปในห้องทำงานอย่างเร่งด่วน
ไม่นานความวุ่นวายก็เริ่มปรากฏ นายทหารสี่ห้าคนรีบวิ่งมาที่จุดรายงานคำสั่ง
" สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง จ่าสตีฟ" ผู้กองคาร์เตอร์ถามคนที่อยู่ข้างๆ โอเปอร์เรเตอร์ทันที คนๆ นี้ก็คือจ่าสิบเอก สตีฟ แอนเดอร์สัน หัวหน้าหน่วยสื่อสานประจำศูนย์บัญชาการภาค 3
"ตอนนี้ยานบินลดความเร็วและลดระดับลงมาแล้วครับ ยังไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะโจมตีแต่อย่างใดครับ" จ่าสตีฟรายงานความคืบหน้าอย่างทันท่วงที
"ดูเหมือนจะมีอะไรแปลก รอสัญญาณจากผมและสั่งปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานเตรียมพร้อมรับคำสั่ง" ผู้กองคาร์เตอร์สั่งการอย่างต่อเนื่อง
"ครับ" จ่าสตีฟรับคำสั่งและสั่งการออกไปอย่างรวดเร็ว "ปืนต่อต้านอากาศยานหมายเลข 1-4 เตรียมพร้อมรบ สั่งการกองยานขับไล่ขึ้นบิน รอรับคำสั่งโจมตี"
สิ้นสุดคำสั่ง แต่ละหน่วยก็ส่งข้อความออกไป ตอนนี้ฐานทัพกำลังเข้าสู่ความวุ่นวาย
ผู้กองคาร์เตอร์นั้นเป็ชาวรัสเซีย เขามีรูปร่างสูงใหญ่และผิวสีขาว หน้าตาดูเมตตาอารี ตัดผมเกรียนและมีผมสีน้ำตาล ผิดกับจ่าสตีฟเขาเป็คนผิวสี ที่มีผมทรงสกินเฮ้ดสีขาว หน้าตาโเี้จนเด็กฝันร้าย ตาข้างขวามีรอยเสียหายที่เกิดจากแผลโดนฟัน ด้วยขนาดตัวและรูปลักษณ์ เขาดูขัดแย้งกับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสื่อสารที่ทำงานอยู่นี้เหลือเกิน
ผ่านไปสามนาทียานบินก็เข้าใกล้ในระยะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"มีสัญญาณติดต่อจากยานบินส่งมาครับ" โอเปอร์เรเตอร์แจ้งความผิดปกติออกมาอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่เคยเจอยานบินของพวกต่างดาวส่งสัญญาณเสียงติดต่อมาก่อน
"เปิดช่องสื่อสารเดี๋ยวนี้" ผู้กองคาร์เตอร์สั่งการอย่างเร่งร้อน เขาคิดว่าความผิดปกตินี้อาจเป็ข่าวดีบางอย่าง ลางสังหรณ์ไม่เคยหลอกเขาเลยซักครั้ง
"ครับ" โอเปอร์เรเตอร์รับคำสั่งพร้อทเปิดช่องสื่อสารออกมา
ทันใดนั้นสัญญาณเสียงจากยานที่ลอยตัวห่างออกไปก็ปรากฎสู่ศูนย์บัญชาการภาค 3 แห่งนี้
"นักเรียนเตรียมเสนาธิการรุ่นที่ 6 มลฤดี นาคประดิษฐ์ ติดต่อศูนย์บัญชาการค่ะ" เสียงผู้หญิงดังออกไปทั่วทั้งห้องบัญชาการ
เสียงนี้ทำให้ห้องบัญชาการเข้าสู่ความเงียบ เสียงวุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหายไปอย่างเงียบงัน
ต่อให้คิดคาดเดามากแค่ไหนพวกเขาก็ไม่คาดฝันว่าสถานการณ์จะเป็แบบนี้ เขาไม่เคยฝันว่าจะมีเสียงของมนุษย์ดังออกมาจากยานของศัตรู