บทที่ 22 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดา์(1)
“...”
ท่ามกลางห้วงแห่งความว่างเปล่า ดวงจิตของเย่หัวตื่นขึ้นมาบนห้วงอากาศที่สูงขึ้นไปเหนือท้องฟ้า ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ก้อนเมฆรูปร่างต่างๆ เต็มไปหมด แต่ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น
“สงสัยอะดิ ว่าที่นี่คือที่ไหนแล้วมึงมาทำอะไรตรงนี้...”
“ไอ้ชา!”
“ ‘ไอ้ชา!’ มึงจะะโเรียกชื่อกูแบบนี้ใช่ไหมล่ะ แต่กูบอกเลยว่านี่เป็ระบบอัตโนมัติที่จะทำงานในตอนที่มึงใช้พลังไปจนหมดเป็ครั้งแรก ในกรณีที่มึงไม่ยอมฝึกฝนลมปราณเลย”
“แล้ว...”
“กูรู้ว่ามึงมีเื่มากมายที่จะถาม แต่ก็เหมือนกับจดหมายที่เคยเขียนหรือตอนที่กูส่งมึงมาที่นี่ กูมีเวลาจำกัดมากๆ เพราะฉะนั้นแล้วกูของให้มึงช่วยฟังได้อย่างเดียวสได้ไหม ถือว่ากูขอละกัน ช่วยตั้งใจฟังกูสักเดี๋ยว กูรู้ว่ามึงอยากด่ากูเยอะเลย แต่กูไม่มีเวลาจริงๆ”
“กูไม่ได้อยากด่ามึงสักหน่อย...กูจะขอบใจมึงด้วยซ้ำ” เย่หัวหรือทิพย์บ่นอุบอิบอยู่คนเดียวเบาๆ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โต้ตอบด้วย
“อย่างแรกเลยร่างกายมึงเป็ของคนในโลกนี้ แต่เดิมมันถูกพิษจนไม่สามารถทำอะไรได้มาก แค่เดินยังเหนื่อยเลย แต่ว่าในตอนที่กูส่งมึงมากูรักษาให้หมดแล้ว และมึงจะกลับไปสู่สภาวะสูงสุดตามพ่อแม่ที่ให้กำเนิดมึง...
เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากมึงฝึกฝนเคล็ดวิชาที่กูให้ไปอย่างน้อยที่สุดมึงก็จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนทั่วไปหากว่ามึงตั้งใจ”
“...”
“กูรู้ว่าด้วยนิสัยของมึงอยากอยู่อย่างสงบๆ ไม่ได้อยากไปตีรันฟันแทงกับใครเขา แต่มึงจำคำกูเอาไว้นะ...”
“...”
“โลกนี้ไม่ได้เป็เหมือนกับบ้านเราที่พวกเราจากมา ที่นั่นถึงผู้คนจะห่วยแตกยังไง แต่ก็ยังมีกฎหมายที่พอจะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบๆ แบบที่มึงชอบ โดยที่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับใครได้ แต่ในโลกใบนี้มันไม่ใช่นะมึง”
“...”
“ถ้าไม่มีพลังแล้วไม่มีเหตุต้องใช้ก็ไม่เป็ไร
ถ้ามีพลังแล้วแล้วมีเหตุให้ต้องใช้มันก็ไม่เป็ไร
แต่ถ้าไม่มีพลังแล้วมีความจำเป็ที่จะต้องใช้มัน
มึงจะต้องเป็คนที่มานั่งเสียใจที่สุดนะไม่ใช่กูหรือใครทั้งนั้น
เพราะว่าคำว่า “ถ้าหากว่า” มันเป็เพียงแค่คำปลอบใจ และในโลกที่หรือโลกไหนๆ ก็ไม่มียาอะไรที่จะสามารถรักษาความเสียใจของมึงได้ทั้งนั้น”
“กูรู้ว่ากูอาจจะพูดหนักไป แต่ถ้าหากมึงยังไม่ยอมฝึกจริงๆ มึงก็จะเอาของออกจากตู้เย็นมากกว่านั้นเลยไม่ได้นะ กูบอกเลยว่ากูเอาอะไรใส่ไว้ในนั้นมากมายกว่าที่มึงคิดเชียวละ”
“...”
“สุดท้ายนี้ไม่ว่ามึงจะเลือกที่จะฝึกหรือไม่ฝึกก็แล้วแต่มึง แต่กูอยากให้มึงจำเอาไว้ว่าหากมีความจำเป็และไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว มึงต้องยอมรับความเชื่อของมึงเองให้ได้นะ เพราะจะมีเพียงแค่ตัวมึงเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือตัวมึงเองได้ ไม่ว่ามึงจะมีใครอยู่ข้างกายก็ตาม...โชคดีมึง”
.
.
.
ในห้วงแห่งความฝันนั้นอาจจะเป็เพียงแค่ไม่นานสำหรับเย่หัว แต่ว่าสำหรับโลกภายนอกนั้นมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้จากที่ดวงตะวันอยู่กลางท้องฟ้า ในตอนนี้เวลาล่วงเลยไปจนตอนนี้ดวงตะวันแทบจะหายไปในทิวเขาแล้ว เท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ราวๆ ครึ่งชั่วยามก่อนที่จะมืดค่ำ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ก่อนที่เย่หัวนั้นจะหลับกลางอากาศไปนั้น มีชาวบ้านหลายคนที่มองเห็นความอ่อนล้าความอิดโรยของเด็กหญิงได้อย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหญิงก็จะทำเพียงแค่ยิ้มให้พวกเขาและกล่าวว่า
‘ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ อีกเพียงแค่เดือนเดียวก่อนจะเข้าหน้าหนาว ข้าไม่รู้ว่าหน้าหนาวในปีนี้จะมาเร็วหรือช้า แต่อย่างน้อยที่สุดขอให้ข้าได้ช่วยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยข้าก็หวังให้หน้าหนาวในปีนี้เป็หน้าหนาวที่เป็่เวลาดีๆ ของเด็กๆ ทุกคนเ้าค่ะ’
และแล้วก็เป็ไปตามคาดของหลายๆ คน เมื่อเห็นวัตถุดิบกองโตที่อยู่ในบ้านลามออกไปหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็เนื้อ หรือกองมันกองโตที่มีทั้งกองที่ถูกเตรียมเอาไว้เพื่อเป็พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และกองที่ต้องเตรียมเอาไว้เพื่อเป็อาหารให้คนจำนวนมาก
ยังไม่รวมกับลูกอมจำนวนมากพอที่จะให้เด็กๆ และผู้ใหญ่ไปอดเล่นในระหว่างการทำงาน เพื่อไม่ให้อ่อนแรงในระหว่างวัน
สุดท้ายแล้วนางก็ล้มลงต่อหน้าผู้คนมากมาย จนกลายเป็ความวุ่นวายอยู่นานพอดู เพราะสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้วนางนั้นเปรียบได้ดั่งเซียนตัวน้อยที่ลงมาโปรดพวกเขา ทำให้แทบจะทุกคนนั้นต่างก็เป็ห่วงเป็ใยเป็เดือดเป็ร้อนแทนนางกันยกใหญ่...
จะมีก็แต่คนกลุ่มหนึ่ง ที่เฝ้ารอให้ความวุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นมาั้แ่แรกอยู่แล้ว...
“ตอนนี้แหละ!!”
.................................
มาแล้วจ้า ตอนที่สองตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ั้แ่เมื่อวาน ส่วนตอนสุดท้ายถ้าไฟไม่ดับเจอกันตอน20.30จ้า