ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 เอ้อร์ยา

            เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางคาดหวังของเด็กๆด้านนอก ทำให้สวีหว่านหนิงคิดถึงตอนเพิ่งทะลุเข้ามาในหนังสือนิยายภาพของต้าชุนกับเยาเม่ยที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกช่างน่าสงสารจับใจ

            เธอคงเอาของดีในช่องมิติมาแบ่งปันให้กับพวกเด็กๆไม่ได้ แต่เรื่องที่สามารถทำได้ในทันทีเช่นการแบ่งปันอาหารเหล่านี้ เธอย่อมทำได้

            “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อนุญาต

            ในห้องครัวตอนสวีหว่านหนิงกำลังเติมเห็ดโคนลงไปเพิ่มเธอแอบหยิบอกไก่ที่ต้มเสร็จแล้วออกมาหลายชิ้นจากในช่องมิติจากนั้นก็หั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำใส่เพิ่มลงไป

            ร้านอาหารของเธอต้อนรับลูกค้าวันละหลายร้อยรายวัตถุดิบหลายอย่างจึงถูกเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เช้า อาทิ พวกเนื้อสัตว์ปรุงสุกซึ่งมีจำนวนมากการทำเช่นนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการทำอาหารได้มาก

            อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเธอในตอนนี้อีกด้วย

            เธอไม่ได้เอาเนื้อไก่ส่วนอื่นออกมาหนึ่ง เพราะไก่หนึ่งตัวใหญ่แค่ไหนทุกคนรู้ดี หากเนื้อมีปริมาณมากกว่าจำนวนกระดูก จะผิดสังเกตได้ง่ายๆ

            สอง สำหรับพวกเด็กๆนั้น หลายเดือนถึงจะได้กินเนื้อสักครั้ง แม้เนื้อไก่ติดกระดูกจะอร่อยมากแต่มีปริมาณน้อย เนื้ออกไก่อาจจะไม่ได้นุ่มลิ้นมากนัก แต่กินแล้วเต็มปากเต็มคำ สามารถสร้างความอิ่มเอมใจให้กับเด็กๆเหล่านี้ได้มากกว่า

            ตอนสวีหว่านหนิงยกไก่ตุ๋นเห็ดโคนชามใหญ่ออกมาเธอได้ยินเสียงกลืนน้ำลายจากรอบด้าน ทั้งยังมีเสียงท้องร้องปะปนมาด้วย

            “ซู่เซิงเธอกับเฉียงเซิงช่วยกันแบ่งไก่ตุ๋นเห็ดโคนชามนี้ให้เพื่อนๆ ทีสิ”

            คำพูดของสวีหว่านหนิงทำให้พวกเด็กๆดีใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่แน่ใจปะปนอยู่ด้วย

            “น้าสวีจะให้พวกเรากินของพวกนี้จริงๆ หรือครับ”

            “ใช่” สวีหว่านหนิงยิ้มพลางกล่าว “หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านอนุญาตแล้วแต่มันมีไม่เยอะ เพราะฉะนั้นทุกคนจะได้กินไก่กันแค่คนละชิ้นส่วนเห็ดโคนแบ่งกันมากกว่านั้นได้”

            “แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะว่าซู่เซิงกับเฉียงเซิง เธอสองคนจะต้องแบ่งเนื้อไก่ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมส่วนคนอื่นๆ ก็ห้ามแย่งกันเด็ดขาด มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องกินกันทั้งหมด”

            สวีหว่านหนิงแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมน้ำเสียงเข้มงวด ดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย

            ทว่าความยั่วยวนของอาหารเลิศรสทำให้พวกเด็กๆเชื่อฟังเป็นพิเศษ จนกระทั่งสองพี่น้องซู่เซิงกับเฉียงเซิงแบ่งเนื้อไก่เสร็จแล้วก็ไม่มีใครกล้าทำตัวแตกแถวเลยสักคน

            เพราะชามกับตะเกียบมีไม่พอพวกเด็กๆ จึงใช้มือกินอาหาร

            เด็กบางคนเล็บดำมากดูออกว่าไม่เคยตั้งใจล้างมือให้สะอาดก็หยิบอาหารขึ้นมากินทันทีไม่รู้ว่าจะท้องเสียหรือเปล่า

            แต่สวีหว่านหนิงจนปัญญาที่จะตักเตือนทีละคนเด็กส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นแบบนี้ทั้งนั้น มีแค่ครอบครัวส่วนน้อยที่จะเตือนให้เด็กล้างมือก่อนกินอาหาร

            เธอไม่มีเวลาและหากพูดมากเกินไปไม่แน่อาจจะถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนินทาภายหลังได้

            ขอแค่พวกเด็กๆกินอาหารแล้วรู้สึกพึงพอใจก็พอ

            ในกลุ่มเด็กๆมีเด็กหญิงร่างสูงผอมคนหนึ่งดูแตกต่างจากคนอื่น

            ไม่รู้ว่าเฉียงเซิงดูแลเธอเป็นพิเศษหรือไม่เธอถึงได้รับเนื้ออกไก่ชิ้นใหญ่ รวมถึงเห็ดโคนที่ใหญ่กว่าชิ้นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดอีกสามชิ้น

            ทว่าเด็กหญิงกลับกินเห็ดโคนชิ้นที่เล็กที่สุดแล้วเอาเนื้ออกไก่กับเห็ดอีกสองชิ้นในไว้ในมือ เธอหันไปมองรอบๆ ได้ยินเสียงเคี้ยวที่ทำให้เธอต้องกลืนน้ำลาย

            “น้าสวีพ่อแม่ของเอ้อร์ยาไม่อยู่แล้ว เธอกับพี่สาวอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่าแต่ปู่ย่าของเธออายุมากจนทำงานไม่ไหว พวกเขาสี่คนลำบากมากสองวันถึงจะได้กินข้าวสักมื้อ แถมยังกินไม่อิ่มท้องเอ้อร์ยาคงอยากเอาอาหารกลับไปให้คนที่บ้านกินครับ”

            เฉียงเซิงกินอาหารของตัวเองเสร็จก็เห็นสวีหว่านหนิงมองไปที่เอ้อร์ยาเขาจึงอธิบายด้วยความหวังดี

            “อืมฉันเข้าใจแล้ว”สวีหว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วไม่พูดอะไรอีกก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น

            หลังเด็กทุกคนกินกันเสร็จแล้วสวีหว่านหนิงก็กลับไปที่บ้านหลิน

            แม่หลินรู้ว่าวันนี้เธอต้องทำงานอยู่ที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่จึงไม่รอเธอกลับมา และทำอาหารเที่ยงให้หลานกินเอง

            ทั้งที่ทำอาหารด้วยวิธีเดิมรสชาติก็ไม่ต่างจากเดิม แต่เด็กสองคนกลับกินข้าวอย่างไม่กระตือรือร้นมากนัก

            “ย่าครับครั้งหน้าตอนต้มบะหมี่ ใส่น้ำมันหมูลงไปหน่อยดีไหมครับ น้ำแกงจะได้อร่อยขึ้น” ต้าชุนกินบะหมี่จนหมดชาม ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงสักหยดแต่มิวายแสดงความเห็นกับคุณย่า

            เยาเม่ยพยักหน้าหงึกหงัก“ใช่จ้ะย่า อาหารของย่าไม่ใช่ไม่อร่อย แต่มันจืดเกินไปจ้ะ”

            แม่หลินมองหน้าหลานชายและหลานสาวพลางกล่าวเสียงเย็น “ย่าว่าพวกหลานถูกแม่ตามใจปากจนกลายเป็นเด็กเลือกกินไปแล้ว!”

            “แต่อาหารที่แม่ทำอร่อยจริงๆนี่จ๊ะ”

            สวีหว่านหนิงเปิดประตูเข้ามาก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสามคนพอดีเธอหยุดคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เอาแบบนี้ดีไหม ตั้งแต่วันมะรืนตอนแม่ทำกับข้าว พวกลูกสองคนมาเรียนทำอาหารด้วยไว้พวกลูกทำอาหารอร่อยกว่าที่ย่าทำเมื่อไร ก็ไม่ต้องเรียนกับแม่อีกแล้ว”

            สีหน้าของเย่าเม่ยหงอยไปทันที“แต่ว่าพวกหนูต้องทำการบ้านทุกวันด้วยนะจ๊ะแม่”

            การกินอาหารเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่งแต่การทำอาหารนั้นตรงกันข้าม!

            “ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามบ่นอาหารของย่า!” สวีหว่านหนิงนานๆ จะทำหน้าดุเสียงเข้มสักครั้งเด็กน้อยทั้งสองหดคอเล็กน้อย

            ช่วงนี้แม่ใจดีกับพวกเขามากจนพวกเขาลืมนิสัยอารมณ์ร้อนของแม่คนเดิมไปแล้ว

            “เข้าใจแล้วครับแม่ต่อไปไม่ว่าย่าทำอะไร พวกผมจะกินจนหมด ไม่เลือกมากเด็ดขาด”

            สีหน้าของสวีหว่านหนิงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย

            หากอยู่ในยุคสมัยที่อาหารมีมากพอจนคนกินทิ้งกินขว้างได้สวีหว่านหนิงคงไม่มีปัญหาถ้าลูกของเธอจะเลือกกินบ้าง เพราะยุคนั้นทุกคนมีทางเลือกผู้ปกครองจึงไม่อยากบังคับลูกหลานของตัวเอง

            ทว่าในยุค 70 ที่คนส่วนใหญ่กินไม่อิ่มท้องแต่พวกเขาได้กินอิ่มทุกมื้อ ทั้งยังได้กินเนื้อวันเว้นวันแบบนี้ ถือเป็นอภิสิทธิชนในหมู่บ้านต้าเจียงแล้ว

            ตั้งแต่เธอทะลุเข้ามาในหนังสือก็อยากชดเชยสิ่งที่ร่างเดิมเคยทำไว้กับแม่หลินและลูกทั้งสองคนเธอจึงไม่เคยปล่อยปละละเลยเรื่องอาหารการกิน กอปรกับฝีมือการทำอาหารที่ดีเยี่ยมของเธอทำให้เด็กน้อยสองคนลืมความรู้สึกหิวโหยที่เคยสัมผัสไปโดยปริยาย

            นิสัยแบบนี้ไม่ควรปล่อยผ่าน

            จะต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะฝังลึกในอุปนิสัยของพวกเขา

            โชคดีที่เด็กสองคนเป็นเด็กดีและเชื่อฟังสวีหว่านหนิงอบรมแค่ไม่กี่คำ พวกเขาก็ตระหนักถึงปัญหาของตัวเอง

            กลางดึกสวีหว่านหนิงนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง

            แค่หลับตาลงเธอก็เห็นสีหน้าอดทนอดกลั้นของเอ้อร์ยา

            มันทำให้เธออดคิดถึงภาพวัยเด็กของตนในสมัยที่ยังอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ได้

            รวมถึงภาพของต้าชุนกับเยาเม่ยตอนเธอเพิ่งข้ามมิติมา

            สวีหว่านหนิงถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลุกจากเตียงเธอสวมเสื้อกันหนาวแล้วย่องไปที่ห้องครัว

            ในครัวยังมีธัญพืชอยู่บ้างอย่างเช่นพวกข้าวฟ่างและข้าวโพดบด

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247