เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางคาดหวังของเด็กๆด้านนอก ทำให้สวีหว่านหนิงคิดถึงตอนเพิ่งทะลุเข้ามาในหนังสือนิยายภาพของต้าชุนกับเยาเม่ยที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกช่างน่าสงสารจับใจ
เธอคงเอาของดีในช่องมิติมาแบ่งปันให้กับพวกเด็กๆไม่ได้ แต่เรื่องที่สามารถทำได้ในทันทีเช่นการแบ่งปันอาหารเหล่านี้ เธอย่อมทำได้
“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อนุญาต
ในห้องครัวตอนสวีหว่านหนิงกำลังเติมเห็ดโคนลงไปเพิ่มเธอแอบหยิบอกไก่ที่ต้มเสร็จแล้วออกมาหลายชิ้นจากในช่องมิติจากนั้นก็หั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำใส่เพิ่มลงไป
ร้านอาหารของเธอต้อนรับลูกค้าวันละหลายร้อยรายวัตถุดิบหลายอย่างจึงถูกเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เช้า อาทิ พวกเนื้อสัตว์ปรุงสุกซึ่งมีจำนวนมากการทำเช่นนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการทำอาหารได้มาก
อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเธอในตอนนี้อีกด้วย
เธอไม่ได้เอาเนื้อไก่ส่วนอื่นออกมาหนึ่ง เพราะไก่หนึ่งตัวใหญ่แค่ไหนทุกคนรู้ดี หากเนื้อมีปริมาณมากกว่าจำนวนกระดูก จะผิดสังเกตได้ง่ายๆ
สอง สำหรับพวกเด็กๆนั้น หลายเดือนถึงจะได้กินเนื้อสักครั้ง แม้เนื้อไก่ติดกระดูกจะอร่อยมากแต่มีปริมาณน้อย เนื้ออกไก่อาจจะไม่ได้นุ่มลิ้นมากนัก แต่กินแล้วเต็มปากเต็มคำ สามารถสร้างความอิ่มเอมใจให้กับเด็กๆเหล่านี้ได้มากกว่า
ตอนสวีหว่านหนิงยกไก่ตุ๋นเห็ดโคนชามใหญ่ออกมาเธอได้ยินเสียงกลืนน้ำลายจากรอบด้าน ทั้งยังมีเสียงท้องร้องปะปนมาด้วย
“ซู่เซิงเธอกับเฉียงเซิงช่วยกันแบ่งไก่ตุ๋นเห็ดโคนชามนี้ให้เพื่อนๆ ทีสิ”
คำพูดของสวีหว่านหนิงทำให้พวกเด็กๆดีใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่แน่ใจปะปนอยู่ด้วย
“น้าสวีจะให้พวกเรากินของพวกนี้จริงๆ หรือครับ”
“ใช่” สวีหว่านหนิงยิ้มพลางกล่าว “หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านอนุญาตแล้วแต่มันมีไม่เยอะ เพราะฉะนั้นทุกคนจะได้กินไก่กันแค่คนละชิ้นส่วนเห็ดโคนแบ่งกันมากกว่านั้นได้”
“แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะว่าซู่เซิงกับเฉียงเซิง เธอสองคนจะต้องแบ่งเนื้อไก่ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมส่วนคนอื่นๆ ก็ห้ามแย่งกันเด็ดขาด มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องกินกันทั้งหมด”
สวีหว่านหนิงแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมน้ำเสียงเข้มงวด ดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย
ทว่าความยั่วยวนของอาหารเลิศรสทำให้พวกเด็กๆเชื่อฟังเป็นพิเศษ จนกระทั่งสองพี่น้องซู่เซิงกับเฉียงเซิงแบ่งเนื้อไก่เสร็จแล้วก็ไม่มีใครกล้าทำตัวแตกแถวเลยสักคน
เพราะชามกับตะเกียบมีไม่พอพวกเด็กๆ จึงใช้มือกินอาหาร
เด็กบางคนเล็บดำมากดูออกว่าไม่เคยตั้งใจล้างมือให้สะอาดก็หยิบอาหารขึ้นมากินทันทีไม่รู้ว่าจะท้องเสียหรือเปล่า
แต่สวีหว่านหนิงจนปัญญาที่จะตักเตือนทีละคนเด็กส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นแบบนี้ทั้งนั้น มีแค่ครอบครัวส่วนน้อยที่จะเตือนให้เด็กล้างมือก่อนกินอาหาร
เธอไม่มีเวลาและหากพูดมากเกินไปไม่แน่อาจจะถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนินทาภายหลังได้
ขอแค่พวกเด็กๆกินอาหารแล้วรู้สึกพึงพอใจก็พอ
ในกลุ่มเด็กๆมีเด็กหญิงร่างสูงผอมคนหนึ่งดูแตกต่างจากคนอื่น
ไม่รู้ว่าเฉียงเซิงดูแลเธอเป็นพิเศษหรือไม่เธอถึงได้รับเนื้ออกไก่ชิ้นใหญ่ รวมถึงเห็ดโคนที่ใหญ่กว่าชิ้นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดอีกสามชิ้น
ทว่าเด็กหญิงกลับกินเห็ดโคนชิ้นที่เล็กที่สุดแล้วเอาเนื้ออกไก่กับเห็ดอีกสองชิ้นในไว้ในมือ เธอหันไปมองรอบๆ ได้ยินเสียงเคี้ยวที่ทำให้เธอต้องกลืนน้ำลาย
“น้าสวีพ่อแม่ของเอ้อร์ยาไม่อยู่แล้ว เธอกับพี่สาวอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่าแต่ปู่ย่าของเธออายุมากจนทำงานไม่ไหว พวกเขาสี่คนลำบากมากสองวันถึงจะได้กินข้าวสักมื้อ แถมยังกินไม่อิ่มท้องเอ้อร์ยาคงอยากเอาอาหารกลับไปให้คนที่บ้านกินครับ”
เฉียงเซิงกินอาหารของตัวเองเสร็จก็เห็นสวีหว่านหนิงมองไปที่เอ้อร์ยาเขาจึงอธิบายด้วยความหวังดี
“อืมฉันเข้าใจแล้ว”สวีหว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วไม่พูดอะไรอีกก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น
หลังเด็กทุกคนกินกันเสร็จแล้วสวีหว่านหนิงก็กลับไปที่บ้านหลิน
แม่หลินรู้ว่าวันนี้เธอต้องทำงานอยู่ที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่จึงไม่รอเธอกลับมา และทำอาหารเที่ยงให้หลานกินเอง
ทั้งที่ทำอาหารด้วยวิธีเดิมรสชาติก็ไม่ต่างจากเดิม แต่เด็กสองคนกลับกินข้าวอย่างไม่กระตือรือร้นมากนัก
“ย่าครับครั้งหน้าตอนต้มบะหมี่ ใส่น้ำมันหมูลงไปหน่อยดีไหมครับ น้ำแกงจะได้อร่อยขึ้น” ต้าชุนกินบะหมี่จนหมดชาม ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงสักหยดแต่มิวายแสดงความเห็นกับคุณย่า
เยาเม่ยพยักหน้าหงึกหงัก“ใช่จ้ะย่า อาหารของย่าไม่ใช่ไม่อร่อย แต่มันจืดเกินไปจ้ะ”
แม่หลินมองหน้าหลานชายและหลานสาวพลางกล่าวเสียงเย็น “ย่าว่าพวกหลานถูกแม่ตามใจปากจนกลายเป็นเด็กเลือกกินไปแล้ว!”
“แต่อาหารที่แม่ทำอร่อยจริงๆนี่จ๊ะ”
สวีหว่านหนิงเปิดประตูเข้ามาก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสามคนพอดีเธอหยุดคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เอาแบบนี้ดีไหม ตั้งแต่วันมะรืนตอนแม่ทำกับข้าว พวกลูกสองคนมาเรียนทำอาหารด้วยไว้พวกลูกทำอาหารอร่อยกว่าที่ย่าทำเมื่อไร ก็ไม่ต้องเรียนกับแม่อีกแล้ว”
สีหน้าของเย่าเม่ยหงอยไปทันที“แต่ว่าพวกหนูต้องทำการบ้านทุกวันด้วยนะจ๊ะแม่”
การกินอาหารเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่งแต่การทำอาหารนั้นตรงกันข้าม!
“ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามบ่นอาหารของย่า!” สวีหว่านหนิงนานๆ จะทำหน้าดุเสียงเข้มสักครั้งเด็กน้อยทั้งสองหดคอเล็กน้อย
ช่วงนี้แม่ใจดีกับพวกเขามากจนพวกเขาลืมนิสัยอารมณ์ร้อนของแม่คนเดิมไปแล้ว
“เข้าใจแล้วครับแม่ต่อไปไม่ว่าย่าทำอะไร พวกผมจะกินจนหมด ไม่เลือกมากเด็ดขาด”
สีหน้าของสวีหว่านหนิงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
หากอยู่ในยุคสมัยที่อาหารมีมากพอจนคนกินทิ้งกินขว้างได้สวีหว่านหนิงคงไม่มีปัญหาถ้าลูกของเธอจะเลือกกินบ้าง เพราะยุคนั้นทุกคนมีทางเลือกผู้ปกครองจึงไม่อยากบังคับลูกหลานของตัวเอง
ทว่าในยุค 70 ที่คนส่วนใหญ่กินไม่อิ่มท้องแต่พวกเขาได้กินอิ่มทุกมื้อ ทั้งยังได้กินเนื้อวันเว้นวันแบบนี้ ถือเป็นอภิสิทธิชนในหมู่บ้านต้าเจียงแล้ว
ตั้งแต่เธอทะลุเข้ามาในหนังสือก็อยากชดเชยสิ่งที่ร่างเดิมเคยทำไว้กับแม่หลินและลูกทั้งสองคนเธอจึงไม่เคยปล่อยปละละเลยเรื่องอาหารการกิน กอปรกับฝีมือการทำอาหารที่ดีเยี่ยมของเธอทำให้เด็กน้อยสองคนลืมความรู้สึกหิวโหยที่เคยสัมผัสไปโดยปริยาย
นิสัยแบบนี้ไม่ควรปล่อยผ่าน
จะต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะฝังลึกในอุปนิสัยของพวกเขา
โชคดีที่เด็กสองคนเป็นเด็กดีและเชื่อฟังสวีหว่านหนิงอบรมแค่ไม่กี่คำ พวกเขาก็ตระหนักถึงปัญหาของตัวเอง
กลางดึกสวีหว่านหนิงนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง
แค่หลับตาลงเธอก็เห็นสีหน้าอดทนอดกลั้นของเอ้อร์ยา
มันทำให้เธออดคิดถึงภาพวัยเด็กของตนในสมัยที่ยังอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ได้
รวมถึงภาพของต้าชุนกับเยาเม่ยตอนเธอเพิ่งข้ามมิติมา
สวีหว่านหนิงถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลุกจากเตียงเธอสวมเสื้อกันหนาวแล้วย่องไปที่ห้องครัว
ในครัวยังมีธัญพืชอยู่บ้างอย่างเช่นพวกข้าวฟ่างและข้าวโพดบด