แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน
อารามไท่ผิงกวน
“ไป ๆอาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก”
“ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !”
ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง !ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็สง่าเสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม
หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอยอาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน
“คุณหนูเ้าคะศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเ้าคะเหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้
“หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก”น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด“นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่“ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่”
เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันทีไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็รถม้าของเราจริง ๆ เ้าคะคุณหนูคนขับบอกว่าเป็คนของตระกูลหลินเ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนูให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเ้าค่ะ”
“กลับไปแต่งงานนี่เอง”นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอารามประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้
ภายในอารามไท่ผิงกวน
“อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรงๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้วทว่าเขากราบเป็ศิษย์เ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้นจึงได้เป็เพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น
“นั่นสิอาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกลท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ”จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเ้าศิษย์โง่ทั้งสองพวกเ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกันหากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้นความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป”เ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรงอารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่งสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้
“อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงานนางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ”เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้างเพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆแทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา
“เลิกคร่ำครวญได้แล้วกลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อยศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเ้าไม่อยู่ เ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้”เ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์”โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป
เ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอนท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมาครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้นตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ่นี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง
หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนางถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี !
แครก ๆ ๆ ๆ
เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย“ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น”
“ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลยไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัวท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ยถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น
“ตัวข้านั้นไม่เป็ไรหรอกเ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเ้าเพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ”
สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอารามแล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกันไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็อย่างมาก
บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าวคล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็ใครเผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้นเื่อื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ
“ได้ถามหรือไม่ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ
“ถามแล้วเ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆสิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว”
“สิบวันเชียวรึ”หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็ของนางไม่กี่ชิ้นพร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน”
เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้าแต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ”น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง คล้ายไม่เห็นว่าหลินซือเยว่เป็นายของตน
“เ้าเอ่ยเช่นนี้กับคุณหนูผู้เป็นายได้อย่างไร”เผิงฉือชี้นิ้วใส่ด้วยความไม่พอใจ
“เฮอะ ใครเป็นายใครก็ยังไม่รู้เลย เอาเถอะ ๆอยากแวะก็แวะแต่ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามพอ หากกลับถึงเมืองหลวงช้าเกินกำหนดพวกเ้านั่นแหละที่จะเดือดร้อน”
“เรียกใครว่าพวกเ้า !”
“ป้าเผิง”เสียงเรียกราบเรียบดั่งน้ำนิ่งไหลลึกเช่นนี้เผิงฉือเข้าใจในทันทีว่าคือคำเตือนในนางสงบนิ่ง
“เ้าค่ะคุณหนู”เผิงฉือกลับมานั่งที่เดิม
“ต้องได้เปลี่ยนรถม้าคันใหม่อยู่ดี”
“จริงหรือเ้าคะคุณหนู”
หลินซือเยว่นับนิ้วพร้อมหลับตาลง“พรุ่งนี้อากาศจะเย็นลงอย่างฉับพลัน รถม้าคันนี้ไปไม่ถึงกลางทางแน่คงต้องแวะทวงหนี้กันสักหน่อย” มุมปากนางกระตุกยิ้มเล็กน้อยเป็รอยยิ้มสยองแบบบางเบา
หลินอ้ายส่ายหน้าบ่นเบา ๆ กับตัวเอง“รถม้าข้ายังดี ๆ ช่างกล้าบอกว่าไปไม่ถึงกลางทาง เฮอะ !”
สองเค่อต่อมารถม้าได้วิ่งเข้ามาในอำเภอฝูและล้อหักเพลาพังอยู่หน้าร้านขายยาพอดิบพอดี หลินอ้ายถึงกับด่ากราดไปทั่วไม่รู้จะทำอย่างไรในสถานการณ์ตอนนี้ เดินทำหน้าสิ้นหวังมาหาหลินซือเยว่
“รถม้าพังแล้วไปต่อไม่ได้”
เพราะเ้านั่นแหละมาแช่งรถม้าของข้า !
“เ้าเป็คนขับรถม้าเ้าก็หาทางเอารถม้าไปซ่อมสิ”เผิงฉือไม่เข้าใจเหตุใดเขาถึงต้องทำตัวงุนงงเช่นนี้ด้วย
คนขับรถม้ามีท่าทีกระอักกระอ่วนใจก่อนเอ่ยเสียงค่อยออกมา “ข้าได้เงินแค่ค่าอาหารกับที่พักไหนเลยจะมีเงินมาซ่อมรถม้า”
“ตระกูลหลินยากจนเพียงนั้นรึถึงไม่ยอมให้เ้าพกเงินมาเผื่อ” เผิงฉือใช้สายตาเชือดเฉือนหลินอ้าย“แล้วค่าใช้จ่ายของคุณหนูข้าล่ะ” นางอดขึ้นเสียงใส่ไม่ได้จริง ๆ
หลินอ้ายทำท่าใสุดขีดเขาส่ายหน้าไปมาอย่างคาดไม่ถึง กลายเป็คนโง่ที่ลืมนึกถึงเื่นี้ได้อย่างไรมารับคนกลับบ้าน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เผิงฉือหันไปฟ้องผู้เป็นายในทันที“คุณหนูเ้าคะ ! คนตระกูลหลินไม่มีความจริงใจเลยพวกเรากลับไปที่อารามเถอะ ข้าไม่อยากให้คุณหนูไปแล้ว”
หลินอ้ายรีบเอ่ย “ทำเช่นนั้นได้อย่างไรข้าได้รับคำสั่งมารับคุณหนูรอง หากไม่ได้คนกลับไปพ่อบ้านบอกว่าจะไล่ข้าออก”
“มันใช่เื่ของคุณหนูข้าไหม!”
หลินซือเยว่ที่ยืนมองทั้งคู่โต้เถียงกัน อดที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้นางหันหน้าไปทางหลินอ้าย “เ้ารออยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยวข้าจะไปหยิบยืมเงินจากคนรู้จัก จากนั้นเราจะได้หารถม้าคันใหม่กัน”
“หยิบยืม ?” หลินอ้ายทำหน้าไม่ถูก แต่เขาเป็บ่าวคงได้แค่รอตามคำสั่งก่อนหน้าเขาไม่ไว้หน้าคุณหนูรองผู้นี้ แต่ยามนี้เขาไม่มีทางเลือกจริง ๆหากคุณหนูรองไม่หยิบยืมเงินผู้อื่น เขาจะพานางกลับตระกูลหลินไปได้อย่างไร