เขายังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่คืออะไรนายตำรวจคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถควบคุมผู้ต้องหา
อีกฝ่ายวิ่งเหยาะๆเข้ามาพลางเอ่ยว่า “พันโทฉินครับพยานทั้งสี่คนกับผู้ต้องสงสัยแซ่เผิงถูกคุมตัวขึ้นรถเรียบร้อยแล้วครับท่านคิดว่า... กุญแจมือนั่นควรจะถอดออกก่อนดีไหมครับ?”
นายตำรวจจำสถานะของลู่เหยียนชูได้แม้ดาราจะไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษใดๆแต่ในทางกฎหมายแล้วเขาไม่ควรถูกใส่กุญแจมือแต่แรกถ้าวันข้างหน้าลู่เหยียนชูนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาอาจทำให้สถานีตำรวจต้องกลายเป็นแพะรับบาป
“มีปัญหาอะไร?” ฉินไจ้เย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นายตำรวจจำต้องแข็งใจอธิบาย“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น เพียงแต่คุณลู่คนนั้นเขา...”
“ใส่กุญแจมือเขาไว้เหมือนเดิม”
นายตำรวจชะงักไปครู่หนึ่งเขายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากทัดทานทหารที่มาพร้อมกับฉินไจ้เย่ก็ปรี่ตรงไปยังรถควบคุมผู้ต้องหาทันทีก่อนจะจัดการใส่กุญแจมือลู่เหยียนชูอีกครั้ง
ทันทีที่ฉินไจ้เย่ก้าวขึ้นรถไปนายทหารที่นั่งอยู่เบาะผู้ช่วยคนขับรีบรายงานสถานการณ์ทันที“ตั้งแต่พาตัวเผิงเจ๋อคุนมาที่สถานีตำรวจเขาก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยครับ ทั้งยังปฏิเสธการให้การทุกอย่าง”
พูดจบเขาก็ส่งซองเอกสารหนาและบางอย่างละหนึ่งซองมาให้“ซองบนคือหลักฐานที่ยึดได้จากที่เกิดเหตุส่วนซองล่างคือบันทึกคำให้การของพยานทั้งสี่คนที่กรมตำรวจรวบรวมไว้ครับ”
ฉินไจ้เย่รับมาแล้วเปิดซองบนก่อน“จับกุมพรรคพวกของเผิงเจ๋อคุนได้หรือยัง”
“ผู้กำกับหลี่บอกว่าเบาะแสจากผู้แจ้งเหตุรวดเร็วทันเวลามากครับตอนนี้สถานีตำรวจเป่ยเฉียวได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนไว้แล้วและจะส่งตัวมาให้ในช่วงบ่ายครับ”
ภาพแรกที่ฉินไจ้เย่เห็นคือพิมพ์เขียวโครงสร้างภายในเครื่องยนต์ของขีปนาวุธพื้นสู่อากาศรุ่นหั่วจินหมายเลข 5
หั่วจินหมายเลข5เพิ่งจะมีการปรับปรุงทางเทคนิคในระบบการยิงเมื่อไม่นานมานี้และมีกำหนดจะเข้าประจำการในกองทัพในจำนวนจำกัดช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้กลับเป็นพิมพ์เขียวเครื่องยนต์รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเรียบร้อย
การที่สามารถหาข้อมูลวงในขั้นสุดยอดเช่นนี้มาได้แสดงว่าสายลับได้แทรกซึมเข้าไปในสถาบันวิจัยแล้วและคนคนนี้ต้องดำรงตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ดวงตาของฉินไจ้เย่คมกริบราวกับใบมีดภายใต้สีหน้าเรียบเฉยซ่อนเร้นไว้ด้วยรังสีอำมหิตที่ยากจะหยั่งถึง
เขาไล่ดูเอกสารแผ่นต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“เผิงเจ๋อคุนแฝงตัวมานานถึงแปดปีแม้แต่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติยังถอนตะปูตัวนี้ไม่ออกแล้วผู้แจ้งเหตุไปพบเข้าได้ยังไง?”
“เอ่อ...” คนข้างหน้าเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่งพยายามสรุปให้ใจความสั้นกระชับที่สุด “ถ้าดูจากคำให้การในตอนนี้ต้องบอกว่า... อาศัยเทคโนโลยีครับ”
ความสามารถทางเทคโนโลยีของบุคคลเพียงคนเดียวจะเหนือกว่ารัฐบาลระดับประเทศเชียวหรือ
ฉินไจ้เย่ขบคิดประโยคนี้อยู่ในใจพลางเปิดซองที่สองและหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากด้านบนสุด
[จี้ทิง เพศชาย อายุ 19 ปี ว่างงาน]
สายตาเย็นชาของเขากวาดมองผ่านสองบรรทัดแรกไปทว่าพลันต้องชะงักงัน ดวงตาหรี่แคบลงจดจ้องไปยังจุดหนึ่งบนแผ่นกระดาษอย่างแน่วแน่
ครู่ต่อมาเขาจึงเอ่ยถาม “จี้ทิงคนนี้คือผู้แจ้งเหตุงั้นเหรอ?”
“ครับ เป็นเขาครับ”
มุมปากของฉินไจ้เย่หยักยิ้มเย้ยหยันอย่างรุนแรงมันช่างดูหนาวเหน็บราวกับแสงเย็นเยียบที่สะท้อนจากใบมีดน้ำแข็ง“แล้วเทคโนโลยีพวกนั้นของเขาล่ะ?”
อีกฝ่ายตอบกลับว่า“ประสานงานส่งไปยังสถาบันวิจัยเรียบร้อยแล้วครับถ้ามีผลสรุปออกมาจะรีบแจ้งให้ทราบทันที”
...
จี้ทิงและลู่เหยียนชูออกจากสถานีตำรวจในช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าจะถึงสถานที่แห่งใหม่ ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
ลู่เหยียนชูถูกใส่กุญแจมือไว้ด้านหน้าสถานการณ์จึงยังไม่เลวร้ายนัก ทว่าจี้ทิงกลับถูกไพล่มือไปด้านหลังเป็นเวลานานจากความรู้สึกเหน็บชาในช่วงแรกแปรเปลี่ยนเป็นความปวดบวมรุนแรงจนบัดนี้แขนและหัวไหล่ของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่ลงจากรถทหารก็เข้ามารับตัวพวกเขาทั้งสองไป จี้ทิงเงยหน้ามองเพื่อสำรวจว่าที่นี่คือที่ไหนทว่าในวินาทีต่อมา ลำคอของเขาก็ถูกกดลงอย่างแรง
“พวกคุณ...” ลู่เหยียนชูตั้งท่าจะค้านแต่กลับถูกลากตัวไปยังรถทางฝั่งซ้ายแทน
ผ่านไปพักใหญ่ประตูรถตรงหน้าจึงเปิดออก
ดวงตาของลู่เหยียนชูสั่นไหวด้วยความตกใจก่อนที่ความโกรธแค้นจะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว “ฉินไจ้เย่เป็นนายเองเหรอ?”
ฉินไจ้เย่ยืนตระหง่านด้วยท่าทีโอหังสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเมินเฉยประหนึ่งมองสิ่งที่อยู่ต่ำต้อยกว่า“นายควรจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะเดินออกไปจากที่นี่ได้”
เมื่อเผชิญกับคำขู่ลู่เหยียนชูกลับยกยิ้มที่มุมปาก “งั้นเหรอฉันเองก็จะรอดูเหมือนกัน”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรจากนั้นเขาเอ่ยไปสั่งลูกน้องด้วยความเย็นชา “เอาตัวไป”
สถานที่ที่จี้ทิงและคนอื่นๆถูกพามาคือค่ายทหารประจำเขตพื้นที่ปักกิ่ง นอกจากเผิงเจ๋อคุนแล้วอีกสี่คนที่เหลือถูกแยกกันไปขังไว้ในห้องเล็กๆ คนละห้อง
ทันทีที่ก้าวเข้าไปกุญแจมือของจี้ทิงก็ถูกถอดออก ทหารที่คุมตัวเขาเข้ามาลดท่าทีแข็งกร้าวลง“พักผ่อนก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วย”
ห้องนี้ดูดีกว่าห้องสอบสวนที่สถานีตำรวจมากผนังบุด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม มีเตียง โต๊ะ เก้าอี้ครบครันพร้อมห้องน้ำในตัวที่ไม่มีประตู
ทว่าจี้ทิงรู้ดีว่าคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ไม่มีใครทนอยู่ได้เกินสิบวันถึงจะเป็นเช่นนั้น ในใจของเขากลับไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อยเขาขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้
“ผมหิว...”
เขาเพิ่งจะอ้าปากเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประกบอย่างใกล้ชิดก็เอ่ยขึ้น “จี้ทิงอยู่ที่นี่ก่อนจะยื่นคำขออะไร คุณต้องยกมือขึ้นก่อน”
จี้ทิงฝืนยกแขนที่อ่อนล้าและปวดร้าวขึ้นมาให้ความร่วมมืออย่างดีราวกับไม่มีความขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย“ผมหิวข้าวแล้วครับ ขออนุญาตรับประทานมื้อค่ำ”
เจ้าหน้าที่หันหลังออกไปจัดการไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็กลับมาพร้อมข้าวกล่องหนึ่งชุด
จี้ทิงนั่งทานจนเสร็จอย่างไม่รีบร้อนจากนั้นจึงเข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำเมื่อออกมาเขาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับไปทันที
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมาฉินไจ้เย่เดินออกจากห้องทำงานของผู้บัญชาการ ลงมายังห้องควบคุมวงจรปิด
ห้องที่จี้ทิงและคนอื่นๆพักอยู่นั้นมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ถึงเจ็ดตัวโดยไม่มีจุดอับสายตาพร้อมเจ้าหน้าที่สิบสองคน แบ่งเป็นหกชุด คอยเฝ้าประกบอย่างใกล้ชิดไม่เว้นแม้แต่ตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ
เขากวาดสายตามองผ่านหน้าจออย่างเย็นชาเขาเห็นเหมียวเวยกำลังร้องไห้โฮ ส่วนเฉิงหมิงอู่กำลังขยี้ผมและนั่งยองๆอยู่กับพื้นอย่างเสียสติ ในขณะที่ลู่เหยียนชูกำลังล้างมืออยู่ในห้องน้ำ
จากนั้นสายตาของฉินไจ้เย่หยุดลงที่จอมอนิเตอร์มุมบนซ้ายในภาพนั้น จี้ทิงนอนหลับด้วยท่าทางที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ลมหายใจสม่ำเสมอท่าทีผ่อนคลายราวกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรม
เขาจ้องมองอยู่อย่างนั้นครึ่งนาทีก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ “สอบสวนคนนี้ก่อน”
“ครับ”
จี้ทิงเพิ่งจะได้นอนไปเพียงสี่สิบกว่านาทีก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งกำลังจะเลิกผ้าห่มเพื่อลงจากเตียงทว่าสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่ที่โต๊ะเสียก่อน
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมองนิ้วมือที่คีบผ้าห่มอยู่พลันชะงักงัน
[คนคนนี้... หน้าตาคุ้นๆ แฮะ]
ใบหน้าของฉินไจ้เย่ฉาบไว้ด้วยความเย็นชาประดุจน้ำค้างแข็งทว่าในดวงตากลับมีกระแสคลื่นแห่งความสับสนวนเวียนอยู่คล้ายกับกำลังประเมินคนตรงหน้าอยู่เงียบๆ
ริมฝีปากไม่ได้ขยับเสียงไม่ได้มาจากการได้ยิน ทว่ามันดังก้องขึ้นในสมองของเขาโดยตรง...
มุมปากของฉินไจ้เย่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นเผยให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจต่อสิ่งที่ได้รับรู้เขาเบือนสายตาอันเย็นเยียบไปถามเจ้าหน้าที่คุมตัว “ตั้งแต่เข้ามาได้ตรวจค้นตัวหรือยัง?”
“ตรวจแล้วครับ นอกจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ก็มีเพียงโทรศัพท์มือถือเครื่องส่งสัญญาณเสียง และกุญแจหนึ่งพวงครับ”
“ค้นอีกรอบ”
เจ้าหน้าที่ก้าวไปข้างหน้าทันทีพลางเอ่ยกับจี้ทิง “คุณจี้ตอนนี้ผมต้องทำการตรวจค้นตัวคุณ โปรดให้ความร่วมมือด้วยครับ”
การตรวจค้นตัวที่นี่ไม่เหมือนกับการตรวจความปลอดภัยในสนามบินแต่มันคือการต้องถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเพื่อยืนให้เครื่องสแกนตรวจสอบ
โดยปกติแล้วคำพูดและการกระทำของจี้ทิงมักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความใจเย็นและมีเหตุผลทว่าอารมณ์ที่คงเส้นคงวาก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนที่ยอมให้ใครมาบงการหรือข่มเหงได้ตามใจชอบ
“ผมให้ความร่วมมือในการตรวจค้นตามขั้นตอนไปครั้งหนึ่งแล้วถ้าไม่มีเหตุผลที่สมควร ผมไม่ยอมรับการตรวจค้นซ้ำเป็นครั้งที่สอง”
ฉินไจ้เย่ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะยอมรับหรือไม่สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเฉยเมย “พวกนายสองคนกดตัวเขาไว้ ถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วค้นเดี๋ยวนี้”