บทที่ 1 กลับไปตอนอายุ 13 ปี
หนิงหรานนึกถึงตอนที่เธออายุ 28 ปีอีกครั้ง
พูดให้ถูกต้องก็คือในวันเกิดครบรอบ 28 ปีของเธอ ตอนนั้นเธอนั่งขดตัวอยู่คนเดียว หลังพิงกำแพงเย็นเฉียบของห้องทดลอง ตรงหน้าคือกลุ่มผู้ชายท่าทางเ็าและโหดร้ายที่กำลังบีบบังคับให้เธอเปิดเผยความลับของกำไลเงินที่อยู่ในมือของเธอ
เธอรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัว พยายามดิ้นรนสุดกำลังและถอยหลังอย่างสิ้นหวัง
เธออยากจะหนี แต่ถูกล้อมไว้อย่างแ่าจนไม่มีทางออก ไม่สามารถไปไหนได้
พวกเขาแต่ละคนจ่อปืนสีดำสนิทที่เปล่งประกายเย็นเยียบใส่เธอ ดวงตาเ็าไร้อารมณ์เ่าั้เผยให้เห็นเจตนาสังหารเธออย่างไม่ปิดบัง
ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้นในชั่วขณะนั้น เธอกลับรู้สึกโล่งอกราวกับว่าในที่สุดก็หลุดพ้นแล้ว
สิบสามปี
เธอถูกทรมานอย่างแสนสาหัสมาสิบสามปีเต็ม
ในท้ายที่สุดก็กลายเป็เพียงร่างที่โทรมเหี่ยวแห้ง ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมราวกับว่าเพียงลมพัดผ่านก็อาจล้มลงได้
ถึงแม้เธอจะอายุเพียง 28 แต่กลับดูราวกับผู้หญิงวัย 40 กว่าปี
ไม่มีใครจินตนาการได้ว่าตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครคาดคิดว่าอัจฉริยะทางการแพทย์ผู้สร้างความมหัศจรรย์ใจให้ผู้คน หนึ่งในบุคคลที่องค์กรลับให้ความสำคัญและปกป้องมากที่สุดอย่างหนิงหรานจะจบชีวิตอย่างน่าอนาถ ถูกไล่ล่าราวกับหนูสกปรกตามข้างถนน
ความเ็ปแล่นริ้วทิ่มแทงหัวใจของหนิงหราน จนเธอแทบหายใจไม่ออกเพราะความเ็ปนั้น
จากนั้นเธอก็แน่นิ่งไปชั่วขณะ พอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก็พบกับความมืดมิด เบื้องบนมีเพียงแสงดาวระยิบระยับและแสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่อง แม้กระทั่งสายลมยามราตรีที่พัดผ่านก็ยังทำให้เธอหนาวสะท้าน
หนิงหรานถึงกับอึ้งงันไป พร้อมกับรู้สึกตกตะลึง
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง มองเห็นเพียงผืนป่าอุดมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ระคนกับเสียงจักจั่นขับร้องระงมอยู่แว่วๆ
สายลมเย็นพัดโชย หอบกลิ่นหญ้าจางๆ ลอยมาแตะจมูก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ?
หลังจากที่เธอสิ้นใจ องค์กรต้องลากร่างไร้ิญญาของเธอออกไปจากห้องทดลอง จากนั้นก็โยนทิ้งอย่างไม่ไยดี เธออาจถูกทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ และไม่มีทางที่องค์กรจะปล่อยให้เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วทำไม...ทำไมตอนนี้เธอถึงมีชีวิตอยู่? และอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้?
ความเ็ปที่แล่นปลาบตรงน่องทำให้หนิงหรานสะดุ้ง และก้มลงมองด้วยสายตาเลื่อนลอย
เธอในตอนนี้ไม่ได้สวมเสื้อคลุมสำหรับทำงานในห้องปฏิบัติการที่คุ้นเคย แต่เป็เสื้อแจ็กเก็ตเนื้อหยาบที่เต็มไปด้วยรอยปะ ส่วนท่อนล่างเป็กางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายสีน้ำเงินหยาบกร้าน ร่างกายปกคลุมด้วยฝุ่นผง เสื้อผ้าขาดวิ่นจากการถูกกิ่งไม้ข่วนหลายแห่ง ภายใต้รอยขาดนั้นเต็มไปด้วยาแเหวอะหวะ บ้างก็เืไหลซึม บ้างก็แห้งกรังติดอยู่กับเสื้อผ้า มองแล้วชวนให้รู้สึกสยดสยอง
และสิ่งที่ทำให้เธอเ็ปแทบจะเกินทานทนก็คือขาขวา ที่ตอนนี้กำลังบิดเบี้ยวผิดรูป
หนิงหรานรู้ได้ทันทีว่ากระดูกขาของเธอหัก
และดูเหมือนจะหักอย่างรุนแรงจากการถูกกระแทกซ้ำๆ
ในขณะที่สติของเธอยังคงเลื่อนลอย เธอก็ขยับมือไปคลำหากำไลเงินที่ข้อมืออย่างลืมตัว
ทว่าภาพแขนผอมบาง ผิวขาวละเอียด ปรากฏเส้นเืจาง ๆ ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้สติที่เลือนรางกลับคืนมาในทันที น้ำตาเอ่อล้นไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
แขนข้างนี้...มันช่างคุ้นเคย แต่ไม่ใช่ของเธอ
มันคือแขนของเธอตอนอายุ 13 ปี
ดูเหมือนว่า...เธอจะย้อนเวลากลับมาในวัยสิบสามอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง สายตาก็พลันไปสะดุดกับกำไลเงินสีหม่นที่ข้อมือ เธอไม่รอช้ารีบยื่นมือไปแตะมันอย่างรวดเร็ว สมุนไพรวิเศษสภาพดีเยี่ยมปรากฏขึ้นบนมือ เธอหยิบมันขึ้นมากัดกินอย่างไม่ลังเล ปล่อยให้น้ำตาแห่งความปรารถนารินไหลลงมาพร้อมกับรสขมปร่าที่แล่นผ่านลำคอ
ใช่แล้ว เธอต้องกลับไปในปีที่เธออายุ 13 ปีอย่างแน่นอน
องค์กรไม่มีทางปล่อยให้เธอยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้
คำอธิบายเดียวที่เป็ไปได้คือ เธอได้เกิดใหม่ย้อนเวลากลับมาในปีที่เธอถูกจางหลิงหลานลูกพี่ลูกน้องของเธอผลักตกหน้าผาจนขาหัก
ก่อนอายุ 15 ปี หนิงหรานเป็เพียงสาวชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาลึก เธอมีตายายที่รักและเอ็นดูเธอมาก
แม่ของเธอจากไปั้แ่เธออายุเพียง 9 ขวบ หลังจากแม่เสียชีวิต เธอและตายายจึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านของหนิงชิงเฟิ่งผู้เป็น้าสาว ส่วนจางหลิงหลานคือลูกสาวของน้าสาวที่อายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี
ใน่ต้นทศวรรษ 1980 ประเทศเพิ่งเริ่มนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ แต่เศรษฐกิจในชนบทบนูเายังคงล้าหลัง ทุกครัวเรือนต่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่มีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูคนอื่น
หนิงหรานมีร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เด็ก ไม่สามารถทำงานหนักได้ ส่วนตายายของเธอก็อายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำงานหนัก
การอาศัยอยู่บ้านของหนิงชิงเฟิ่งจึงเหมือนเป็การไปกินไปนอนเปล่าๆ ทำให้ทั้งเธอและตายายมักจะถูกเยาะเย้ยอยู่เสมอ
ตายายเป็คนขี้กลัว พวกเขากลัวว่าครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งจะโกรธแล้วไล่พวกเขาออกไป เพราะถ้าต้องออกจากบ้านหลังนี้ไป พวกเขาก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
ดังนั้นทุกครั้งที่ถูกคนในครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งดุด่า พวกท่านจึงได้แต่เงียบงัน เก็บน้ำตาไว้ข้างใน
ชีวิตใน่แรกไม่ได้ลำบากเท่ากับในภายหลัง เพราะอย่างน้อยครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งก็ยังต้องรักษาหน้าตา เกรงใจสายตาชาวบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าพวกเขาก็ยิ่งได้ใจ
ไม่ว่างานหนักงานเบาแค่ไหนก็ล้วนแต่เป็หน้าที่ของหนิงหรานทั้งสิ้น เด็กสาวยังไม่ทันโตเป็สาวก็ต้องทำงานหนักเกินตัว แต่เพราะไม่อยากให้ตายายที่เจ็บป่วยต้องเสียใจ เธอจึงทำได้เพียงกัดฟันอดทน
ด้วยเหตุนี้ ร่างกายที่ผอมบางของหนิงหรานจึงยิ่งซูบผอม ขาดสารอาหารเรื้อรัง แม้จะอายุ 13 ปีแล้ว แต่ก็ยังดูเหมือนเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ
ที่จริงแล้วสาเหตุที่จางหลิงหลานผลักเธอตกหน้าผาก็เป็เพราะหมั่นไส้เธออยู่เป็ทุนเดิม ประกอบกับเพิ่งจะแพ้พนันกับเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านมา จึงอยากจะระบายโทสะ
จางหลิงหลานไม่อยากให้คนอื่นรู้เื่นี้ จึงลากเธอขึ้นไปบนยอดเขากับเพื่อนสนิทอีกสองสามคน เธอซึ่งร่างกายอ่อนแอ ป่วยไข้ ไม่มีแรงขัดขืน จึงถูกจางหลิงหลานผลักตกลงไปอย่างง่ายดาย
ในชาติก่อน หลังจากจางหลิงหลานผลักเธอตกหน้าผาแล้ว หล่อนก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านเพื่อตามคนมาช่วยเธอ แต่เป็เธอเองที่กัดฟันพยายามปีนขึ้นมาได้
กระทั่งได้ยินข่าวว่าตายายเป็ห่วงเธอ ออกตามหาเธอในูเา แต่กลับพลัดตกลงไปในหุบเขา
เมื่อครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งตามไปพบ พวกท่านก็สิ้นใจจากหนิงหรานไปแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าหนิงหรานคือสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้ตายายต้องมาตาย
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ชีวิตนางเอกรันทดั้แ่แรกเริ่มเลยแฮะ นึกไม่ออกเลยว่าจากเด็กหญิงที่ดูพร้อมจะจากโลกไปั้แ่เด็กกลายมาเป็อัจฉริยะทางการแพทย์ขององค์กรลับได้ยังไง รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
ไหหม่า(海馬)