เมื่อเหล้าองุ่นของนางได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันในเื่ของรสชาติคําเรียกขานดังกล่าวได้เปลี่ยนความหมายไปเป็ความเคารพนับถือและที่ยิ่งกว่านั้นคือริษยาในความสําเร็จที่แคทเธอรีนได้รับ
ขณะเดียวกัน คล้อด บรูซซาร์ด ก็พลอยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปด้วยเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจแต่แล้วแววนั้นก็จางลงเมื่อเหลือบไปเห็นรถบูอิดเก่าคร่ำคร่าคันนั้นวิ่งเข้ามาและจอดลงอย่างกะทันหันฝุ่นละอองจับเขรอะอยู่ตรงหน้าหม้อและตัวถัง คล้อดเหลือบตามองแคทเธอรีนอย่างกังวล
เขาทันสังเกตเห็นแววแห่งความไม่พอใจที่ฉาบขึ้นในสีหน้าของนางเมื่อเห็นเลนดอจเกอตี้ ก้าวลงจากรถแต่สีหน้าของแคทเธอรีนก็เปลี่ยนเป็ราบเรียบไร้ความรู้สึกอย่างรวดเร็ว
นางจับตามองเรือนผมสีเทากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นอยู่กางเกงสีเขียวมะกอกกับเสื้อเชิ้ตลายทางที่เขาสวมใส่ดูจะเป็สิ่งเดียวที่ยังพอจะช่วยเสริมส่งบุคลิกของเลนดอจเกอตี้ ไว้ได้บ้าง
“คุณจะมาทํากับผมแบบนี้ไม่ได้”เขาเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า แม้ว่าจะใช้น้ำหอมอย่างดีดับกลิ่นแล้วแต่กระนั้นก็ยังไม่มากพอที่จะกลบกลิ่นเหล้าที่อยู่ในลมหายใจ “คุณจะมายึดไร่องุ่นของผมไปง่ายๆ ไม่ได้ ที่ดินนั่นมันของผมมันเป็ของผมมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว”
“ถ้าคุณไม่้าให้ฉันยึดที่ดินนั่นหน้าที่ของคุณก็มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือหาเงินมาใช้ฉันเสียก็สิ้นเื่ที่ดินมันก็จะกลับไปเป็ของคุณโดยอัตโนมัติเองนั่นแหละ คุณดอจเกอตี้”แคทเธอรีนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แต่เงินมันมากกว่าสามหมื่นห้าพันเหรียญ”ดอจเกอตี้เมินหน้าไปเสียทางหนึ่ง ดวงตาเป็ประกายด้วยน้ำที่หล่อเลี้ยงสันกรามขบกันแน่นมือไม้สั่นระริก “ผมคงหาเงินจํานวนนั้นมาคืนให้ก่อนสิ้นเดือนตุลาฯไม่ทันหรอก เงินตั้งมากมายมันต้องใช้เวลานานกว่านั้นหน่อยคุณก็รู้ว่าั้แ่เมียผมตายทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดูจะยากลําบากสําหรับผมไปเสียหมด...”
“อันที่จริง เมียคุณก็ตายมากว่ายี่สิบปีแล้วนะ”น้ำเสียงคมเข้มของแคทเธอรีนยามนี้สามารถจะตัดกระดูกให้เป็ชิ้นส่วนตาม้าได้“คุณเองก็ได้รับประโยชน์จากความตายของเมียมามากพอแล้วเพราะฉะนั้นคงจะหาต่อไปอีกไม่ได้”
ใบหน้าของเลน ดอจเกอตี้ แดงก่ำมันช่วยผิวพรรณที่ซีดเผือดลงด้วยสุขภาพที่เสื่อมโทรมดูค่อยสีสันขึ้นบ้าง
“คุณน่ะเป็ผู้หญิงแก่ที่ใจดำที่สุดเพราะยังงี้ไงล่ะ มันถึงไม่ใช่เื่น่าแปลกใจอะไร ที่แม้แต่กิลลูกชายของคุณเองก็ยังเกลียดชังแม่”
ความรานร้าวที่เกิดขึ้นกับแคทเธอรีนในยามนี้มันรุนแรงนัก มันเป็ความเ็ปของแม่คนหนึ่งที่จะััได้เมื่อเืเนื้อเชื้อไขของตนเองแท้ ๆ แสดงออกถึงความเป็ศัตรูคู่อาฆาต ความเจ็บร้าวที่ไม่เคยคลายคลาลงแม้เวลานานนับปีจะผ่านไปแต่ดูจะยิ่งกัดกร่อน เป็าแที่ลึกลงในใจเช่นเดียวกับความเกลียดชังของกิลเบิร์ตที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นกับจิตใจของเขาเอง
แคทเธอรีนยืนตัวแข็งไปในทันทีเมื่อได้ยินดอจเกอตี้กล่าวประณามออกมาเช่นนั้นแต่แล้วนางก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงบราวไม่รู้สึกกระทบกระเทือนจากคําพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
“เื่ส่วนตัวระหว่างฉันกับกิลเบิร์ตไม่ใช่เื่ที่ฉัน้าพูดกับคุณในวันนี้หรอกนะ คุณดอจเกอตี้”
ดอจเกอตี้รู้ว่ายกนี้เขาเป็ฝ่ายชนะเพราะฉะนั้นเขาต้องรุกฆาตต่อไป
“คุณคงแทบคลั่งสินะเมื่อได้รู้ว่าเวลานี้โรงงานกลั่นเหล้าองุ่นของเขากําลังประสบความสําเร็จเช่นเดียวกับรุทเลดจ์เอสเตท แต่ใครจะรู้จริงไหมล่ะ...ว่าสักวันหนึ่ง เดอะ คลอยสเตอร์อาจจะยิ่งใหญ่กว่าก็เป็ได้”
รถจี๊ปสีน้ำตาลแล่นเข้ามาจอดใต้ร่มเงาของอบเชยจากปลายหางตา แคทเธอรีนมองเห็นแซม รุทเลดจ์ หลานชายก้าวลงจากรถ
“ฉันมองไม่เห็นว่าเื่ที่คุณกําลังพูดอยู่ในตอนนี้มันจะเกี่ยวพันประเด็นสําคัญที่เราจะต้องพูดจากันให้รู้เื่ตรงไหนเลยคุณดอจเกอตี้”นางยกไม้เท้าขึ้นไปยังเอกสารที่เขาถืออยู่ในมือ“ฉันเห็นอยู่ว่าเวลานี้คุณได้รับจดหมายจากทนายความแล้วเพราะฉะนั้นคุณจะชดใช้หนี้สินจํานวนนั้น หรือว่าจะให้เรายึดไร่นั่นเลือกเอาเองก็แล้วกัน”
“ผมจะสาปแช่งคุณ”ดอจเกอตี้ร้องออกมาด้วยความแค้นเคือง “คุณว่าวิธีนี้จะชนะผมได้สินะแต่เราจะได้เห็นกัน เพราะก่อนที่ผมจะปล่อยให้คุณมายึดครองที่ดินผืนนั้นง่าย ๆผมจะเผาให้มันพินาศไม่เหลืออะไรไว้เลย”
“ก็เอาสิ” แซมซึ่งเดินเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้น“จะได้ช่วยเราประหยัดค่าจ้างรถมาไถทิ้ง” เขาหันไปทางแคทเธอรีนพร้อมกับกล่าวว่า“เมื่อวันเสาร์ก่อนผมเอาเดอะคับ บินไปดูไร่ของเขามาแล้วละครับ” เดอะ คับคือเครื่องบินเก่าแก่ขนาดสองเครื่องยนต์ซึ่งมีที่นั่งเพียงสองที่ซึ่งแซมได้นํามาปรับปรุงเสียใหม่เพื่อใช้บินตรวจท้องที่เมื่อสองปีก่อน
“ขนาดมองลงมาจากข้างบนยังเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาปล่อยไร่นั้นไว้อย่างขาดความเอาใจใส่โดยสิ้นเชิงมันไม่เหลืออะไรแล้วละครับ นอกจากเถาองุ่นที่ไร้ค่าขึ้นรกเป็ป่าแถมยังมีพวกพุ่มไม้ วัชพืชขึ้นเต็มแน่นไปหมด”
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่” ดอจเกอตี้ร้องลั่นรีบแก้ตัวต่อว่า “คุณก็รู้ว่าพักหลัง ๆ นี่สุขภาพของผมมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“ไปให้พ้น”แคทเธอรีนจ้องหน้าดอจเกอตี้ด้วยสายตาเยียบเย็น “ฉันเบื่อหน่ายกับไอ้คํารําพันถึงความทุกข์ยากของคุณเต็มทีแล้วฉันก็แก่เกินกว่าจะมาเสียเวลาอันมีค่ารับฟังเื่ราวที่ไร้สาระของคุณ”นางหันไปทางแซม “พาฉันเข้าบ้านทีโจนาธอน”
มันออกจะเป็เื่น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่จนกระทั่งทุกวันนี้แคทเธอรีนก็ยังเรียกหลานชายด้วยชื่อบิดาของเขา และแซมก็ไม่ได้คิดที่จะช่วยแก้ไขให้ถูกต้องด้วยตอนที่โจนาธอน บิดาของแซมเสียชีวิตลงนั้น เขาเพิ่งจะอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่มากและนับแต่นั้นเป็ต้นมาที่แคทเธอรีนมักจะเรียกชื่อเขากับพ่อสลับกันอยู่เสมอบางครั้งก็เรียกแซม บางครั้งเมื่อเผลอไผลหรือเกิดความเคืองขุ่นขึ้นในอารมณ์ก็จะเรียกโจนาธอนเมื่อเวลาผ่านไปยี่สิบปี แซมก็เลิกสนใจกับเื่ชื่อแล้ว
เขาพาแคทเธอรีนไปที่รถจี๊ปประคองให้นั่งด้านผู้โดยสารแล้วจึงได้เดินอ้อมไปยังด้านคนขับเมื่อเหวี่ยงร่างขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยเขาก็ได้ยินเสียงแคทเธอรีนถอนหายใจออกมาอย่างขุ่นเคือง
“คิดเื่ดอจเกอตี้หรือครับ” แซมเอ่ยถามออกไปเหลือบตามองหน้าย่าแวบหนึ่งขณะออกรถ “ผมมีความรู้สึกอยู่ว่าดอจเกอตี้จะต้องสร้างความยุ่งยากให้กับเราก่อนที่เื่จะจบลง”
“เื่ดอจเกอตี้น่ะฉันไม่ห่วงหรอกนะคนอย่างเขาไม่มีปัญญาทําอะไรได้สําเร็จหรอก”
หางเสียงที่ค่อนข้างห้วนเป็สัญญาณที่บอกให้แซมรู้ว่าควรจะยุติการพูดเื่นี้ลงได้แล้วแคทเธอรีนสามารถปิดประตูหัวใจลงได้กับทุกสิ่งไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็อารมณ์ความรู้สึกหรือผู้คนเช่นเดียวกับที่นางได้ปิดกั้นอากิลเบิร์ตให้พ้นออกไปจากชีวิตแซมทบทวนความทรงจําเกี่ยวกับเื่นั้น ขณะพารถจี๊ปแล่นไปตามเส้นทางที่ค่อนข้างแคบ
ตอนที่เกิดเื่ขึ้นนั้นแซมยังอยู่โรงเรียนประจํา ในหุบเขาแห่งนี้มีการวิจารณ์มากมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุอีกมากมายเช่นกันที่จะก่อให้เกิดเื่ขึ้นได้แต่ละสาเหตุก็น่าจะเป็ความจริงได้ทั้งสิ้น พ่อไม่เคยหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาพูดกับเขาและแคทเธอรีนเองก็ไม่เคยพูดถึงอยู่แล้ว
แซมรู้แต่เพียงว่าภายหลังจากที่เกิดเื่ร้าวฉานถึงขั้นแตกหักแคทเธอรีนได้สั่งให้ทนายความซื้อหุ้นทั้งหมดที่กิลเบิร์ตมีอยู่ในธุรกิจของครอบครัวกลับคืนมาซึ่งกิลเบิร์ตได้ใช้เงินจํานวนนั้นบวกกับเงินที่หามาได้จากผู้สนับสนุนทางด้านการลงทุนซื้อไร่องุ่นซึ่งถูกทิ้งร้างไว้มาแรมปี และอยู่ห่างจากไร่รุทเลดจ์ เอสเตทเพียงแค่ห้าไมส์ สร้างโรงงานกลั่นเหล้าองุ่นขนาดใหญ่ขึ้น ตั้งชื่อว่า “เดอะคลอยสเตอร์” และประสบความสําเร็จในการนําเหล้าองุ่นชื่อเดียวกันนั้นออกสู่ท้องตลาดซึ่งเท่ากับเป็การเปิดตัวแสดงออกถึงความเป็คู่แข่งของมารดาอย่างออกหน้าออกตา
ในหลายโอกาสที่มารดาและบุตรชายคู่นี้จะต้องเผชิญหน้ากันในงานที่เกี่ยวกับการผลิตเหล้าองุ่นแซมสังเกตเห็นอยู่ว่าคนแปลกหน้าจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าบุคคลทั้งสองนี้เป็แม่ลูกกัน เพราะแม้จะแสดงออกถึงความหมางเมินเหินห่างแต่ต่างฝ่ายต่างก็มิได้แสดงความมาดร้ายหรือความเป็อริแก่กัน
แคทเธอรีนจะทักทายกิลเบิร์ตเช่นเดียวกับทักทายผู้อยู่ร่วมในอุตสาหกรรมเดียวกันตามมรรยาทแต่แน่นอนที่การแข่งขันชิงดีจะต้องมีอยู่ ซึ่งก็มิได้เป็ความลับสำหรับผู้ใดเลย
“เมื่อเช้านี้ฉันคุยกับอีมิล” แคทเธอรีนเอ่ยขึ้นอีมิลที่นางกล่าวถึงคือบารอน อีมิล ฟูแยเรอ แห่งชาโต นัวร์ ในฝรั่งเศส“เขาบอกว่าจะไปดูการประมูลไวน์ในนิวยอร์คอาทิตย์หน้านี้ด้วยฉันเตรียมตัวที่จะพบเขาในงานนั้นอยู่เหมือนกัน”
มือทั้งสองของนางกระชับมั่นอยู่กับหัวไม้เท้าเงินไม้เท้านี้เป็อะไรบางอย่างที่บังคับให้แคทเธอรีนจําต้องยอมรับในสุขภาพร่างกายของตนเองภายหลังจากที่นางหกล้มและทําให้ต้องนอนอยู่ในเตียงนานถึงสองสัปดาห์เนื่องจากกระดูกตรง่สะโพกกับต้นขาแตกร้าว