“...เฮ้อ เป็อย่างที่ข้าคิด”
ตัวเขากลับมายังความฝันอันน่าหดหู่นั่นอีกครั้งดวงตาทั้งสองข้างมืดสนิท กระทั่งแขนยังมิอาจยื่นออกไปได้รอบข้างเต็มไปด้วยกลิ่นเชื้อราจากความเปียกชื้น
“จะว่าไปการฝันเื่เดิมๆติดต่อกันหลายวันเช่นนี้มันดูน่าแปลกเกินไป อีกทั้งความรู้สึกในโลกแห่งความฝันนี้ยังสมจริงจนราวกับมิใช่ความฝัน...”
เมื่อรู้ว่าอีกประเดี๋ยวจะต้องขาดอากาศหายใจโม่จ้านจึงสูดอากาศหายใจเข้าปอดลึกและเริ่มยกมือขึ้นไล่คลำไปตามขอบบริเวณฝาและขอบของ ‘โลงศพ’ มีช่องว่างเล็กๆ ช่องหนึ่ง โม่จ้านพยายามอย่างสุดความสามารถทว่ากลับทำได้เพียงยื่นปลายนิ้วออกไปได้แค่นิ้วเท่านั้น
ในใจของโม่จ้านรู้สึกไม่ยินยอมเขาออกแรงผลักฝาโลงอีกครั้ง ก็ยังมิอาจทำให้มันขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อยเห็นทีตัวเขาหากยังคิดจะงัดมันให้เปิดออกด้วยเรี่ยวแรงเพียงเท่านี้ เกรงว่าต่อให้นิ้วขาดก็คงจะมิมีทางสำเร็จ
ผ่านไปไม่นานนักความรู้สึกอึดอัดกลับเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้งโม่จ้านที่ยังทำสิ่งใดไม่สำเร็จสักอย่างเริ่มร้อนรนในใจ เขาออกแรงข่วนผนังด้านข้างจากนั้นจึงได้ััประสบการณ์ที่ว่าเื่ดีมิเคยมาคู่ เื่ชั่วมิเคยมาเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง เมื่อเสี้ยนไม้ตำเข้าในซอกเล็บของเขาอย่างเหมาะเจาะเจ็บจนท่านาาปีศาจร้อง “โอ้ย” ออกมา
โม่จ้านเบิกตากว้างหัวใจเต้นระรัว ความเ็ปจากเสี้ยนไม้ตำมือยังคงเด่นชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากได้สติกลับคืนมา เบื้องหน้าของตัวเขายังคงเป็ประตูฉาบทองบานใหญ่และขั้นบันไดหินอันเย็นเฉียบตะเกียงเวทมนตร์ส่องแสงสลัว ราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น
“โลกเฮงซวยนี่กระทั่งความฝันยังต้องเจ็บสมจริงขนาดนี้เชียวหรือ...”โม่จ้านนึกถึงเื่ที่ตนเพิ่งทำเมื่อครู่แล้วรู้สึกขนลุกขนชันไปทั้งกาย
ไม่ทันให้โม่จ้านได้ผ่อนคลายสติอารมณ์ประตูก็ถูกเปิดออกมาอีกครั้งหนึ่ง โม่จ้านสะดุ้งใ ภาวนาในใจว่า ‘โอมเพี้ยงๆ ขออย่าให้เป็อูลั่ว’เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตู ตัวเขาก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอกถึงขั้นเผยรอยยิ้มยินดีเลยทีเดียว
เวลาเที่ยงวันมาถึงแล้วพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองเยวียเฮ่อเอ่อร์กับตาเฒ่ารับใช้ลู่อี้ของเขาเอาข้าวมาส่งให้ตน
โม่จ้านมีความรู้สึกอันดีต่อพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองที่มีใจใคร่รู้มาโดยตลอดเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็สนใจเขาเช่นกันดังนั้นาาปีศาจจึงใช้การกินข้าวเป็ข้ออ้างคนทั้งสองพูดคุยกันถึงเื่อาวุธเย็นอย่างเป็ธรรมชาติ
แม้จะเป็เพียงการบอกเล่าความคิดเห็นของตนเรื่อยเปื่อยทว่าโม่จ้านกลับคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายอายุน้อยถึงเพียงนี้แต่กลับรู้วิธีดูแลอาวุธเย็นและการใช้งานแต่ละชนิดเป็อย่างดีพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองอย่างเยวียเฮ่อเอ่อร์อุทานด้วยความชื่นชมอยู่ในใจเช่นกันแม้ว่าการอธิบายของอีกฝ่ายจะฟังดูประหลาด ทั้งยังพูดคำที่ตนฟังมิเข้าใจกระนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในสนามรบอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมิคิดปิดบังตนถามสิ่งใดก็ตอบสิ่งนั้นเกิดเป็ความรู้สึกดีต่อาาปีศาจที่อยู่ตรงหน้าขึ้นหลายส่วน
คนทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมมิได้สนใจชายชราผู้เผยสีหน้าไม่พอใจและยังคงยืนเป็เสาอยู่ด้านข้างอย่างลู่อี้ขณะมองเยวียเฮ่อเอ่อร์ที่ตาเป็ประกายและพ่นน้ำลายไม่หยุด โม่จ้านผ่อนลมหายใจออกมาเอ่ยถามหนึ่งคำถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เยวียเฮ่อเอ๋อร์ ตอนเ้าฝัน ร่างกายรู้สึกเจ็บหรือไม่? เช่นเตะขอบเตียงหรือหัวโขก”
“เ้าปีศาจชั้นต่ำ!นึกมิถึงว่าเ้าจะกล้าเรียกนามของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง?”
ลู่อี้ที่กำลังอารมณ์เสียพบโอกาสบันดาลโทสะชายชรายกมือขึ้นชี้หน้าโม่จ้านที่กำลังถือชามข้าว
“แน่นอนว่ามี ครั้งหนึ่งข้าเคยชกตัวเองกลางดึกยามเช้ารู้สึกปวดหน้าถึงได้เห็นรอยช้ำ”
เยวียเฮ่อเอ่อร์หัวเราะพลางเกาหัวแลบลิ้นออกมาด้วยความเขินอาย
“โชคดีที่มีคนรับใช้เป็พยานมิเช่นนั้นพวกเขาคงคิดว่าข้าแอบไปสนามฝึกอีกแล้ว”
เด็กคนนี้นิสัยบ้าระห่ำมากพอจริงๆโม่จ้านเผยยิ้มบาง เอ่ยถามต่อไปว่า “เช่นนั้นมันเจ็บเหมือนตอนตื่นหรือไม่?”
เยวียเฮ่อเอ่อร์ทำหน้าสงสัย“ไม่นะ มิเช่นนั้นข้าก็คงเจ็บจนตื่นแล้ว”
ลู่อี้ที่ถูกหมางเมินอย่างสิ้นเชิงกายแข็งทื่อมือชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จะวางก็มิได้ จะยกก็มิเหมาะสม
โม่จ้านกัดตะเกียบพลางใช้ความคิดเห็นทีจะไม่ใช่ความพิเศษของโลกนี้ แต่เป็ความพิเศษของตัวเขาเท่านั้น
เยวียเฮ่อเอ่อร์เห็นโม่จ้านมิเอ่ยอันใดก็ยักไหล่และจ้องมองนิ้วมือของโม่จ้านโม่จ้านได้สติกลับมา หันมองไปทางเด็กน้อยด้วยแววตาสงสัย
“ท่านาาปีศาจ หากมิตัดเล็บให้ดีๆยามที่เผลอเกาตัวเองจะหนังถลอกเอานะ” เยวียเฮ่อเอ่อร์เสนอแนะด้วยสีหน้าจริงจัง
“…อุ๊บ….ฮ่าๆๆๆๆ…” โม่จ้านนิ่งงันก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา เ้าเด็กคนนี้ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ
ลู่อี้ที่เดือดดาลอย่างยิ่งอดจนเหลืออดมือข้างหนึ่งแย่งตะเกียบไปจากมือของโม่จ้านส่วนมืออีกข้างคว้าแขนเยวียเฮ่อเอ่อร์ดึงออกห่าง
“เ้ากินเสร็จนานแล้วใช่หรือไม่? พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองพวกเราควรกลับไปได้แล้วขอรับ ยามบ่ายยังมีเื่ต้องทำนะขอรับ”
เยวียเฮ่อเอ่อร์เผยสีหน้าไม่ยินดีถูกลู่อี้ฝืนลากออกไปยังมิวายหันกลับมาบอกลาโม่จ้านโม่จ้านโบกมืออย่างอารมณ์ดีพร้อมทั้งส่งคนทั้งสองที่ฉุดกระชากลากถูกันหายไปหลังบานประตูด้วยสายตาแว่วเสียงสอนสั่งยังมีเสียงแก้ต่างของเยวียเฮ่อเอ่อร์เอ่ยแทรกว่า“ถึงจะเป็าาปีศาจก็มิอาจกินทิ้งกินขว้าง”
โม่จ้านหัวเราะอย่างจนปัญญาเขายืดแข้งยืดขาอีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
....อืม คล้ายกับพวกเขาจะลืมมัดตัวเขาเอาไว้
โม่จ้านนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหวนนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเยวียเฮ่อเอ่อร์ไปเรื่อย หากเล็บยาวเกินไปก็ไม่ดีจริงๆทั้งไม่สะอาดและไม่สะดวก แต่กระทั่งชีวิตของเขายังน่าเป็ห่วงจะมีเวลาไปสนใจว่าเล็บสั้นเล็บยาวได้อย่างไร
าาปีศาจโม่นั่งแกะลวดลายบนพื้นอย่างเบื่อหน่ายทันใดนั้นกลับสะดุ้งใ คล้ายกับนึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง---ในความฝันหนึ่งข่วนของเขาทำเอาตัวเองเจ็บเจียนตายทว่าแผ่นไม้หนาที่แสนธรรมดาที่ถูกข่วนกลับมิมีเศษผงหลุดออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ยิ่งในฝันสมจริงเพียงใดตัวเขาก็น่าจะยิ่งสมจริงเท่านั้นสิ...”โม่จ้านยกมือขึ้นมองเล็บมือที่ทั้งยาวและแหลมคมอีกทั้งยังแข็งมิต่างจากเหล็กกล้าของตน หลังลองข่วนหนึ่งครั้งยังมีเสียงลมตามมาทิ้งหนึ่งรอยขูดไว้บนเสาหินด้านหลังเสาลงทัณฑ์อย่างชัดเจน“...แต่เหตุใดเล็บถึงอ่อนเสียแล้ว?”
กระทั่งเสาหินที่แข็งแกร่งยังข่วนจนเป็รอยนึกไม่ถึงว่าแผ่นไม้ที่ถูกความชื้นจนขึ้นรากลับไม่เป็รอยแม้สักนิด? นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว
โม่จ้านพยายามหวนนึกถึงรายละเอียดในความฝันความทรงจำอันเด่นชัดทำเอาเขาสะดุ้งใ ไม่ใช่ว่าเล็บอ่อนลง แต่เป็ความยาวของเล็บที่ไม่เหมือนกัน!
เมื่อคนเราเกิดความสงสัยก็มักจะจับสังเกตอะไรได้หลายอย่าง โม่จ้านยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเขาจดจ้องข้อนิ้วหนาใหญ่และเล็บมือแหลมคมมิต่างกับสัตว์ป่าหากในความฝันคือตัวเขาจริง มี ‘มีดแหลมคม’ เช่นนี้ จะถึงขั้นมิอาจสร้างรอยให้ไม้เน่าเปื่อยได้เลยหรือ?
โม่จ้านยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องตัวเขาใช้มือขวาคลำซอกกระดานในความฝันตอนที่พยายามยืดนิ้วมือได้แตะโดนตรงส่วนกลางของขาใหญ่ยามนั้นเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนักทว่าเมื่อดูจากข้อนิ้วมือที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปล่อยมือลงก็แตะเกือบถึงหัวเข่า ทั้งๆ ที่เป็เผ่าปีศาจเหมือนกันเหตุใดร่างกายจึงได้แตกต่างกันมากถึงเพียงนี้?
หรือจะบอกว่านั่นมิใช่ความฝันแต่เป็...ร่างกายของคนอื่น?
โม่จ้านถูกความคิดของตนเองทำให้ใเสียแล้วฝ่ามือเริ่มชื้นเหงื่อ ภายในหัวผุดความเป็ไปได้ขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่ไหนแต่ไรมาตนมักมีความคิดยอมจำนนต่อโชคชะตาปล่อยให้เป็ไปตามยถากรรม ชอบฝืนเผยใบหน้ายิ้มแย้มต่อหน้าผู้คน กระนั้นความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดก็เป็สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ แม้จะเป็ตัวเขาเองที่เคยผ่านมรสุมชีวิตมามากมายยามเมื่อความตายเข้ามาใกล้ก็ยังอดที่จะรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
มิต่างอันใดกับคนกำลังจะจมน้ำตายหากคว้าสิ่งใดที่ลอยน้ำได้เอาไว้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็อะไรก็ยังคงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดึงรั้งมันไว้มิยอมปล่อยแม้จะรู้ว่ามิอาจคาดหวังสิ่งใด แต่เมื่อคิดว่าจะมีโอกาสรอดตนก็ยังพยายามคว้าเอาไว้สุดชีวิต
โม่จ้านสูดหายใจเข้าลึกฝืนบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ลง ในฐานะผู้รักการอ่านนิยายและผู้ข้ามมิติตนจะต้องจัดระเบียบอารมณ์ของตัวเองก่อนการนอนหลับครั้งต่อไปและต้องคิดวิเคราะห์เหตุการณ์ที่นึกออกให้ชัดเจน