สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 213 พวกเจ้าสองคนก็ไม่ต่างกันเท่าไร

        หลังจากที่สังหารไปแล้วอินซากีก็ก้มลงหยิบดาบที่ทหารทิ้งลงบนพื้นขึ้นมาแล้วแทงไปยังศีรษะที่อยู่บนพื้นปลายดาบแทงทะลุหัวออกมาเหมือนกับหัวของยอร์กที่ถูกเสียบจนทะลุอยู่บนแท่งเหล็กในรถส่งตัวนักโทษเขาหยิบดาบที่แทงทะลุหัวขึ้นมา ก่อนจะปักด้ามดาบลงบนพื้นอย่างแรง

        เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วอินซากีก็ยกมือขึ้นมาเช็ดเลือดที่เปื้อนอยู่บนหน้าของตัวเองหลังจากนั้นก็กลับมายืนอยู่ข้างหลังของซุนเฟยอย่างเงียบๆ

        ซุนเฟยพยักหน้าอย่างพอใจ

        การสังหารคนก็คือบททดสอบที่ซุนเฟยมอบให้อินซากี

        และอินซากีก็ไม่ทำให้ซุนเฟยต้องผิดหวังเด็กคนนี้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เคลื่อนไหวไม่ได้แต่ก็ยังสามารถระงับความแค้นในจิตใจของตัวเองไว้ได้และทำตามคำสั่งของซุนเฟยอย่างเคร่งครัดด้วยการเลือกสังหารเพียงคนเดียว อย่างน้อยๆก็อธิบายได้ว่า ในใจของอินซากีใฝ่เรียนรู้ เชื่อฟังครูบาอาจารย์และต้านทานต่อสิ่งยั่วยุได้...ต้องเป็นคนแบบนี้เท่านั้นถึงจะคู่ควรให้ซุนเฟยสละเวลามาอบรมเลี้ยงดูด้วยตัวเอง

        สำหรับการเลือกของอินซากีนั้นก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกพอใจมากเช่นกัน

        “ทำไมถึงเลือกสังหารเขา?” ซุนเฟยเหลือบตามองไปยังหัวที่ถูกเสียบอยู่บนดาบด้วยสีหน้านิ่งสงบก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “สองคนนี้ พวกมันสมควรตายทั้งคู่ แต่ถ้าเทียบกันแล้วคูลอมบ์เป็นบุตรหลานสายตรงของตระกูลปโตเลมี สถานะของมันถือว่าสูงส่งอยู่บ้างถ้าสังหารมัน ตระกูลปโตเลมีคงไม่อยู่เฉยแน่ แต่สำหรับแอนดรูว์มันเป็นเพียงหัวทหารคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าต้องสังหารใครสักคนระหว่างพวกมันข้าขอเลือกเขา!”

        ใช่แล้วหัวที่ถูกดาบแทงจนทะลุก็คือ แอนดรูว์ ยอดฝีมือลำดับที่สาม 'ขวานยักษ์' แห่ง 'กองกำลังพายุคลั่ง'ตอนนี้ศพไร้หัวของมันล้มลงกองกับพื้น เลือดไหลทะลักออกมาจากคอไม่หยุดชโลมพื้นดินให้กลายเป็นสีแดง ส่วนคูลอมบ์เด็กหนุ่มที่เป็นต้นตอของเรื่องชั่วร้ายก็ตกใจจนเป็นลมไปแล้ว

        คำตอบของอินซากีได้อธิบายอย่างชัดเจน

        และยังเป็นคำตอบที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหนือความคาดหมายเช่นกันเด็กผู้ชายที่ขี้อายและไม่กล้าเอ่ยปากห้ามใครเมื่อวานตอนนี้ได้แสดงท่าทางเยือกเย็นที่หาได้ยากออกมาซุนเฟยมองออกว่าตอนนี้อินซากีเริ่มมีนิสัยรอบคอบและใจเย็นแบบที่นักฆ่าคนหนึ่งสมควรจะมีบ้างแล้ว

        และเหตุผลการเลือกของเขาก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกพอใจมาก

        เห็นได้ชัดว่าแม้ในใจของเขาจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่เด็กหนุ่มก็ยังคิดเผื่อซุนเฟยเขาไม่กลัวตายหากได้ล้างแค้นให้กับลุงยอร์ก ทีน่าและเด็กคนอื่นๆความตายไม่ใช่สิ่งที่อินซากีนึกหวาดกลัวและเหตุผลที่เขาเลือกสังหารแอนดรูว์ก็เพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่ซุนเฟย

        “เจ้ากลัวว่าจะสร้างปัญหาให้แก่ข้า?”ซุนเฟยส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ฟีลิปส์ เจ้าจงจำไว้ว่าที่วันนี้ข้าให้เจ้าสังหารคนได้เพียงแค่คนเดียว ไม่ใช่เพราะว่าข้ากลัวแต่เป็นเพราะว่าจะรอจนเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ค่อยกลับมาสังหารคนที่เหลือด้วยมือของเจ้าเองโดยไม่ต้องพึ่งพลังของข้าในการล้างแค้น”

        อินซากีพลันชะงักไปครู่หนึ่งดวงตาที่สุกสกาวดุจดวงดาวบนท้องฟ้าพลันฉายแววซาบซึ้งออกมาอินซากีคุกเข่าลงตรงหน้าของซุนเฟย

        “ลุกขึ้นเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้เฟร์นันโดพาเจ้าไปพักผ่อน!”

        “น้อมรับพระบัญชา ฝ่าบาท!” ตอร์เรสโค้งกายรับคำสั่ง จากนั้นก็หันหน้าไปหาอินซากี“ท่านฟีลิปส์ เชิญตามข้ามา”

        อินซากีเป็นลูกศิษย์ของฝ่าบาท ดังนั้นสถานะของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับองค์ชาย จึงไม่แปลกที่คนอื่นๆจะต้องให้เกียรติเขา

        “ฝ่าบาท ศพของลุงยอร์ก...” อินซากีลังเลเล็กน้อยเขาหันไปมองรถขนนักโทษที่บรรทุกศพของสหายและผู้มีพระคุณของเขา

        ซุนเฟยพยักหน้า

        เขาเปลี่ยนเป็น'โหมดจอมเวท' เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งก็ปรากฏขึ้นมาบนร่างของเขาด้วยเวทมนตร์ที่น่าเกรงขามของจอมเวทเลเวล 36 ทำให้ธาตุไฟที่อยู่รอบๆกายของซุนเฟยถูกดูดเข้ามารวมตัวกันบนฝ่ามือของซุนเฟยจนกลายมาเป็นเปลวไฟที่ร้อนระอุจากนั้นซุนเฟยก็เหวี่ยงเปลวไฟบนมือไปที่รถขนนักโทษเพื่อเผามัน

        ทักษะจอมเวท'เปลวไฟนรก'

        เปลวไฟนรกจะหลอมละลายศัตรูทุกคนตามความต้องการของซุนเฟย

        เวทมนตร์บทนี้ทรงอำนาจยิ่งกว่า'กระสุนเพลิง' และเป็นทักษะเวทย์มนต์ธาตุไฟลำดับที่สามที่ซุนเฟยเรียนรู้

        ดิลเลอร์สยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนที่ยืนอยู่เงียบๆ ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอีกครั้ง

        “ราชาเมืองแซมบอร์ด...นอกจากจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งแล้วยังเป็นนักเวทธาตุไฟที่แข็งแกร่งอีกด้วย? พระเจ้ามันเป็นไปได้อย่างไรกัน? เขาดูหนุ่มเกินกว่าที่จะไปถึงระดับนั้นได้ แล้วไหนจะท่าทางสบายๆ เวลาร่ายคาถานั่นอีกพลังของเขา...อยู่ในระดับไหนกันแน่?”

        สมองของดิลเลอร์สพลันว่างเปล่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังและหมดแรงไปในทันทีตอนนี้เขากำลังมองเห็นดาวดวงใหม่กำลังเฉิดฉายอยู่บนท้องฟ้า

        “ธุลีกลับคืนสู่ธรณี ขอให้ดวงวิญญาณของลุงยอร์ก ทีน่าและพวกเด็กๆไปสู่สุคติด้วยเถอะ!” แม้ว่าซุนเฟยจะมีพลังแข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่กลับไม่สามารถปกป้องมิตรสหายของตัวเองได้ทุกคน

        อินซากีร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

        เขาจ้องไปยังเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ร่างของสหายตัวเองด้วยสายตาเจ็บปวดอินซากีรู้ดีว่า หากเขาแข็งแกร่งเหมือนบุรุษตรงหน้า เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเรื่องราวในวันนี้ได้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในใจของเขาแล้ว

        “หือ?”

        ทันใดนั้นสีหน้าของซุนเฟยก็เปลี่ยนไป เขารีบเปลี่ยนเป็น 'โหมดคนเถื่อน'และใช้ทักษะ 'กระโดด' พุ่งไปที่รถขนนักโทษอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ชกไปที่รั้วเหล็กเพื่อนำร่างผอมๆทั้งสี่ร่างออกมาจากรถแล้วกระโดดกลับมาที่เดิมอย่างว่องไว

        “มีคนรอดชีวิตอยู่สี่คน”

        ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น'โหมดพาลาดิน' ก่อนจะเปิดใช้ทักษะ 'ภาวนา'

        แสงสว่างสีทองบริสุทธิ์แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาอย่างช้าๆก่อนจะเข้าปกคลุมร่างผอมบางทั้งสี่ร่างที่มีลมหายใจริบหรี่ ในวินาทีนั้นกลิ่นอายที่ออกมาจากร่างของซุนเฟยเต็มไปด้วยความเมตตาและเอื้ออาทรตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับพระเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อมวลมนุษย์ ไม่ช้าใบหน้าซีดเซียวของเด็กๆ ก็เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมา ลมหายใจค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

        “พระเจ้า! กาบานิ ไมเคิล กอนซาเลซ...แล้วก็เดวิดพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่...พวกเจ้ายังไม่ตาย!” เมื่อเห็นฉากนี้ อินซากีก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

        ตลอดสามปีที่ผ่านมาเด็กกำพร้าเหล่านี้เป็นเหมือนครอบครัวของเขาก่อนหน้านี้อินซากียังคิดว่าเหลือเพียงเขาคนเดียวที่ต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการแก้แค้นเพียงลำพังคิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาที่สิ้นหวังแบบนี้ จะยังมีสหายที่รอดชีวิตมาได้ถึงสี่คน

        “ฟีลิปส์ ไว้ให้พวกเขาหายดีกว่านี้เจ้าค่อยมาดูแลพวกเขาต่อก็แล้วกัน!”ซุนเฟยพูดขึ้นมาในขณะที่ใช้ทักษะ 'ภาวนา' รักษาพวกเด็กๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะหายกลับมาเป็นปกติแล้วแต่ด้วยสภาพร่างกายที่ขาดสารอาหาร ทำให้พวกเขายังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา

        “ขอรับ ฝ่าบาท” อินซากีตอบรับคำด้วยสีหน้าชื่นมื่น

        “เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

        ตอร์เรสสั่งให้พวกทหารเข้ามาอุ้มเด็กทั้งสี่คนและพาอินซากีกลับไปที่ค่ายทหาร

        ตอนนี้เองแช็ค พัศดีโอเลเกร์กับคนอื่นๆ ที่เพิ่งทราบข่าวก็นำเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ออกมาจากค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดมายังที่นี่ท่าทางองอาจของเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์สร้างบรรยากาศกดดันให้แก่ดิลเลอร์สและทหารคนอื่นๆเป็นอย่างมาก

        ซุนเฟยใช้นิ้วชี้ไปที่ดิลเลอร์สและคูลอมบ์ก่อนจะสั่งออกมาว่า “นอกจากสองคนนี้แล้วที่เหลือฆ่าให้หมด!”

        เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกทหารทั้งหกสิบคนที่ติดตามคูลอมบ์และแอนดรูว์ก็พากันวิ่งหนีไปทันทีแต่ก็ไม่มีใครรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้ อัศวินบรอนซ์เซนต์ไล่ตามหลังพวกเขาไปติดๆร่างของพวกทหารชั่วต่างถูกฟันเป็นสองส่วนแม้ว่าพวกเขาจะคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตก็ไร้ประโยชน์ ความเมตตาเดียวที่ได้รับก็คือ ตาย!

        ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนขมวดคิ้วแน่นเขาพยายามโคจรคลื่นพลังในร่างเพื่อเข้าไปช่วยทหาร แต่ทันทีที่เขาโคจรคลื่นพลังความเจ็บปวดก็แล่นพล่านไปทั่วร่างจนทำให้เขาต้องกระอักเลือดออกมาดิลเลอร์สทำได้เพียงมองทหารใต้บังคับบัญชาของตัวเองถูกสังหารไปทีละคนความแข็งแกร่งของราชาเมืองแซมบอร์ดว่าน่าตกใจแล้วแต่ความแข็งแกร่งของผู้ใต้บังคับบัญชาของเขากลับน่าตกใจยิ่งกว่าเด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองคนนั้นมีทักษะการยิงธนูระดับเทพส่วนชายร่างผอมสูงกับชายหัวล้านหน้าบากก็มีพละกำลังที่น่าตื่นตะลึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตนแต่ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือที่ไม่อาจละเลยได้เช่นกันยอดฝีมือแบบนี้ยังหาได้ยากในเมืองน้ำพุร้อน แต่ทำไมเมืองแซมบอร์ดที่เป็นเพียงอาณาจักรบริวารระดับหกกลับมียอดฝีมือมากมายขนาดนี้?

        เขาไม่เข้าใจจริงๆ

        “ราชาแซมบอร์ด ข้าห่างชั้นกับอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันมากแค่ไหน?”ทันใดนั้นดิลเลอร์สก็นึกถึงจุดประสงค์ในการท้าสู้กับราชาแซมบอร์ดขึ้นมาได้ เขาตะโกนถามออกมาเสียงดังลั่นในขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของซุนเฟยที่กำลังเดินจากไป

        “ซัตตันนะเหรอ? อืม พวกเจ้าทั้งสองคน ฮึๆๆก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก” ซุนเฟยตอบกลับมาโดยที่ไม่หันกลับมามอง

        --------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน