ฟาทีมาฝึกฟันดาบ เธอแกว่งดาบไปมา แต่มันก็ลื่นหลุดมือทะลุบาเรียไปปักอยู่กับหินข้างนอกถ้าใครเกิดไปขวางทางดาบขนาดฟุตครึ่งตอนลื่นหลุดจากมือเด็กหญิงละก็ คงได้าเ็หนักแน่ๆ
ร่างป้อมลังเล เธอถูกย้ำว่าห้ามก้าวเท้าออกนอกบาเรียเด็ดขาด พอจินตนาการถึงสิ่งน่ากลัวที่หลายคนเคยเล่าให้ฟังเธอก็ทำหน้ายี้ ยืนละล้าละลังว่าจะไปดีหรือไม่
แต่ดาบก็ปักอยู่แค่ตรงนั้นเอง ฟาทีมามองซ้ายมองขวาแน่ใจว่าไม่มีใครมองยืนส่ายไปมาเล็กน้อยก่อนจะเดินจ้ำออกไปข้างนอก ดึงดาบออกมาแล้ววิ่งกลับเข้าบาเรีย
อรุโณทัยยืนอยู่ตรงนั้น
“ทำอะไรน่ะ?” หญิงสาวถาม
“อ้าว ถ้าดาบมันหลุดไปข้างนอกก็ต้องเก็บสิ!” เด็กหญิงหันมาอ้าปากเถียงโดยไม่ดูอารมณ์ของเธอสักนิด
สุดท้ายฟาทีมาก็ถูกสั่งห้ามไปไหน ถึงเธอจะไม่เคยไปไหนเลยก็ตาม
...
“บ้าเอ๊ย!!”
่เช้าวันใหม่ ฮิบิคิที่พักเต็มอิ่มก็เริ่มระบายโทสะทันที ลัคนายืนพิงผนังบ้านพักอยู่ข้างๆสายตามองผู้คนที่ทยอยออกไปข้างนอก
“พวกเราต้องโดนกักอยู่ในนี้ตลอดไป? ฝันไปเถอะ ใครจะยอม?!”
เมื่อครู่อรุโณทัยเดินอาดๆ เข้ามาในบ้านพักแล้วย้ำคำประกาศเมื่อวานนี้อีกครั้งฮิบิคิโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แต่หัวหน้าสาวก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้
ทั้งลัคนา ฮิบิคิ และลอร์น่าได้แต่มองส่งขณะสมาชิกหน่วยลาดตระเวนออกจากบาเรีย
“ก็นะ...ช่วยไม่ได้ นิชพรอยากขออะไรมันก็สิทธิ์ของเธอ...” ลอร์น่าหันหลังให้ทั้งคู่น้ำเสียงเจือความขมขื่น เธอเดินหายไป ลัคนาทำท่าจะเดินตามแต่ฮิบิคิขวางไว้
“ปล่อยให้อยู่คนเดียวเถอะ”
วันทั้งวันมีแต่ความเบื่อหน่าย ในบาเรียไม่มีอะไรให้ทำนอกจากนั่ง นอน และฝึกฟันดาบโดยมีคู่ต่อสู้เป็อากาศธาตุ
อริสฆ่าเวลาด้วยการร้อยดอกไม้ เช็ดทำความสะอาดอาวุธและเก็บกวาดบ้านพักคนอื่นๆ จับกลุ่มคุยกันบ้าง สู้กันบ้าง นั่งเฉยๆ บ้าง ดูจะไม่ได้ทำอะไรที่เป็ประโยชน์นักจนชวนสงสัยว่าพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
คนเหล่านี้ใช้เวลาของตนเองคุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องเสียไปเพื่อช่วยพวกเขาไหม?
พอบ่าย ความอดทนของเด็กหนุ่มก็มาถึงจุดสิ้นสุด ฮิบิคิที่งีบมาครึ่งวันลุกขึ้นเดินหายไปอีกคนอริสหยิบธนูพยายามโก่งสาย แต่แขนเธอก็สั่นจนง้างได้ไม่มากนัก เด็กสาวผมขาวถอนหายใจแล้วกลับมานั่งข้างลัคนา
“นาน่า ไม่ได้อยากให้กังวล... แต่คิดว่าบาเรียจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?”
ลัคนานึกย้อนไปถึงวันแรกที่มา เปรียบเทียบภาพบาเรียในความทรงจำวันนั้นกับบาเรียที่เห็นตอนนี้เด็กสาวรู้สึกไม่สบายใจทันที
“บอกไม่ได้หรอก แต่ว่า...มันบางลงทุกวันจริงๆ เหมือนที่หัวหน้าพูด”
“นั่นสินะ...”
แล้วพวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
...
ลัคนาสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกจากด้านนอก เสียงนั้นเป็เสียงที่คุ้นหูดี
ลัคนารีบออกจากบ้านพัก จากมุมที่เธอยืนอยู่สามารถเห็นสมาชิกส่วนหนึ่งของหน่วยลาดตระเวนวิ่งกลับมาข้างหลังพวกเขามีคนตามมาห้าคน... ทั้งห้าเป็ชาย การแต่งกายราบเรียบแต่รัดกุมดูน่าเกรงขามเหนือศีรษะมีแถบสีเขียวเป็เอกลักษณ์ พวกเขาวิ่งไล่สมาชิกหน่วยลาดตระเวนมาติดๆ
ลัคนากำลังจะวิ่งออกไปจากบาเรีย แต่ฮิบิคิโผล่มาคว้าแขนเธอไว้จากด้านหลัง
“มันอันตรายเกินไป” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงต่ำ
ลัคนาะโบอกให้คนที่มุงอยู่เข้าไปหาที่หลบ เธอไม่แน่ใจว่าอาวุธต่างๆของผู้เล่นจะสามารถทะลุผ่านบาเรียที่กลายเป็เพียงแผ่นฟิล์มบางๆ ได้หรือไม่ คนส่วนมากทำตามและเข้าไปมองดูเหตุการณ์จากในบ้านพักอีกส่วนยืนหลบใกล้ๆ ในส่วนที่ปลอดภัย
หน่วยลาดตระเวนที่กำลังวิ่งขึ้นเขามาประกอบด้วยอรุโณทัย หยาง ปี อึนริวและฟอร์ชูนาโต้ ชายผู้มีปานสีแดงบนใบหน้าวิ่งนำโด่งโดยมีอึนริวตามมาติดๆ อรุโณทัยอยู่กลางขบวนส่วนหยางและปีอยู่ท้าย คอยหันไปยิงชะลอผู้เล่น
ลัคนาเริ่มตระหนก เธอยังไม่เคยเห็นใครถูกวิ่งไล่จนถึงบาเรียมาก่อน
“ฮิบิคิ ทำไงดี?” เธอหันไปขอคำปรึกษาเด็กหนุ่มเขามองการไล่ล่านั้นด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ไม่มีผู้เล่นบุกมาพักใหญ่แล้ว นึกว่าพวกนั้นยอมแพ้กันหมดแล้วเสียอีก”ฮิบิคิพึมพำ “เราทำได้แค่ภาวนาว่าบาเรียจะต้านพวกมันไหว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงโกรธๆ ในใจคิดว่าทำไมถึงโดนผู้เล่นไล่มาไกลขนาดนี้
ลอร์น่าปรากฏตัวขึ้นพร้อมขวานคู่กาย เดินมาสมทบกับทั้งสอง
“ฉันบอกให้หน่วยรักษาความปลอดภัยเตรียมอาวุธเผื่อสำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้ว”
ลัคนาหันไปมองบ้านพัก ที่ชั้นสอง เธอเห็นอริสพยายามง้างธนูเล็งออกไปนอกหน้าต่างมีหลายคนทำเช่นเดียวกับเธอ พอเห็นร่างบอบบางสั่นขณะพยายามต่อสู้กับสายเอ็นแข็งๆ แล้วลัคนาก็รู้ถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ขึ้นมา
ฟอร์ชูนาโต้ที่นำหน้าร้องปลุกใจแล้ววิ่งเข้ามาในเขตปลอดภัยคนแรก มีธนูสองสามดอกปักกระทบบาเรียพลังงานสีชมพูหยุดมันไว้ได้เหมือนน้ำเชื่อมหนืดๆ แต่ครึ่งหนึ่งของลูกศรก็ผ่านเข้ามา
อึนริวตามมา ก้าวขายาวๆ อย่างรวดเร็วและผลุบเข้ามาในบาเรียเป็คนต่อไปเขายืนตั้งหลักรอให้พรรคพวกเข้ามาให้หมดก่อน
อรุโณทัยเป็คนต่อไป มีธนูหลายดอกตามหลังเธอมา แต่หญิงสาวก็กลับมาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรแต่ถึงจะโล่งใจไปเปลาะหนึ่งก็ยังมีหยางกับปีที่ยังอยู่ข้างนอก ดูเหมือนจะเจอปัญหาหนักทีเดียว
หนึ่งในผู้เล่นขว้างอะไรบางอย่างออกไป แล้วน้ำแข็งก็จับตัวรอบขาขวาของปีจนเขาไปต่อไม่ได้เด็กชายพยายามดึงขาออกแต่น้ำแข็งก็ไม่สะทกสะท้านสักนิด ระยะห่างระหว่างเขาและผู้เล่นน้อยลงเรื่อยๆ
หยางหันกลับมา เขาพยายามถ่วงผู้เล่นด้วยการซัดมีดเป็สายฝนใส่ ผู้เล่นคนหนึ่งแทรกขึ้นมาข้างหน้าพร้อมโล่และหอกปัดมีดส่วนใหญ่ได้ ที่เหลือถึงจะเข้าเป้าแต่พวกเขาก็ไม่ได้ดูจะสะทกสะท้านอะไร
อึนริวรีบวิ่งออกไป พอเห็นอย่างนั้นลัคนา ฮิบิคิและลอร์น่าก็ตามไปด้วยอรุโณทัยร้องห้ามเสียงดังแต่ก็ยังช้าไป
พวกเขารู้ว่าผู้เล่นกลุ่มนี้ไม่ได้รับมือง่ายๆ ฮิบิคิฟันธนูทุกดอกที่ใกล้เข้ามาขาดเป็สองท่อนผู้เล่นกลุ่มนั้นรู้สึกใเล็กน้อยก่อนจะพุ่งเข้าโจมตี พอดีกับที่น้ำแข็งบนขาปีละลายพวกเขาจึงหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตอึนริวต้องรีบพยุงปีที่ขายังชาดิกมาด้วย
“เร็วเข้า! อย่าให้หนีเด็ดขาด”
มีเสียงกลไกบางอย่างและเสียงเหล็กกระทบกัน ลัคนาหันหลังไปเห็นป้อมปืนกลขนาดเล็กถูกสร้างขึ้นบนพื้นอย่างรวดเร็วมันเริ่มสาดะุใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้า ะุเฉียดเธอไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่แต่เธอเห็นตัวอักษร MISS ลอยอยู่ข้างตัว
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาสนใจ คนข้างหน้าเริ่มวิ่งซิกแซกซ้ายขวาทำให้ะุมีโอกาสยิงโดนเป้าน้อยลง
เด็กสาวได้ยินเสียงเหมือนอากาศถูกสูบเข้าไป มีเสียง ปัง ปัง ปัง ปังแล้วลอร์น่าก็สะดุดล้ม เธอตะเกียกตะกายวิ่ง ลัคนาและฮิบิคิตรงเข้าประคอง ดูเหมือนลอร์น่าจะขยับขาไม่ได้เลยทั้งคู่จึงปรับความเร็วให้เสมอกันแล้วรีบลากเธอไป
หยางเข้าไปในบาเรียแล้ว ลัคนากับฮิบิคิลากลอร์น่าเข้ามาได้อย่างปลอดภัยเมื่อหันหลังไปก็เห็นปีโดนโซ่ดึงเข้าไปหาผู้เล่นพวกนั้น อึนริวพยายามดึงตัวปีกลับมาพลางใช้ดาบฟาดโซ่ไปด้วยฮิบิคิเห็นก็ปล่อยลอร์น่าไปช่วยอึนริว หยางตรงเข้ามาดูอาการของเด็กสาว ลอร์น่าหลับตาแน่นขดตัว ดูท่าทางเ็ป เขาสั่งให้อรุโณทัยรับ่ต่อก่อนจะตามไปช่วยปีอีกแรง
อีกนิดเดียวปีก็จะเข้ามาในบาเรียแล้ว เด็กชายกอดตัวอึนริวไว้เท่าชีวิตสองหนุ่มดึงร่างของปีผ่านบาเรียมาได้ครึ่งตัวก็มีคนที่หมดความอดทน
“ไม่ให้เข้าหรอก!!” เขาใช้ดาบคู่ แล้วฟันฉับลงไปตรงส่วนที่ยังอยู่นอกบาเรียของปีที่ถูกดึงไว้ด้วยโซ่
ขาขวา...
“...?!”
มีเสียงฉับ บางอย่างขาดสะบั้น มีเสียงตุบตามมา ปีรู้สึกชาหนึบที่ขา แล้วก็ตามมาด้วยเสียงร้องของผู้เล่น
“เหวออออออออออออออออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!”
อึนริวและฮิบิคิที่พาปีเข้ามาในบาเรียได้ถึงกับหน้าซีด ลัคนาพยายามกลั้นเสียงกรีดร้องของตัวเองไว้
“กรี๊ดดดด!!!” ผู้หญิงในบ้านพักร้องออกมา ปีหันไปมองขาตัวเองด้วยความยากลำบาก
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!”
สีหน้าของเด็กชายบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป มือทั้งสองข้างกุมขาขวาของตัวเองไว้แน่น...
ขา...ถูกตัดออกไปใต้เข่าพอดี... เืสีแดงไหลเปรอะเปื้อนมือเหมือนถังน้ำรั่วไหลไปถึงผู้เล่นที่หน้าซีดอยู่ข้างๆ
“ปี!” อึนริวตรงเข้ามาประคองเพื่อนไว้ หยางออกจากบ้านพักแล้วเข้ามาสั่งการทันที
“ห้ามเืเร็ว ใครก็ได้จับเขาไว้!”
“เกมบ้าอะไรฟะเนี่ย? ให้มาตัดขาคนอื่นเชี่ย ขนาดฟันมอนเป็ร้อยเพิ่งเคยเห็น...” ผู้เล่นคนนั้นถอยหลังไป มองอวัยวะที่ถูกตัดขาดจากร่างสลับกับอาวุธเปื้อนเืของตัวเอง
“อะ เออว่ะ มันเข้าบาเรียไปกันหมดแล้ว เดี๋ยวค่อยเอาใหม่ก็ได้...” อีกคนมองเืไหลนอง“กูไม่ไหวแล้ว ไปเหอะ ขอร้อง!!!”
ผู้เล่นกลุ่มนั้นหายวับไป ความโกลาหลเริ่มขึ้น อริสวิ่งลงมาพร้อมผ้าสะอาดหลายผืนหยางเอาผ้าที่พับเป็ทบๆ มารองขาเพื่อยกให้สูงขึ้นแล้วกดขาของเด็กชายเอาไว้เพื่อห้ามเื
“ถ้าจะต่อขากลับเข้าไปจะทำได้ไหมคะ?” ลัคนาถามขึ้น ความคิดกระเจิดกระเจิง
“อย่าเพิ่งพูดเื่นั้น...!” ฮิบิคิปิดปากเธอไว้อย่างรวดเร็ว ลัคนาพยักหน้าสายตาจับจ้องภาพสยดสยองตรงหน้าโดยไม่อาจเบือนหน้าหนี
“ฮึก อ๊ากกกกก!!!” เด็กชายร้องอย่างเ็ป อึนริวกอดร่างท่อนบนของเข้าไว้แล้วพูดปลอบประโลมไม่หยุดทางด้านเด็กชายก็น้ำตาไหลอาบแก้มแล้วกอดแขนอึนริวไว้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต
“กอดไว้อย่างนั้น อย่าให้ตัวเย็นเด็ดขาด!” หยางสั่ง
“...ฮึก...” ตัวของเขาสั่นโดยเฉพาะขา อึนริวเองก็เริ่มร้องไห้ขณะกอดเพื่อนรักตัวเองไว้แน่นหยางหันมาสั่งงานกับคนที่ยืนอยู่
“ไปเอาขามา”
ลัคนารู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เธอหันหลังไปมองชิ้นส่วนที่ยังอยู่นอกบาเรียกลับกัน ฮิบิคิเดินออกไปอย่างไม่มีความลังเล ลัคนาหิ้วดาบตามเขาไปด้วย
เด็กหนุ่มยกขาขึ้นมาอย่างทะนุถนอม รอบตัวปลอดคน ทั้งสองรีบกลับเข้าไปในบาเรีย
“ยกเขาเข้าไปในบ้านพัก เร็วเข้า กันทุกคนออกไปให้หมด!” หยางสั่งต่อ คนที่มุงอยู่ข้างนอกวิ่งไปไล่คนที่ออกันอยู่ชั้นล่างให้ออกมาอริสเข้าไปด้วยแล้วสั่งให้พวกผู้หญิงเอาฟูกมา ปีถูกขนไปบนฟูกเข้าไปในบ้านพัก ถูกห่อด้วยผ้าห่มผืนหนาอึนริวตามไปติดๆ ตามด้วยฮิบิคิที่ถือขาตามไป
พื้นที่ชั้นล่างของบ้านพักส่วนหนึ่งถูกกันไว้ให้เป็พื้นที่สำหรับคนเจ็บผู้หญิงหลายคนช่วยกันกางม่านเพื่อไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง ข้างๆ กันมีลอร์น่านอนไม่ได้สติโดยมีอรุโณทัยดูอยู่
ลัคนาและฮิบิคิยืนอยู่ข้างนอก ได้ยินเสียงกระซิบรัวเร็วของหยางและเสียงร้องของเด็กชายเป็พักๆแต่พอผ่านไปสักหน่อยก็เงียบไป ดูเหมือนว่าปีเองก็หมดสติไปแล้ว หรืออาจจะถูกทำให้หมดสติ
ฮิบิคิแสดงสีหน้ากลัดกลุ้ม คิ้วเขาขมวดแทบจะชนกัน มือกำแน่น ลัคนารู้สึกร้อนๆหนาวๆ เดินวนไปมาอยู่หน้าบ้านพัก
สักพักหนึ่งยูริกับอุลริกก็กลับมา ทั้งคู่ใเมื่อเห็นเืกองใหญ่ตรงขอบบาเรียลัคนาที่ยืนอยู่ข้างนอกพอดีอธิบายสถานการณ์ให้ทั้งสองคนฟัง
ยูริสบถออกมา ส่วนอุลริกก้มหน้านิ่งๆ ไม่รู้จะพูดอะไร
“นา ตอนนี้พวกเขาทำอะไรอยู่?” นานทีเดียวกว่าอุลริกจะหาคำพูดได้
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ... อาจจะพยายามต่อขาอยู่”
“ต่อขา? เราจะมีปัญญาทำอะไรยากๆ อย่างนั้นเรอะ?” ยูริแค่นถาม “เ้าหนูนั่น...ปัดโธ่เว้ยเขาไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้”
ลัคนาไม่อยากนึกภาพว่าการ ‘ต่อขา’ จะมีขั้นตอนอะไรบ้าง
“อา ช้าไปหน่อยแต่...นี่ เราไปเจอเ้านี่มา มันคืออะไรเหรอ?” อุลริกมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเปลี่ยนเื่ทันที เขาชูสิ่งที่อยู่ในมือขึ้น
“โรส แรบบิท เลเวล 2 มินิบอส เขาวงกตกุหลาบ”
สิ่งนั้นคือกระต่ายสีขาว หูตั้งยาว ขนาดตัวพอๆ กับแขนอุลริก ร่างกายของมันถูกพันด้วยเถากุหลาบหนามมีกุหลาบสีแดงหลายดอกบานอยู่ ข้างเอวเหน็บดาบยาวไว้ มันดูเหมือนไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
ชายหนุ่มพยักหน้า ยักไหล่ ดึงดาบของมันมาเก็บก่อนหาที่ฝังซาก
ลัคนาฝืนใจเดินกลับเข้าไปในบ้านพัก เธอขอแผนที่จากอรุโณทัย หญิงสาวยอมให้ง่ายกว่าที่คาดชื่อของโรส แรบบิท ถูกเพิ่มเข้าไปข้างชื่อมอนสเตอร์อีกหลายต่อหลายตัว
อึนริววิ่งออกมาจากหลังผ้าม่าน ลัคนาเห็นว่าอริสเองก็ยืนรอคำสั่งอยู่ในนั้นด้วยไม่ช้าอึนริวก็ถือบางอย่างแล้วกลับเข้าไป มันเกิดขึ้นหลายครั้ง เด็กสาวพยายามยืนไม่ให้เกะกะใคร
ข้างๆ จุดที่ถูกกั้นด้วยผ้าม่าน ลอร์น่านอนหายใจอย่างสงบ ขาของเธอเืออกและต้องพันผ้าพันแผลหลายทบอรุโณทัยคอยดูอาการ
บรรยากาศในบ้านพักตึงเครียดจนลัคนาต้องออกมา ไม่กล้าแม้แต่จะถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินของยามค่ำคืน เธอมองเข้าไปในบ้านพัก เห็นว่ามีเทียนถูกจุดหลังผ้าม่านเด็กสาวห่อไหล่แล้วรอข้างนอก นั่งกอดเข่าพิงผนังของบ้านพัก ฮิบิคิออกมานั่งข้างเธอ
“ไอ้ลูกพี่ไม่ถึงตายหรอก ทำใจดีๆ ไว้” เขาพูด ลัคนาพยักหน้า
“ฉัน...เป็กุญแจจริงๆ เหรอ?” อยู่ดีๆ เธอก็ถาม
“ก็ใช่สิ ทำไมละ?”
“ทำไม...ั้แ่ฉันเข้าหน่วยลาดตระเวนทุกอย่างถึงได้เลวร้ายแบบนี้?”
“ทุกอย่างมันก็สุดจะทนมาตั้งนานแล้ว” เขาพูดห้วน เอาหลังศีรษะกระแทกผนัง
“ฉันเป็กุญแจที่ดีจริงๆ เหรอ?”
“เฮ้อ ฉันเองก็ได้ยินเื่ของกุญแจมานาน พอเห็นเธอก็รู้ว่านี่คือกุญแจแน่ๆแต่เื่ที่กุญแจทำอะไรหรือควรเป็คนยังไง ฉันไม่รู้ทั้งนั้น”
“เชื่อเถอะ นา ก่อนเธอจะมาเื่ทุกอย่างมันบัดซบยิ่งกว่านี้อีก” อุลริกพูดชายหนุ่มมายืนอยู่ข้างพวกเขาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ฉันไม่ชอบ...ขยะเอ๊ย กลิ่นเืคลุ้งชะมัด” ยูริสบถสองสามคำ ฮิบิคิกับอุลริกหุบปากเงียบทันทีลัคนาได้แต่มองสงสัย แต่ในเวลาแบบนี้เธอไม่อยากเซ้าซี้อะไรนัก
แต่ละนาทีผ่านไปด้วยความอึดอัด ในที่สุดหยางก็เดินออกมา สีหน้าอิดโรยเหมือนจะสลบไปเดี๋ยวนั้นั้แ่มาที่ออโรร่าบาเรีย ลัคนาไม่เคยเห็นเขาโทรมขนาดนี้มาก่อน
“ลูกพี่ล่ะหัวหน้าหยาง?” ฮิบิคิถาม หยางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เรียบร้อย ที่เหลือขึ้นอยู่กับเขา” หยางเดินไปที่ไหนสักแห่งด้วยท่าทางอ่อนแรงและร่างที่เปื้อนเืเดาได้ว่าน่าจะเป็บ่อน้ำ ลัคนาเดินเข้าไปในบ้านพักก็เห็นว่าม่านยังปิดอยู่
คืนนั้นลอร์น่าถูกย้ายไปชั้นสอง อึนริวยังเฝ้าปีอยู่ มีเสียงร้องเ็ปดังเป็พักๆฮิบิคิเข้าไปดูอาการแวบหนึ่ง ปีนอนอยู่กับเืเต็มพื้น อึนริวปาดน้ำตาด้วยหลังมือแต่นอกจากนั้นทั้งคู่ก็สบายดี ขาติดอยู่กับเ้าของเรียบร้อยโดยมีผ้าพันแผลพันไว้ ผ้าเปื้อนเืและฟูกถูกเปลี่ยนเป็ผืนที่ยังสะอาดพื้นก็ถูกเช็ด จากนั้นสาวๆ ผู้รับหน้าที่พยาบาลชั่วคราวก็กลับไปนอนที่ชั้นสอง
ชั้นล่างของบ้านพักนอนได้เป็ระเบียบแบบที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
ยูริหอบเอาที่นอนและผ้าห่มของตัวเองไปนอนที่ศาลาประชุม ดูท่าเขาจะเกลียดกลิ่นของเืจริงๆลัคนาเองยังได้กลิ่นติดจมูก เธอนอนลืมตาโพลง กลัวว่าถ้าหลับตาภาพของวันนี้จะกลับเข้ามาอีก
“นาน่า ยางม่ายหลับอีกเหรอ...?” อริสถามเสียงยานๆหาวหวอดใหญ่แล้วหันมา
“อริสนี่ดีจังนะ...หลับได้ตลอดเลย”
“นาน่า...บางเื่กังวลไปก็เท่านั้น เวลาจะรักษาเอง ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของปีแล้วนะ”
ลัคนามองดวงตาใสซื่อสีแดงที่ดูเหมือนเรืองแสงได้ในความมืด
“อริส...เคยแค้นผู้เล่นบ้างไหม?” เด็กสาวดึงผ้าห่มขึ้นถึงคางแล้วถามสายตามองเพดาน อริสพลิกตัวนอนหงาย
“ก็...เื่บางเื่ก็ต้องปล่อยไป เราทำอะไรไม่ได้ ถ้ากังวลไปก็จะเปล่าประโยชน์นะถ้าเราแค้น มันก็จะแค้นต่อกันไปเป็ทอดๆ ไม่มีวันจบสิ้น ทางเดียวที่จะหยุดก็คือ ‘ไม่แค้น’”
“ไม่โกรธ....ไม่เคยโกรธพวกนั้นจริงๆ เหรอ?”
“นาน่าออกไปข้างนอก คงจะเห็นพวกนั้นมาเยอะ แต่บอกได้เลยว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาทำร้ายเรามีสามอย่างอย่างแรกคือความโลภ อย่างที่สองคือความไม่รู้ อย่างที่สามคือความไม่เข้าใจ”
“หมายความว่ายังไงเหรอ? อริส? รู้ได้ยังไง?”
คำตอบที่ได้รับมือเพียงเสียงหายใจเบาๆ เท่านั้น