“เสียงกี่ทอผ้าดังแว่วมามู่หลานนั่งทอผ้าอยู่ริมหน้าต่าง หาได้ยินเสียงกระสวยทอไม่ได้ยินก็เพียงเสียงถอนหายใจของตน...”
บนแท่นบรรยายอาจารย์หนุ่มรูปงามสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวถือม้วนคัมภีร์เหลืองซีดเล่มหนึ่งไว้ในมือ เสียงของเขาช่างกังวานใสและมีเสน่ห์ทุกถ้อยคำที่อ่านออกมานั้นยิ่งขับเน้นสง่าราศีให้โดดเด่นจับใจ
อันซิ่วเอ๋อร์หิ้วกล่องอาหารยืนอยู่นอกหน้าต่าง มองไปยังอาจารย์ผู้สอนบนแท่นนั้นใบหน้าหมดจดงดงามพลันปรากฏความขมขื่น
“เมื่อคืนเห็นสาส์นทัพท่านข่านเกณฑ์ไพร่พลใหญ่หลวง สาส์นทัพสิบสองม้วน ทุกม้วนมีชื่อบิดา บิดาไร้บุตรโตข้ามู่หลานไร้พี่ชาย ข้ายอมซื้ออานม้า นับแต่นี้ขออาสาออกรบแทนบิดา! [1]”
อาจารย์อ่านจบวรรคหนึ่ง วางตำราลงพลันเหลือบมองไปนอกหน้าต่างโดยมิได้ตั้งใจสายตาประสานเข้ากับอันซิ่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่พอดี เขาส่งยิ้มอบอุ่น พยักหน้าทักทายอันซิ่วเอ๋อร์พลันหน้าแดงซ่าน ก้มหน้าลงอย่างไม่อาจห้ามใจเผยให้เห็นปลายคางเรียวได้รูปและลำคอระหงดุจคอหงส์งาม
เสียงอ่านหนังสือยังคงดังเจื้อยแจ้วอยู่ข้างกายนางทว่าใจของอันซิ่วเอ๋อร์กลับล่องลอยไปไกลสุดขอบฟ้า ยังมิทันได้สติกลับคืนดีสำนักศึกษาก็เลิกเรียนเสียแล้ว หลานชายตัวน้อยท่าทางซุกซนวิ่งเข้ามาหานาง“ท่านอา ท่านมาแล้วหรือขอรับ?”
“อืมวันนี้ตั้งใจฟังท่านอาจารย์สอนหรือไม่?” อันซิ่วเอ๋อร์เม้มปากถามเสียงอ่อนโยน
"แน่นอนขอรับวันนี้ท่านอาจารย์ยังชมข้าด้วย" เด็กน้อยเชิดหน้าตอบเสียงใสใบหน้าเจือแววภูมิใจเล็กๆ
อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนลูบศีรษะเล็กๆ ของหลานชายเบาๆ แล้วจูงมือเขาไปยังป่าไผ่ด้านหลังสำนักศึกษาหามุมโต๊ะหินว่างตัวหนึ่ง นางวางกล่องอาหารลง เปิดฝาออกหยิบอาหารเรียบง่ายที่อยู่ภายในออกมา มีเพียงข้าวกล้องหนึ่งชามผักดองเล็กน้อยหนึ่งจาน และไข่ไก่เพียงฟองเดียว
อาหารเพียงเท่านี้ถือเป็ของดีที่สุดของบ้านตระกูลอันแล้วเพราะอันหรงเหอต้องร่ำเรียนหนังสือไข่ไก่ในบ้านที่เหลือส่วนใหญ่จึงเก็บไว้ให้เขากินอันซิ่วเอ๋อร์ได้กินบ้างเป็ครั้งคราว
มาเรียนั้แ่เช้าตรู่อ่านหนังสือมาตลอดครึ่งค่อนวัน อันหรงเหอหิวมากเป็ธรรมดา เขาหยิบชามตะเกียบขึ้นบอกกล่าวกับอันซิ่วเอ๋อร์คำหนึ่ง ก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างตะกละตะกลาม
“ค่อยๆ กิน” อันซิ่วเอ๋อร์ลูบหลังเขาเบาๆ
“ข้ากินเสร็จแล้วต้องไปอ่านหนังสือต่อท่านอาจารย์บอกว่าวันนี้ใครท่องบทกวีมู่หลานได้ก่อน จะให้รางวัลเป็พู่กัน”อันหรงเหอพูดทั้งที่ข้าวเต็มปาก เสียงจึงอู้อี้เล็กน้อย
อันซิ่วเอ๋อร์จึงหัวเราะออกมาอีกครั้งหยิบไข่ไก่มาปอกเปลือกให้เขา มือขาวผ่องราวกับสีเดียวกับไข่ไก่นั้นวางไข่ที่ปอกเปลือกแล้วลงในชามของเขา
“ท่านอา ก็กินด้วยสิขอรับ” อันหรงเหอแบ่งไข่ออกเป็สองส่วน คีบไข่ขาวส่วนหนึ่งให้อันซิ่วเอ๋อร์
“อากินมาแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเด็กน้อยมีน้ำใจเช่นนี้ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา “เ้ารีบกินเถอะไม่ใช่ว่าเดี๋ยวต้องกลับไปท่องตำราหรือ?”
อันหรงเหอได้ยินดังนั้นก็ไม่ปฏิเสธอีกรีบร้อนกินข้าวให้หมด บอกลานางคำหนึ่ง แล้ววิ่งกลับเข้าสำนักศึกษาไป
อันซิ่วเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเขาไปยิ้มอย่างจนใจ ก้มหน้าเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะหิน
“ซิ่วเอ๋อร์...” เสียงสดใสที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูนางเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาเปี่ยมยิ้มเป็อาจารย์กู้หลินหลางแห่งสำนักศึกษานั่นเอง
"คารวะท่านอาจารย์กู้เ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ใจเต้นระส่ำ รีบวางของในมือลงแล้วยอบกายคารวะ
"วันนี้ซิ่วเอ๋อร์เหตุใดจึงเกรงอกเกรงใจข้านักปกติเ้าเรียกข้าว่าพี่กู้มิใช่หรือ?" กู้หลินหลางขยับเข้ามาใกล้อันซิ่วเอ๋อร์สองก้าวแล้วนั่งลงบนม้านั่งหินข้างกายนาง
"ท่านอาจารย์กู้กล่าวล้อเล่นแล้วซิ่วเอ๋อร์ไหนเลยจะกล้าทำเกินงาม" อันซิ่วเอ๋อร์ถอยห่างไปสองก้าวอย่างแเี
การกระทำของนางอยู่ในสายตาของกู้หลินหลางแววตาของเขาพลันหม่นแสงลง แต่เขาก็เก็บซ่อนความเ็านั้นไว้ได้อย่างรวดเร็วกล่าวด้วยความรักใคร่อย่างลึกซึ้ง “อีกไม่กี่วันข้าก็จะจากหมู่บ้านชิงสุ่ยไปแล้วเื่ที่ข้าบอกเ้า เ้าตรองดูให้ดีแล้วหรือยัง?”
กู้หลินหลางจับจ้องอันซิ่วเอ๋อร์ด้วยดวงตาเป็ประกายเจิดจ้าั์ตารูปดอกท้อคู่นั้นเอ่อท้นด้วยความรักลึกซึ้งอันซิ่วเอ๋อร์สบตาเขาเพียงแวบเดียว ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งแก้มต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
อันที่จริง จวบจนบัดนี้นางก็ยังไม่รู้ว่าเื่ราวในความฝันเมื่อคืนวานเป็จริงหรือหลอกลวงทว่านางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เป็การตัดสินใจที่ตรงกันข้ามกับในฝันอย่างสิ้นเชิงนางจะไม่หนีตามกู้หลินหลางไป แต่นางจะแต่งกับจางตาบอดชาวประมงท้ายหมู่บ้านผู้นั้น!
อันซิ่วเอ๋อร์เป็ลูกสาวคนสุดท้องของบ้านตระกูลอันและยังมีพี่ชายอีกสองคน พ่อเฒ่าตระกูลอันมีลูกสาวยามที่ตนแก่ชราแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์จึงเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของเขามาโดยตลอดไม่ว่าบ้านตระกูลอันจะยากลำบากเพียงใด อันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยต้องลำบากทุกครั้งที่มีงานบ้าน พี่สะใภ้ทั้งสองก็จะเป็คนจัดการให้
จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วบ้านตระกูลอันก็ประสบเคราะห์ร้าย พี่สะใภ้ใหญ่หลี่ซื่อคลอดลูกยากเสียชีวิตทั้งแม่และลูก ทิ้งให้อันเถี่ยสือพี่ชายคนโตของอันซิ่วเอ๋อร์ต้องเลี้ยงดูลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคนตามลำพังเพื่อหาเลี้ยงชีพ ตอนนี้อันเถี่ยสือได้ไปทำงานในเมืองแล้ว
พ่อเฒ่าอันอายุมากแล้วหลังจากพี่ชายคนโตไปทำงานในเมือง อันเถี่ยมู่พี่ชายคนที่สองก็กลายเป็เสาหลักของบ้านพี่สะใภ้รองต่งซื่อก็ทำงานในไร่นาตลอดทั้งวันชีวิตของคนในบ้านตระกูลอันถึงพอประทังไปได้อันซิ่วเอ๋อร์จึงยังคงใช้ชีวิตในเรือนอย่างค่อนข้างสุขสบาย
หากเป็เช่นนี้ต่อไปได้ชีวิตก็พอจะดำเนินต่อไปได้ แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่จบสิ้นราชสำนัก้าเกณฑ์ชาวบ้านไปใช้แรงงานหากบ้านใดมีบุตรชายสองคนจะต้องส่งไปหนึ่งคน บ้านตระกูลอันมีบุตรชายสองคนพอดีจึงต้องส่งคนไปหนึ่งคน
แต่อันเถี่ยสือได้ไปทำงานในเมืองแล้วอันเถี่ยมู่ก็เป็เสาหลักของบ้าน ยามนี้เป็่ฤดูเพาะปลูก หากเขาจากไปที่ดินของบ้านตระกูลอันคงต้องพึ่งพ่อเฒ่าอันเพียงคนเดียว ซึ่งเป็ไปไม่ได้
เมื่อคิดไปคิดมาพ่อเฒ่าอันกลับตั้งใจจะไปใช้แรงงานเสียเอง!
การใช้แรงงานมิใช่เื่ดีได้ยินมาว่าการใช้แรงงานครั้งนี้คือการสร้างเขื่อนการสร้างเขื่อนนั้นเป็งานหนักหนาสาหัสยังจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วก็มีคนในหมู่บ้านไปสร้างเขื่อนพอกลับมาก็โทรมกายเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แทบจำสภาพเดิมไม่ได้พ่อเฒ่าอันอายุมากแล้ว หากไปสร้างเขื่อน เกรงว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา
แต่ทุกเื่ย่อมมีทางออกผู้ใหญ่บ้านบอกไว้แล้วว่าหากไม่อยากส่งคนไปก็สามารถจ่ายภาษีแรงงานเป็เงินห้าตำลึง เพื่อยกเว้นการใช้แรงงานได้หนึ่งคน
บ้านตระกูลอันอาศัยเพียงที่นาผืนเล็กแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ แม้อันเถี่ยสือจะไปทำงานในเมืองแต่เงินที่หามาได้ก็ยังไม่พอเป็ค่าเล่าเรียนให้อันหรงเหอผู้เป็บุตรชายแล้วจะมีเงินเหลือที่ไหนอีก?
ในขณะที่บ้านตระกูลอันกำลังจนปัญญาแม่สื่อฮวาก็มาเคาะประตูบ้านบอกว่าจางตาบอดที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำชิงสุ่ยยินดีจ่ายค่าสินสอดหกตำลึงเพื่อสู่ขออันซิ่วเอ๋อร์ หากอันซิ่วเอ๋อร์แต่งงานกับจางตาบอดไม่เพียงแต่จะมีเงินห้าตำลึงสำหรับยกเว้นค่าแรงงานให้พ่อเฒ่าอันแล้วแม้แต่ค่าเล่าเรียนของอันหรงเหอในปีหน้าก็ไม่ต้องกังวล
แต่เขามีที่มาไม่ชัดเจนเขามายังหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้เมื่อสองปีก่อน มอบเงินให้ผู้ใหญ่บ้านเล็กน้อยจึงได้ตั้งรกรากในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ บ้านของเขาอยู่ริมแม่น้ำทุกวันดำรงชีพด้วยการจับปลา
หญิงสาวจากตระกูลดีๆที่ไหนเล่าจะยินดีแต่งงานกับคนเช่นนี้ ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้มองจากลักษณะของเขาแล้ว บางทีอาจเป็นักโทษหนีคดีก็ได้
ใช่แล้ว จางตาบอดผู้นี้มีรูปร่างกำยำล่ำสันใบหน้าดุดัน อายุอานามคงจะสามสิบกว่าแล้ว เขาไม่ได้ตาบอดจริงๆเพียงแต่ชอบใช้ผ้าดำปิดตาไว้เสมอ ไม่มีใครเคยเห็นเขาถอดผ้าดำผืนนั้นออกเลยดังนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านชิงสุ่ยจึงเรียกเขาว่าจางตาบอด
ชาวบ้านทั่วไปน้อยคนนักที่จะข้องแวะกับเขามีเพียงหญิงชาวบ้านใจกล้าบางคนเท่านั้นที่นานๆ ครั้งจะชวนกันไปซื้อปลาที่บ้านเขาอันซิ่วเอ๋อร์เองเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง ตอนไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำครั้งนั้นนางใกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
อันซิ่วเอ๋อร์นั้นผิวขาวผุดผ่อง รูปโฉมงดงามไม่เพียงแต่หน้าตาดี ยังมีฝีมือในงานบ้านงานเรือน เป็ที่ชื่นชมของคนทั้งหมู่บ้านหนุ่มๆ ในหมู่บ้านหลายคนต่างก็หมายปองดอกไม้งามเช่นนางแล้วนางจะยอมแต่งกับจางตาบอดได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นเพราะไปส่งข้าวให้อันหรงเหอบ่อยครั้งนางจึงมีใจต่ออาจารย์กู้หลินหลางแห่งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านมานานแล้วในสายตาของนาง มีเพียงบุรุษที่อ่อนโยน รูปงามและเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถเช่นกู้หลินหลางเท่านั้นที่คู่ควรกับอันซิ่วเอ๋อร์เช่นนางส่วนจางตาบอดที่ทั้งอัปลักษณ์และหยาบกระด้างนั่นน่ะหรือ จะเอาอะไรมาเทียบ!
แต่หากนางไม่แต่งกับจางตาบอดท่านพ่อก็ต้องไปใช้แรงงาน เมื่อนึกถึงความรักความเมตตาที่ท่านพ่อมีให้นางเสมอมาอันซิ่วเอ๋อร์ก็กลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว
นางรู้สึกว่าตนเองในยามนี้ไม่ต่างอันใดกับมู่หลานในบทกวี...กลัดกลุ้มกังวลใจเหลือเกิน
ซ้ำร้ายกู้หลินหลางยังมาเร่งรัดนางไม่หยุดหย่อนกล่าวเป็นัยว่าเขาใกล้จะจากหมู่บ้านชิงสุ่ยกลับบ้านเดิมแล้วก่อนไปจึงอยากถามนางให้แน่ใจว่ายินดีจะไปกับเขาหรือไม่
กู้หลินหลางบอกนางว่า พอกลับถึงบ้านเขาตั้งใจจะทุ่มเทอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในอนาคตเขาคือผู้ที่จะสอบได้ตำแหน่งจอหงวน หากนางไปกับเขาต่อไปนางก็จะได้เป็ถึงฮูหยินจอหงวน
ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นี้อันซิ่วเอ๋อร์ก็อดรู้สึกแก้มร้อนผ่าว ใจเต้นระรัวมิได้นางเองก็เป็หญิงสาวที่มีความใฝ่ฝันหากได้แต่งให้กับกู้หลินหลางผู้งดงามเพียบพร้อมเช่นนี้ อนาคตได้เป็ภรรยาคู่ใจอยู่เคียงข้างรักใคร่ปรองดองกัน นางรู้สึกว่า นี่ต่างหากคือชีวิตที่นางปรารถนา
กู้หลินหลางยังมักจะเล่านิทานบางเื่ให้นางฟังเป็ครั้งคราวนางเอกในนิทานเ่าั้ล้วนยอมสละทิ้งทุกสิ่งเพื่อหนีตามชายคนรักไปหากนางรักเขาจริง ก็ควรจะหนีตามเขาไปเช่นกัน ส่วนเื่พ่อเฒ่าอันน่ะหรือรอให้นางได้เป็ฮูหยินของขุนนางแล้วค่อยกลับมาตอบแทนบุญคุณก็ยังไม่สาย
อันซิ่วเอ๋อร์ถูกวาจาหวานหูเหล่านี้กล่อมจนเกือบจะเผลอใจเชื่อ
ทว่าเมื่อคืนวานนางกลับฝันร้ายไปเื่หนึ่ง ในฝัน นางถูกกู้หลินหลางหลอกล่อจนหนีตามเขาไปจริงๆแต่กลับพบว่าที่บ้านของเขามีภรรยาเอกอยู่แล้วนางไปถึงก็ได้เป็เพียงอนุภรรยาไร้ชื่อไร้ตำแหน่ง
ตอนนั้นนางเสียใจอย่างยิ่ง คิดจะหนีกลับมากู้หลินหลางกลับบอกนางว่า “ยอมเป็อนุคหบดีดีกว่าเป็เมียเอกยาจก” อนาคตเขาจะดีต่อนางแน่นอนเื่ภรรยาเอกหรืออนุเป็เพียงแค่สถานะเท่านั้น
นางก็หลงเชื่ออีกครั้ง่แรกกู้หลินหลางดีต่อนางมากจริงๆ แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนไป ไม่นานนักข้างกายเขาก็มีหญิงสาวคนใหม่ นางตั้งครรภ์ ภรรยาเอกของเขากลับจับนางกรอกยาขับเืยาชามนั้นทำให้นางรอดชีวิตมาได้ แต่บุตรในครรภ์กลับสิ้นใจนางไม่เพียงแต่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกตลอดชีวิต ยังทิ้งโรคประจำตัวไว้ให้อีก
ไม่กี่ปีต่อมาร่างกายของนางก็ทรุดโทรมลงทุกวัน ความงามร่วงโรยจนหมดสิ้นส่วนบัณฑิตหนุ่มที่นางเคยเทิดทูนบูชาหมดหัวใจกลับขายนางให้กับพ่อม่ายตาเดียวคนหนึ่งพ่อม่ายผู้นั้นจิตใจโเี้ ทุบตีนางไม่เว้นวัน นางลอบหนีกลับมายังบ้านเกิดจึงได้รู้ว่าท่านพ่ออันที่เคยรักและทะนุถนอมนางยิ่งกว่าสิ่งใดได้ตายไปั้แ่ครั้งที่ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานที่นั่นแล้ว
ตอนนั้นนางอายุเพียงยี่สิบต้นๆชาวบ้านต่างจำนางไม่ได้แล้วว่าเป็ดอกไม้งามประจำหมู่บ้านในอดีตนึกว่าเป็ขอทานหญิงมาจากไหน พากันชี้หน้าด่าทอนางยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำชิงสุ่ยด้วยหัวใจที่แหลกสลายมองดูเงาสะท้อนในน้ำของสตรีที่ซูบซีดอิดโรยตรงหน้า... แล้วจึงกระโจนลงไป
ความรู้สึกทรมานขณะจมน้ำยังคงแจ่มชัดอยู่ในห้วงคำนึงเมื่อตื่นขึ้นมา อันซิ่วเอ๋อร์ก็ใจนเหงื่อท่วมกายเื่ราวในฝันนั้นช่างสมจริงเหลือเกิน สมจริงราวกับนางได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง
วันนั้นหลังจากตื่นนอนนางเอาแต่สวดมนต์ภาวนาต่อหน้าพระโพธิสัตว์ตลอดทั้งเช้า
นางเคยได้ยินเื่ราวของฝันสุกก่อนข้าวเหลือง[2]นางคิดว่านั่นคงเป็เพราะพระโพธิสัตว์แสดงอิทธิฤทธิ์ทำให้นางเห็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งในความฝันความมั่งคั่งรุ่งโรจน์ล้วนเป็ภาพลวงตา
อะไรที่ว่า “ยอมเป็อนุคหบดีดีกว่าเป็เมียเอกยาจก” ล้วนเป็เื่หลอกลวงทั้งสิ้น
นางตัดสินใจแล้วนางจะแต่งกับจางตาบอดผู้นี้!อย่างน้อยนางก็ได้เป็ภรรยาเอกอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณบิดามารดาที่เลี้ยงดูมาเพื่อให้ท่านพ่อของนางไม่ต้องไปทำงานใช้แรงงาน สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี
เชิงอรรถ
[1] มากจากบทประพันธ์เชิงขับร้อง ‘มู่หลานซือ’ ในสมัยยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้
[2] เื่เล่าในสมัยราชวงศ์ถังเป็การเปรียบเทียบว่าความร่ำรวยและความรุ่งโรจน์เป็เพียงสิ่งชั่วคราวและลวงตาเหมือนความฝันและท้ายที่สุดแล้วก็จะหายไป