เว่ยอี้หานหยิบเอาของที่อยู่ในกระบุงออกมาวางบนโต๊ะ ตัวเขาเองก็เพิ่งจะเห็นเหมือนกันว่ามีอะไรบ้างที่ภรรยาเอาออกมาจากมิติของเธอเพื่อมอบให้กับป้าใหญ่
“ ไอ้หยา ทำไมมันมากมายขนาดนี้ละจ๊ะ ป้าไม่เอาหรอก เธอเอากลับไปเถอะ ” นางหลิงเหมยถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นอาหารจำนวนมากที่หลานชายนำมาให้ถึงบ้าน นี่ครอบครัวน้องสามต้องใช้เงินมากแค่ไหนซื้อของเหล่านี้มาฝากพวกนางสามแม่ลูก
“ ไม่ได้ครับป้าใหญ่ต้องรับไว้ ทั้งหมดนี้พวกเราเตรียมไว้ให้ป้าใหญ่กับน้องสาวทั้งสองคน ผมรู้ว่าป้าใหญ่คงจะเกรงใจพวกเรา แต่ป้าก็ต้องนึกถึงน้องสาวอีกสองคนด้วยสิครับ พวกเธอโตเป็นสาวแล้วแต่ตัวเล็กและผอมมากเห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะร่างกายขาดสารอาหาร ต่อไปหากทั้งสองแต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ต้องมีลูกแต่ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง ถึงอยากมียังไงก็คงจะยากแล้ว"
ป้าใหญ่หลิงเหมยถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อเผลอจินตนาการว่าลูกสาวทั้งสองแต่งงานไปแล้วแต่ไม่สามารถมีลูกได้ โอ้ไม่นะพวกเธอจะมีชีวิตและที่ยืนในครอบครัวสามีได้อย่างไรหากไม่สามารถมีทายาทสืบตระกูลได้
เว่ยอี้หานที่เห็นสีหน้าผู้เป็นป้าและรอจังหวะอยู่แล้วจึงพูดต่อไปว่า “ ป้าใหญ่จะรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วค่อยไปแก้ปัญหามันอาจจะสายเกินแก้ไปแล้วก็ได้นะครับ ร่างกายน้องสาวทั้งสองคนรวมถึงป้าใหญ่ต่างก็ต้องการสารอาหารมาบำรุง ที่สวนหลังบ้านพวกเรามีผักเยอะมากจนกินไม่ทัน ป้าใหญ่ให้น้องสาวไปเก็บเอาได้ตามที่ต้องการเลย แล้วก็อย่ามัวแต่เกรงใจ เพราะผักเหล่านั้นพวกเราปลูกเองเสียแต่แรงปลูกนิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้เสียเงินสักเหมาแม้แต่เมล็ดผักก็ไม่ได้ซื้อ ”
“ ขอบใจนะจ๊ะ ขอบใจหลานและครอบครัวมาก ๆ เลย ” ป้าใหญ่รู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของครอบครัวน้องสาวที่มีต่อพวกเธอสามแม่ลูกจนพูดไม่ออกได้แต่พูดถ้อยคำสั้น ๆ พร้อมกับที่ดวงตาเศร้าของเธอมีน้ำใส ๆ ไหลรินออกมา
เว่ยอี้หานมองร่างผอมบางของป้าใหญ่ด้วยความสงสารและเวทนากับชีวิตผู้เป็นป้าที่ต้องมากลายเป็นแม่ม่ายสามีตายตั้งแต่อายุเพียงสามสิบห้าปีเท่านั้นเอง
เพราะความลำบากและโดนครอบครัวสามีกดขี่ข่มเหงใช้งานสามแม่ลูกเยี่ยงทาสหลังจากที่สามีของเธอหวังโกวต้านซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองเสียชีวิตไป และตอนนี้หลังจากที่พ้นจากนรกขุมนั้นออกมาแต่ป้าใหญ่ที่เป็นเพียงแม่ม่ายก็ต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องทำงานอย่างหนักในไร่นาเพื่อเลี้ยงปากท้องของสามแม่ลูก ทำให้หญิงวัยกลางคนที่อายุเพียงสี่สิบปีกลับดูแก่ชราราวกับคนอายุห้าสิบปีเลยทีเดียว
ส่วนลูกสาวทั้งสองคนเรียนจบเพียงชั้นประถมก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยกันทำงานเพื่อเก็บแต้มไว้แลกอาหารเช่นกัน เพราะครอบครัวของพวกเธอนั้นจนมาก หญิงม่ายแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างป้าใหญ่ที่ไม่คิดจะแต่งงานใหม่อีกในชีวิตนี้จึงไม่สามารถส่งเสียลูกสาวทั้งสองคนเรียนต่อในชั้นสูงกว่านี้ได้ แม้ว่านางอยากจะให้ลูกสาวทั้งสองคนได้เรียนต่อมากแค่ไหนก็ตาม
เพราะคนในยุคนี้ต่างก็ชื่นชมและยกย่องผู้มีการศึกษา นางจึงหวังให้ทั้งสองได้เรียนสูง ๆ จะได้มีโอกาสแต่งงานไปอยู่ในครอบครัวที่ดีและมีชีวิตที่ดีกว่าผู้เป็นแม่อย่างนาง
เว่ยอี้หานไม่อยากเห็นผู้เป็นป้าร้องไห้เสียน้ำตาไปมากกว่านี้ เขาจึงจับมืออันหยาบกร้านและดำคล้ำจากการที่นางต้องทำงานกลางแจ้งตากแดดตากฝนอยู่เป็นประจำขึ้นมาลูบให้กำลังใจเบา ๆ
" ป้าอย่าร้องไห้เลยนะครับ พวกเราทั้งครอบครัวจะช่วยดูแลทุก ๆ คนเอง ของที่เอามาให้วันนี้เป็นความหวังดีของพวกเรา ผมขอให้ป้ารับพวกมันเอาไว้ เพียงแต่แม่ขอให้ป้าใหญ่อย่าบอกความจริงกับคนอื่นว่าพวกเราเอาอะไรมาให้ที่นี่บ้าง และป้าใหญ่ต้องไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
ถ้าหากป้าสะใภ้ใหญ่มาถามป้าใหญ่ ให้ป้าใหญ่บอกไปเพียงว่าพวกเราให้ไก่ป่าหนึ่งตัวกับตุ๋นกระต่ายหนึ่งชามหมั่นโถวสามลูกแล้วก็ผิงกั่วห้าผลนะครับ แม่เขากลัวว่าบ้านใหญ่หลิงรู้เข้าแล้วจะไม่พอใจน่ะครับ คนอื่นก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าป้าสะใภ้ใหญ่รู้เข้าเธอคงโวยวายไม่รู้จักจบจักสิ้น แล้วยังจะหาว่าครอบครัวพวกเราลำเอียงแล้วอกตัญญูต่อยายเพราะที่บ้านได้ไม่มากเท่าคนอื่นอีก ” เว่ยอี้หานยกผู้เป็นแม่ขึ้นมาอ้างทั้ง ๆ ที่แม่เว่ยไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย นอกจากจะคิดว่าลูกชายคงเขาไก่ป่าหรือไม่ก็กระต่ายมาให้พี่สาวเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น
“ ป้าเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นป้าก็จะไม่พูดถึงของที่พวกหลานเอามาให้ครอบครัวป้าอีก ป้าฝากหลานกลับไปขอบคุณแม่ของหลานแล้วก็ทุก ๆ คนด้วยนะจ๊ะ ”
ป้าใหญ่พูดขณะที่นัยน์ตาของเธอนั้นยังแดงก่ำเพราะเธอกำลังกลั้นน้ำตาที่มีไม่ให้ไหลออกมาอีกให้หลานชายต้องลำบากใจที่ต้องมาเห็นผู้เป็นป้าอย่างนางร้องไห้แบบนี้ ที่สำคัญชีวิตนี้เธอร้องไห้มามากเกินพอแล้วนั่นเอง
ส่วนเหตุผลที่น้องสาวอยากให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับทำไมนางจะไม่รู้ล่ะ“…”
ตอนที่นางหอบลูกสาวอีกสองคนบากหน้ากลับมาขอความช่วยเหลือและขออาศัยอยู่กับครอบครัวเดิมของนางชั่วคราวจนกว่าพวกเธอจะมีที่ไป ก็ไม่ใช่สะใภ้ใหญ่จางอวี้ซุ่ยคนนี้หรือที่รังเกียจและปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือพวกเธอสามแม่ลูก
จนสุดท้ายครอบครัวเว่ยของน้องสาวต้องออกหน้าให้พวกเธออาศัยอยู่ที่บ้านด้วยชั่วคราวเพราะความสงสารแล้วยังช่วยออกเงินสร้างบ้านหลังน้อยให้พวกเธอสามแม่ลูกได้อาศัยอยู่ด้วยกันจากเงินเก็บที่ได้มาจากการหลานชายคนโตส่งกลับมาให้ที่บ้าน
จนนางจางซื่ออิจฉากระแนะกระแหนด่าว่าบ้านเว่ยอกตัญญูมีเงินแต่ไม่เอามาให้แม่เพื่อแสดงความกตัญญู และเรียกร้องให้บ้านเว่ยจ่ายค่าเลี้ยงดูแม่เฒ่าหลิงหรือก็คือแม่ของนางหลิงฟางหรือแม่เว่ยนั่นเอง โดยเรียกร้องให้พวกเขาจ่ายเงินจำนวนสองหยวนทุก ๆ เดือน โดยที่นางจางซื่อจะเป็นผู้ดูแลเงินที่จะได้มานี้เอง
มีหรือที่ครอบครัวเว่ยจะยอมให้คนอื่นมาเอาเปรียบพวกเขาขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไรแม่เฒ่าหลิงก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของนางหลิงฟางแม้ว่าแม่เฒ่าหลิงจะเอ็นดูแค่ลูกชายแต่ก็ไม่เคยทารุณกรรมลูกสาวทั้งสองคน
เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาที่เป็นผู้ให้กำเนิด หลังจากที่สองสามีภรรยาเว่ยชิงเทียนและหลิงฟางปรึกษากันแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะให้เสื้อผ้าแก่แม่เฒ่าหลิงปีละหนึ่งชุดและธัญพืชปีละสิบชั่ง
สุดท้ายเมื่อไม่ได้เงินตามที่ต้องการนางจางซื่อจึงไม่พอใจครอบครัวเว่ยเป็นอย่างมาก แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เพราะแม้ว่าเธอจะมีอำนาจในครอบครัวหลิงในฐานะสะใภ้ใหญ่ ที่แม้แต่แม่สามียังไม่สามารถห้ามปรามได้ เนื่องจากตอนนี้แม่เฒ่าเป็นเพียงหญิงม่ายที่คิดว่าตนเองต้องพึ่งพาครอบครัวลูกชายคนโต จึงค่อนข้างเกรงใจลูกชายและลูกสะใภ้ใหญ่อยู่มาก
แต่ไม่ใช่ว่านางจะสามารถมาบงการครอบครัวเว่ยของน้องสะใภ้ได้ตามตนเองที่ต้องการ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้นางหลิงเหมยรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวของน้องสาวลำบากมากขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากที่นั่งพูดคุยกับป้าใหญ่อยู่สักพักเว่ยอี้หานก็ขอตัวเอาของที่เหลือไปฝากให้ที่บ้านตระกูลหลิงต่อทันที เพราะตอนนี้เขาอยากกลับบ้านไปหาลูกเมียจะแย่อยู่แล้ว
ขณะที่อีกด้านลูกชายคนโตและพี่สาวคนเดียวของนางหลิงฟางกำลังพูดถึงตัวเองอยู่นั้น แม่เว่ยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็กำลังนอนเล่นหลบลมร้อนอยู่ที่แคร่หลังบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่กับลูก ๆ หลาน ๆ อยู่ ๆ นางก็รู้สึกคันจมูกขึ้นมาและจามไม่หยุด
“ ฮัดชิ้ว ฮ…ฮ..ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว ”
“ แม่ไม่สบาย เป็นหวัดหรือเปล่า ถ้าแม่ไม่สบายห้ามเข้ามาใกล้ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่านะ ”
“ เจ้าเด็กตัวเหม็นคนนี้นี่นะ ฉันยังแข็งแรงดี แค่คันจมูกเลยจามนิดเดียวเองแกก็กล้ามาห้ามแม่เข้าใกล้หลาน ๆ แล้ว ตกลงนี่แกเป็นลูกหรือเป็นอะไรกับฉันกันแน่ฮึ? ”
“ แหะแหะ ก็ต้องเป็นลูกชายคนเล็กที่แม่รักและเอ็นดูที่สุดอยู่แล้วสิ ใช่ไหมแม่ ”
“…” แม่เว่ย
“ เมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้แกตกกระป๋องแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ใช่ไหมจ๊ะ ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าสุดที่รักของย่า”
“…” เว่ยอี้หยาง ผู้ที่หัวเริ่มมีกลิ่นตุตุ เพราะตกกระป๋องเสียแล้ว จำต้องยอมรับความจริงและยอมหลีกทางให้กับหลานรักทั้งสองคนอย่างไร้ทางเลือก
……….
ยายของเว่ยอี้หานหรือนางไป๋ชิงจูเป็นหญิงม่าย สามีคือหลิงโกวจื่อได้เสียชีวิตไปนับสิบปีแล้ว นางมีลูกทั้งหมดสี่คน โดยที่ป้าใหญ่ หลิงเหมย(40) เป็นลูกคนที่สองแต่เป็นลูกสาวคนแรกของแม่เฒ่า และแม่เว่ย หลิงฟาง(38) เป็นลูกคนที่สาม
บ้านตระกูลหลิงเป็นบ้านโคลนตามแบบฉบับของบ้านในชนบททั่วไปที่มีขนาดใหญ่พอสมควร เพราะมีสมาชิกอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันถึงสิบหกคน ผู้อาวุโสเพียงหนึ่งเดียวของบ้านคือแม่เฒ่าหลิงตอนนี้นางมีอายุมากถึงหกสิบปีแล้ว ส่วนสมาชิกที่เหลือก็ประกอบไปด้วยสองครอบครัวหลักของลูกชายคนโตหลิงเฉิง(บ้านใหญ่)และลูกชายคนเล็กหลิงเฉินเว่ย(บ้านรอง)
* ครอบครัวของหลิงเฉิง(43) ลูกชายคนโตของแม่เฒ่าหลิง ภรรยาของเขาคือนางจางอวี้ซุ่ย(42)ซึ่งเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านหลิง ทั้งสองมีลูกทั้งหมด 4 คน คือ…..
ลูกชายคนโต หลิงเจียตง(25) ภรรยาของเขาคือนางจางม่านนี(23)ซึ่งนอกจากจะเป็นลูกสะใภ้แล้วนางยังมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ กับแม่สามีตัวเองอีกด้วย ทั้งสองมีลูกสาวและลูกชายอย่างละหนึ่งคน คือ หลิงต้ายา(4) หลิงต้าตง(2)
ลูกชายคนที่สอง หลิงหานตง (23) ภรรยาของเขาคือนางป๋ายหนิง(22) มีลูกชายและลูกสาวอย่างละหนึ่งคนเหมือนผู้เป็นพี่ชาย คือ หลิงเฉิงตง(3) และหลิงเหม่ย(1)
ลูกสาวคนที่สาม หลิงหลันซวง (20) แต่งงานออกไปอยู่ที่ต่างหมู่บ้านมีลูกหนึ่งคน
ลูกสาวคนที่สี่ หลิงลี่หลิน (17) เพิ่งจะแต่งงานออกไปอยู่ที่ต่างหมู่บ้านเช่นเดียวกัน
* ครอบครัวของหลิงเฉินเว่ย(30) ลูกชายคนเล็กและเป็นลูกคนที่สี่ภรรยาของเขาคือนางอู๋เจินเจิน(30)
ทั้งสองมีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน คือ หลิงจื้อจง(12) หลิงมู่ตาน (10) และหลิงหยวนตง(7)
..........
เว่ยอี้หานเดินจากบ้านป้าใหญ่มาเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณห้านาทีเขาก็มาถึงที่หน้าบ้านยายของเขา เมื่อเห็นว่าประตูรั้วหน้าบ้านเปิดทิ้งเอาไว้ เขาจึงเดินเข้าไปด้านในแล้วเคาะที่ประตูหน้าบ้านทันที
“ ก๊อก ก๊อก ”
แอ๊ดดด เสียงประตูไม้บานเก่าที่ยังดูแข็งแรงทนทานเปิดออกหลังจากที่เขาเคาะไปไม่นาน
“ อ้าว สวัสดีค่ะพี่อาหาน วันนี้พี่มาเยี่ยมย่าเหรอจ๊ะ”
“ อื้ม ตานเอ๋อร์อยู่บ้านเป็นเพื่อนยายเหรอวันนี้ ” หลานสาวของย่าและหลานชายของยายทักทายกัน
“ ใช่จ้ะ วันนี้ป้าสะใภ้ให้หนูอยู่ดูแลหลาน ๆ ช่วยย่าที่บ้าน ” คุณอาที่อายุมากกว่าหลาน ๆ ทั้งสี่คนเพียงไม่กี่ปี ทำหน้าเบื่อหน่ายที่ตนเองโดนป้าใหญ่บังคับให้อยู่บ้านช่วยเลี้ยงหลาน ๆ ของครอบครัวลุงใหญ่ทั้ง ๆ ที่เธออยากขึ้นเขาไปหาอาหารป่ากับครอบครัวของตนเองมากกว่า
แต่ใครในบ้านหลังนี้จะกล้าขัดใจป้าสะใภ้ใหญ่จอมเผด็จการคนนี้กัน เพราะหากพวกเธอไม่ทำตามที่นางต้องการชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กินอิ่มและอยู่อย่างสงบสุขอีกเลย ทั้งที่ปกติพวกเธอสามพี่น้องก็ไม่เคยจะได้กินอิ่มเหมือนหลาน ๆ ครอบครัวใหญ่เป็นปกติอยู่แล้ว และอย่าได้ถามหาความยุติธรรมในบ้านหลังนี้หากยังมีป้าสะใภ้ใหญ่ที่ชื่อจางอวี้ชุ่ยผู้นี้อยู่
เด็กหญิงตัวน้อยหวังเสมอว่าสักวันหนึ่งพ่อของเธอจะตัดสินใจแยกครอบครัวออกไปอยู่กันเองตามประสาพ่อแม่ลูกเหมือนครอบครัวของป้าใหญ่กับป้ารอง
ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนที่ป้าใหญ่หลิงเหมยสร้างบ้านเล็ก ๆ ของครอบครัว เสี่ยวมู่ตานตัวน้อยรู้สึกอิจฉาญาติผู้พี่หวังเหมยเจียและหวังเสวี่ยอิงมากแค่ไหนที่พวกเธอมีบ้านเป็นของตัวเองและไม่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้ว่าเธอจะรักผู้เป็นย่า แต่เธอก็ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมบ้านกับป้าสะใภ้ใหญ่จอมวายร้ายอีกต่อไป
เว่ยอี้หานลูบศีรษะญาติผู้น้องเบา ๆ ด้วยความเวทนา แต่เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนักเพราะครอบครัวของเขาก็ใช่ว่าจะมีเงินเก็บมากมายจนสามารถให้ญาติฝ่ายแม่ยืมไปสร้างบ้านได้อีกหลังเพราะที่บ้านยังต้องส่งเสียให้น้องทั้งสามคนเรียนหนังสืออีกหลายปีกว่าจะเรียนจบซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
“ พวกเราเข้าบ้านกันก่อนเถอะ วันนี้พี่มีผลไม้มาฝากทุก ๆ คนด้วย ”
“ อ๊ะ หนูขอโทษนะจ๊ะที่มัวแต่ยืนขวางทางพี่เลยไม่ได้เข้ามาด้านในสักที พี่นั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวหนูจะไปเรียกย่ามาให้แล้วก็ขอแสดงความยินดีกับพี่และพี่สะใภ้ด้วยที่ได้ลูกชายฝาแฝด ถ้ามีโอกาสหนูจะไปเยี่ยมหลาน ๆ ที่บ้านพี่นะ ตอนนี้หนูต้องกลับไปเฝ้าเด็ก ๆ ก่อน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหนูคงแย่แน่ ”
“ รอก่อนตานเอ๋อร์ อย่าเพิ่งไป ” เว่ยอี้หานเรียกหนูน้อยเอาไว้ก่อนที่เธอจะเดินออกไป
“ พี่มีอะไรอีกหรือจ๊ะ ”
“ ตานเอ๋อร์เอาผิงกั่วห้าลูกกับหมั่นโถวฟักทองสามลูกนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องน้าสี่ก่อน แล้วอย่าให้ป้าสะใภ้ใหญ่เห็น วันหน้าถ้าอยากกินอีก ให้พากันไปที่บ้านพี่ ตานเอ๋อร์เข้าใจที่พี่บอกใช่ไหม ”
“ เข้าใจค่ะ ขอบคุณพี่อาหานมากนะจ๊ะ ฮึก ฮึก ” เด็กหญิงตัวน้อยถึงกับน้ำตาไหลกอดผิงกั่วลูกโต ๆ ทั้งห้าลูกและหมั่นโถวสีเหลืองที่เธอคิดว่าพวกมันเป็นหมั่นโถวที่น่ากินที่สุดตั้งแต่เธอเกิดมาเอาไว้แน่นเหมือนกลัวว่าพวกมันจะหายไป
นานแค่ไหนแล้วที่ครอบครัวของเธอเคยได้กินผลไม้แบบนี้ นอกจากตอนที่เดินขึ้นเขาไปหาของป่าหากโชคดีเจอผลไม้ป่าพ่อกับแม่ก็จะเก็บให้พวกเขาสามพี่น้องกินให้อิ่มก่อนที่จะกลับบ้าน
“ อย่าร้องไห้สิ ดีใจก็ต้องยิ้ม เอาไว้วันหน้าพี่จะขอให้พี่สะใภ้ของเธอทำอาหารและขนมอร่อย ๆ ให้พวกเธอกิน ”
“ จริงเหรอจ๊ะ หนูอยากกินขนมมากเลย ” เสี่ยวมู่ตานถามด้วยความตื่นเต้น
“ อื้ม ถ้าตานเอ๋อร์และทุกคนเป็นเด็กดีและไม่ขี้แย พี่สัญญาว่าจะได้กินกันทุกคนเลย ”
“ แน่นอนค่ะ พวกเราจะเป็นเด็กดี และไม่ขี้แยด้วย ฮึก หนูไม่ร้องไห้แล้วค่ะพี่เห็นไหม ” มู่ตานน้อยเอาแขนเสื้อเก่า ๆ ที่เธอใส่อยู่เช็ดน้ำตาตัวเองป้อย ๆ
เว่ยอี้หานยิ้มให้น้องสาวด้วยความเวทนาสงสาร เด็กหนอเด็กเพียงแค่เอาขนมกับอาหารมาล่อแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่เขาก็เข้าใจดีว่าทำไมเด็กน้อยถึงได้ดีใจขนาดนี้หลังจากที่เขาให้สัญญากับเธอไป เพราะบ้านใหญ่ตระกูลหลิงนี้ป้าสะใภ้ใหญ่จางซื่อเป็นคนดูแลควบคุม ถ้ามีอาหารดี ๆ อะไรก็จะให้ครอบครัวตัวเองและแม่สามีได้กินก่อน ส่วนที่เหลือหรือไม่ค่อยเหลือเลยถึงจะตกถึงท้องครอบครัวอาสี่
เว่ยอี้หานไม่ได้ลำเอียงที่ให้ผิงกั่วกับหมั่นโถวครึ่งหนึ่งแก่ครอบครัวน้าสี่ เพราะเขารู้ดีว่าหากให้ไปตามปกติทั้งหมด ครอบครัวของอาสี่น่าจะแทบไม่ได้ส่วนแบ่งจากของทั้งหมดนี้มากนัก เขารักและเอ็นดูเด็ก ๆ ทั้งสองบ้านเท่ากันเพียงแต่เวทนาสงสารเด็ก ๆ บ้านอาสี่มากกว่าเท่านั้นเอง