ผู้เป็พ่อสนับสนุนคำพูดของบุตรีด้วยนำเสียงเป็จริงเป็จัง จึงเป็เหตุให้ถูกคุณกันยาขว้างค้อนกราดทั้งพ่อทั้งลูก
“เข้าไปในครัวดีกว่า หมั่นไส้พ่อลูกคู่นี้”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินงอนป่องๆจากไป ในขณะที่สองพ่อลูกหันไปสบตากันเองแล้วหัวเราะคิกคักชอบใจ...
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
นายเกรียงไกรเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมองบุตรชาย ที่พาสภาพโทรมๆของตัวเองมานั่งลงตรงหน้าเขาที่ห้องทำงานในตอนบ่ายวันหนึ่ง
“แกเพลาๆลงบ้างก็ได้นะเกริก เื่ผู้หญิงนะ อย่าหักโหมให้มันมากนัก ดูสินั้นนะ หน้าตาโทรมดูไม่ได้เชียว”
ผู้เป็พ่อเอ่ยเตือนแบบกึ่งประชดประชันเ้าลูกชายตัวดี
“โห ป๋า มองกันในแง่ดีบ้างสิฮะ นี้ั้แ่มาช่วยงานป๋าวันนั้น กลับไป ผมก็ทำแต่งานตลอด ต้องคุมทีมงานไปถ่ายทำรายการที่เขาใหญ่ ยังไม่ได้แตะอะไรอย่างที่ป๋าว่าเลยสักนิดเดียว”
ชายหนุ่มโอดครวญ เพราะรายการของเขาที่จะออกในแต่ละครั้ง จะเน้นเื่ราวด้านการท่องเที่ยวและแฟชั่นที่เป็เซตเดียวกันทั้งตอนรวมทั้งการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่นตามนั้นๆด้วย การทำงานในแต่ละครั้งจึงต้องขนทีมงานและเหล่านายแบบ นางแบบเป็กลุ่มใหญ่ไปถ่ายทำยังสถานที่จริง เขาและเพื่อนๆที่เป็หุ้นส่วนกันจะผลัดเปลี่ยนกันไปคอยควบคุมดูแลอยู่เสมอ
“โอ...น่าสงสารนะ ฉันละเชื่อน้ำคำของแกจริงๆ เลยว่ะ”
ผู้เป็บิดายังไม่เลิกกล่าวประชดประชัน
“โธ่ป๋า ผมไม่อยากจะคุยกับป๋าละ”
ชายหนุ่มทำท่างอน
“เออ ดี ฉันก็เบื่อขี้หน้าของแกเต็มทนเหมือนกัน”
พูดจบก็ก้มลงจะทำงานต่อ
“เดี๋ยวสิฮะป๋า ใจคอจะไม่ถามสักคำหรือฮะ ว่าผมมาที่นี่ทำไม”
ชายหนุ่มโวยวายเมื่อบิดาไม่สนใจ
“โอ๊ย ลมเพ ลมพัด อย่างแก ฉันไม่อยากจะถามให้เมื่อยปากหรอก ทำยังกับตัวเองเอาแน่เอานอนได้นักนี้”
เมื่อบิดาว่าอย่างนั้นชายหนุ่มเลยได้แต่ถอนใจอยู่เฮือกๆ กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างไร้จุดหมาย แล้วก็กลับมาที่ใบหน้าของบิดาอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจถามออกไปอย่างตรงๆจนได้ ด้วยน้ำเสียงที่ทำเหมือนไม่สนใจ หรือเรียกได้ว่ายังมีฟอร์มอยู่ว่างั้นเถอะ
“เลขาของป๋าไปไหนแล้วละครับ”
“นั่งอยู่ที่หน้าห้องนั้นไง”
นายเกรียงไกรหมายถึงเด็กหนุ่มจากแผนกอื่นที่ถูกยืมตัวมาเป็เลขาชั่วคราว
“ไม่ใช่นี่ฮะ เอ่อ ผมหมายถึง คนที่ชื่อเรือนขวัญ”
ตอนนี้ชายหนุ่มกล่าวได้อ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง
“แกจะไปถามถึงทำไมว่ะ ผู้หญิงสุดเชย ท่าทางจืดชืด อย่างนั้นนะ”
ผู้เป็บิดาไม่วายประชดด้วยถ้อยคำเดียวกันกับที่เขาเคยใช้ว่าหล่อนเมื่อคราวพบกันครั้งแรก และมันก็ทำให้ชายหนุ่มหมดคำที่จะถามต่อ เพราะเคยกล่าวติเตียนหล่อนไว้ด้วยถ้อยคำค่อนข้างรุนแรง มาบัดนี้เขาจึงรู้สึกละอายใจ ในการที่จะเปิดเผยให้ใครรับรู้ ว่าเขาชักจะเริ่มสนใจยายเชยคนนั้นเข้าให้แล้ว
นายเกรียงไกรทำการตรวจตราเซ็นเอกสารจนเสร็จ เขาจึงเก็บแฟ้มตรงหน้า แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้มองพิจารณาดูบุตรชาย ซึ่งตอนนี้แทบไม่เหลือสภาพของหนุ่มไฮโซรูปหล่อเ้าสำอางที่มีผู้หญิงมาเสนอตัวเป็คู่ควงแบบไม่ซ้ำหน้าเลยสักนิด
ดูซินั้น ผมเผ้าเป็กระเซิง หนวดเครารกรุงรัง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ปล่อยรุ่มร่ามไปหมด เขาส่ายหน้าช้าๆพอจะเดาอะไรได้บ้างแล้วจากที่มองด้วยสายตา แต่ก็ยังอดที่จะหมั้นไส้ ไม่ได้
“ทำไมแกไม่จัดการกับตัวเองให้มันเรียบร้อยก่อนว่ะ มาสภาพอย่างนี้โชคดีที่ไม่ถูกหมาฟัดเข้าให้”