หลิวอี้เดินทางออกจากจวนเย่ไปที่หอหมื่นโอสถเพื่อพบกับชายแก่ผู้ดูแลหอหลังจากนั้นจะไปยังสำนักหมื่นโอสถ เขามาถึงก็เห็นชายแก่นั่งรอเขาอยู่บนรถม้า
“คุณชายมาสายนะ”ชายแก่พูดขึ้น
“ท่านมาเร็ว ข้าไม่ได้มาสาย”
“ทำไมท่านถึงให้ข้าเตรียมรถม้าด้วยละ”
“ข้าอยากจะชมบรรยากาศ หากว่าท่านอยากจะให้ม้าของท่านวิ่งเร็วขึ้นข้ามีของดี”
“แล้วแต่ท่าน ท่านจะทำอะไรก็เื่ของท่าน”ชายแก่ผู้ดูแลหอี้เีเถียงกับหลิวอี้
รถม้าวิ่งตรงไปยังทางออกนอกเมืองหลวง ทหารที่คอยตรวจคนก่อนที่จะเข้าออกเมืองพอเห็นเป็ผู้ดูแลหอโอสถก็รีบเปิดทางรถม้าวิ่งออกจากประตูเมืองไปได้ไม่ไกลหลิวอี้ให้ชายแก่หยุดรถม้าก่อน
หลิวอี้เดินลงจากรถม้า จากนั้นก็นำเม็ดยาออกมาให้กับม้าทั้งสองตัวกิน ชายแก่นั่งมองอยู่บนรถม้าเขาไม่รู้ว่าหลิวอี้เอาอะไรให้พวกมันกิน จากนั้นเขาก็กลับขึ้นมาบนรถม้า
ม้าทั้งสองตัวหลังจากที่ได้กินเม็ดยาของหลิวอี้เข้าไปมันก็เริ่มที่จะวิ่งเร็วขึ้นและบนหลังของพวกมันมีปีกที่เหมือนกับนกงอกออกมา พอม้าทั้งสองตัวมีปีกมันก็ไม่วิ่งแต่ว่ามันกับบินขึ้นฟ้าแทน
หลิวอี้เปิดม่านชื่นชมบรรยากาศบนท้องฟ้า
ชายแก่รู้สึกแปลกๆ เขารู้สึกว่าก้อนเมฆอยู่ใกล้กับพวกเขามาก เขาจึงเปิดม่านฝังที่ม้าวิ่งออกจากนั้นสิ่งที่เขาพบเห็นแทบจะทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อสายตา ตอนนี้เขากำลังล่องลอยอยู่บนอากาศและม้าทั้งสองตัวของเขามีปีกงอกออกมาจากด้านหลัง
“นี่ท่านทำได้ยังไง ท่านเอาอะไรให้ม้าของข้ากิน มันถึงสามารถบินได้”
“เรียกมันว่าโอสถกลายพันธุ์”
ชายแก่ไม่เคยได้ยินชื่อโอสถแบบนี้มาก่อน
ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงประตูทางเข้าสำนักหมื่นโอสถ ศิษย์สำนักหมื่นโอสถที่เห็นรถม้าบินได้ต่างแปลกใจทำไมรถม้าถึงสามารถบินได้แถมม้ายังมีปีกอีก ที่รถม้าไม่สามารถบินเข้าไปได้เป็เพราะว่ามีม่านพลังป้องกันสำนักหมื่นโอสถเอาไว้ หากจะเข้าไปยังสำนักจะต้องผ่านประตูใหญ่ด้านหน้าสำนักเท่านั้นยกเว้นจะมีพลังระดับจักรพรรดิ
ทั้งสองคนลงจากรถม้าจากนั้นก็เดินเข้าไปในสำนัก ศิษย์ที่คอยเฝ้าประตูต่างก็เห็นเป็ชายแก่ที่เฝ้าหอหมื่นโอสถจึงได้ปล่อยให้ทั้งสองคนเข้าไป
ชายแก่นำกระบี่ของเขาออกมาจากนั้นก็เรียกหลิวอี้ขึ้นไปบนกระบี่ของเขาจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ขี่กระบี่มุ่งหน้าไปยังตำหนักของเ้าสำนักหมื่นโอสถ
ข้างบนเขาสำหนักหมื่นโอสถเปรียบเหมือน์ เพราะูเาลูกนี้สูงเป็อย่างยิ่งมีก้อนเมฆลอยไปลอยมา และมีคนขี่กระบี่เต็มท้องฟ้า เพราะว่าการเดินทางจากตำหนักหนึ่งไปยังอีกตำหนักหนึ่งมีระยะทางค่อนข้างที่จะไกล และภายในสำนักจะแบ่งระดับที่อยู่ของนักปรุงยาตามความสามารถ นักปรุงยาแต่ละระดับจะอยู่เขาคนละลูก ต้องมีระดับเดียวกันจึงจะได้อยู่เขาลูกเดียวกัน และเขาที่สูงที่สุดคือที่อยู่ของเ้าสำนัก
ชายแก่พาหลิวจ้านขี่กระบี่ขึ้นมาถึงลานกว้างหน้าเรื่อนของเ้าสำนัก ที่ลานกว้างตอนนี้มีศิษย์ของสำนักจำนวนมากกำลังปรุงยา
ทั้งสองคนลงจากกระบี่ ทั่วทั้งลานต่างก็เงียบสงบ
“พวกเขากำลังทำอะไร”หลิวอี้พูดขึ้นมา
“ท่านอย่าพูดเสียงดัง วันนี้เป็วันจัดทดสอบวัดความสามารถของลูกศิษย์”
“ทำไมจะต้องจัดทดสอบด้วย”
“เพราะเราจะได้แบ่งแยกว่าใครจะได้เลื่อนเป็นักปรุงยาระดับไหน”
ความจริงแล้วหลิวอี้ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ เขาก็เป็นักปรุงยาคนหนึ่งแต่ว่าเขาก็ไม่เคยรู้ว่าเขาอยู่ระดับไหนเพราะในชาติก่อนเขาไม่เคยไปทดสอบ
“แล้วคนไหนคือเ้าสำนักของท่าน”
“คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่กลางสุด”
หลิวอี้มองไปยังเ้าสำนัก นางเป็หญิงสาวที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาั้แ่เขามาอยู่ในร่างนี้ การแต่งตัวของนางยั่วยวนเป็อย่างมาก
ชายแก่ยังไม่พาหลิวอี้เขาไปเพราะว่าตอนนี้กำลังมีการทดสอบ พวกเขาทั้งสองคนนั่งรออยู่ด้านหลังสุด
หลิวอี้รู้สึกเบื่อๆจึงเดินไปดูการปรุงยาของศิษย์สำนักหมื่นโอสถ
เหล่าผู้าุโที่เห็นการกระทำของหลิวอี้รู้สึกไม่พอใจและกำลังจะลุกออกไปจัดการกับเขา แต่ก็ถูกเ้าสำนักหยุดเอาไว้ก่อน
หลิวอี้เดินไปพร้อมกับส่ายหัวไป เพราะว่าแต่ละคนฝีมือในการปรุงยาไม่ได้เื่สักคน จากนั้นเขาก็เดินกลับมาหาชายแก่
“อีกไม่นานสำนักหมื่นโอสถของท่านก็คงจะล่มสลาย”
ชายแก่ถึงกับตกตลึงกับคำพูดของหลิวอี้