ในขณะที่เฟยเจินได้เพาะเห็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ยินเสียงที่สื่อทางจิตของเสี่ยวฮว่า บอกให้เธอออกมาจากมิติ เพราะมีคนมาหาที่บ้าน เฟยเจินออกไปก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยกำลังคุยกันอยู่ด้านนอกกระท่อม
“ลุงใหญ่มาหาพวกเราด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ” เฟยเทียนไม่ชักชวนลุงใหญ่เข้าบ้านในทันที เพราะเขาไม่รู้ว่าน้องรองจะออกมาจากมิติตอนไหน หากถูกพบเข้าโดยบังเอิญ คงเป็เื่ใหญ่แน่ ในใจก็ทั้งกังวลและร้อนรน ให้เสี่ยวฮว่ารีบไปตามน้องสาวตนมาเร็วๆ
“ต้องมีเหตุอันใดด้วยหรือ ลุงเป็ห่วงพวกเ้าน่ะ เมื่อวานมาหาแต่ไม่เจอ ข้าเลยเอาเกลือใส่ไว้ในถ้วย ไม่รู้พวกเ้าเห็นหรือยัง” ชายผิวคล้ำ ตัวไม่สูงมาก ตาโต บุคลิกที่ดูใจดีนี้ คือ ลุงใหญ่ของพวกเขานั่นเอง เขายีหัวหลานชายด้วยความเอ็นดู
“เห็นแล้วขอรับ ขอบคุณลุงใหญ่มากเลยนะขอรับ เกรงใจท่านแล้ว” เฟยเทียนตอบด้วยรอยยิ้ม
“แล้วิเอ๋อร์กับเจินเอ๋อร์ อยู่ที่ใดกันล่ะ หรือว่าจะออกไปวิ่งเล่นข้างนอก” ซูเหลียงมองหาเด็กน้อยอีกสองคน แต่ไม่ยักเจอ
“ข้าอยู่นี่เ้าค่ะลุงใหญ่” เฟยเจินรีบเดินออกมาทักทายและส่งยิ้มหวานให้ชายผิวคล้ำ
“ไอหยา พอมองดีๆ แล้วพวกเ้าดูดีขึ้นเยอะเลยนะ ดีแล้วๆ” ลุงใหญ่ลูบหัวหลานสาวเบาๆ ก่อนจะหันไปสังเกตเฟยเทียนดีๆ อีกครั้ง
“ขาเ้าเป็อย่างไรบ้างเ้าหลานชาย” ในตอนแรกเขามิได้สังเกต แต่พอมองอีกรอบแล้วจึงรู้สึกว่าเหมือนขาหลานชายของเขาจะดีขึ้น
“ข้าดีขึ้นมากแล้วขอรับ โชคดีที่น้องรองเจอสมุนไพรแล้วลองนำมารักษาข้าดู” เฟยเทียนเดินไปมาให้ลุงใหญ่ดูเพื่อให้รู้ว่าตนนั้นหายดีแล้ว แต่เขาไม่ได้บอกความจริงไป และเลือกที่จะแต่งเื่ขึ้นมาด้วยความเป็ไปได้สูงสุด
“โอ้ เป็สมุนไพรอะไรหรือ ช่างวิเศษยิ่งนัก” เขาทำหน้าฉงน สมุนไพรอันใดกันถึงดีเพียงนี้ ขนาดอาโยว หมอในหมู่บ้านยังไม่สามารถรักษาได้เลย นึกหวนไปถึงวันที่หลานชายของเขาถูกน้องรองตีจนาเ็สาหัสนั้น พอทราบเขาก็ได้รีบวิ่งไปตามอาโยวมารักษาในทันที แต่อาโยวบอกว่าตนนั้นไม่มีความสามารถพอ ต้องเข้าไปรักษาในเมืองเท่านั้น วินาทีนั้นความสิ้นหวังได้ถาโถมเข้ามา เพราะแม่ของเขาหรือย่าของเด็กๆ นั้นเป็ผู้เก็บเงินและไม่ยินยอมให้พาหลานชายของเขาไปรักษาในเมืองเด็ดขาด เป็เหตุให้น้องสามของเขาตัดสินใจแยกบ้านออกไป โชคร้ายที่สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่เด็กๆ สามพี่น้องที่ต้องหาเลี้ยงกันเอง… เขาถอนหายใจเบาๆ ในใจโดยไม่ให้เด็กๆ ได้รับรู้
“พวกข้าก็ไม่รู้เช่นกันขอรับ น้องรองพบมันในป่าและลองนำมารักษาข้าดูเพียงเท่านั้น” เฟยเทียนยิ้มบางและมองต่ำเล็กน้อย
“โชคดีของเ้าแล้ว เทียนเอ๋อร์ ดีจริงๆ” ลุงใหญ่ตบบ่าหลานชายสองสามที
“นี่ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเถอะเ้าค่ะลุงใหญ่ ข้าจะรีบไปทำ” เฟยเจินพูดขึ้นมาด้วยหน้าตาแจ่มใส ตาอันกลมโตหวานๆ ของเธอนั้นช่างน่ารักคล้ายกวางน้อย
“ไม่รบกวนพวกเ้าหรอก ข้าต้องรีบกลับแล้ว” ชายผิวคล้ำโบกมือ ก่อนจะหันเดินกลับไปอย่างเร่งรีบ เขาจะแย่งอาหารของเด็กๆ ได้อย่างไร แค่นี้หลานชายหลานสาวของเขาก็แทบไม่มีอะไรจะกินแล้ว วันหลังเขาคงจะต้องแอบนำอาหารมาให้เด็กๆ มากขึ้นเสียแล้ว
เมื่อซูเหลียงเดินกลับไปถึงบ้านใหญ่ก็เจอเข้ากับนางเฉียวที่กำลังยืนเท้าเอวด่าลูกๆ ของเขาอยู่ตรงกลางลานบ้าน
“ท่านแม่ มีอะไรก็พูดกันดีๆ เถิดขอรับ เด็กๆ กลัวกันหมดแล้ว” ซูเหลียงเดินไปยืนบังตรงหน้าลูกๆ ของเขา
“หึ แล้วเ้าไปไหนมา ทำไมไม่กลับมาพร้อมกับตาเฒ่า” นางเฉียวหันมาตวาดลูกชายคนโตของตนแทน ไม่ให้นางด่าเ้าเด็กพวกนี้ใช่หรือไม่ ได้! งั้นเ้าก็โดนแทนแล้วกัน
“พอดีข้าเจอชาวบ้านระหว่างทางเลยแวะคุยน่ะขอรับ” ซูเหลียงเม้มปาก ก้มหน้าเล็กน้อย
“วันหลังไม่ต้องแวะคุย รีบกลับมาบ้าน ได้ยินหรือไม่” ด้วยอายุที่มากขึ้น ดวงตาหลี่แคบ และหางตาเฉียงลง หลังที่คดงอ ทำให้นางยิ่งดูร้ายขึ้นไปอีก
“เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ท่านไปพักเถิดขอรับ” ซูเหลียงรีบพาเด็กๆ เดินเข้าเรือนตนหลังพูดจบ เมื่อพวกเขาเข้ามาแล้ว ผู้เป็พ่อก็มองลูกๆ และถามขึ้นด้วยความห่วงใย
“เกิดอะไรขึ้นกัน พวกเ้าเป็อันใดมากหรือไม่”
“ข้าไม่เป็อันใดหรอกขอรับ แต่ข้าสงสารเจียวเอ๋อร์” ซูเจี๋ยลูกชายคนโตที่ปีนี้อายุได้ 16 ปี กล่าวออกมาอย่างเศร้าสร้อย
“เกิดอะไรขึ้นกับเจียวเอ๋อร์หรือ เจี๋ยเอ๋อร์บอกพ่อที” ซูเหลียงหันไปจ้องลูกสาวคนเล็กของตนที่ปีนี้อายุได้ 14 ปี
“ท่านย่าให้น้องเล็กไปซักผ้ากับจวนเอ๋อร์น่ะขอรับ แต่สุดท้ายจวนเอ๋อร์ก็ทิ้งให้น้องเล็กซักผ้าคนเดียว ก่อนที่จะกลับถึงบ้าน จวนเอ๋อร์ก็ไปบอกท่านย่าว่า น้องเล็กไม่ให้นางช่วยซักและไล่นางน่ะขอรับ ท่านย่าเลยโมโหและด่าทอน้องเล็ก พอข้ากลับมาเห็นก็จะช่วยพูด แต่สุดท้ายท่านย่าก็ไม่ฟังอะไรเลย แล้วเอาแต่ด่าทอพวกเราขอรับ” ซูเจี๋ยกำมือแน่นพูดด้วยความเศร้า เขารู้ว่าจวนเอ๋อร์ หรือ ซูจวน ลูกสาวคนโตอายุ 13 ปีของลุงรองนั้นเป็หลานคนโปรดของท่านย่า เพราะนางมีไฝใกล้ๆ ปากซ้ายล่างเหมือนท่านย่า แต่พวกเขาก็เป็หลานของท่านย่าเหมือนกันมิใช่หรือ เหตุใดจึงได้แตกต่างกันเพียงนี้เล่า…
“ท่านย่าก็เป็อย่างนี้แหละลูก อด…” ซูเหลียงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อตนกำลังจะบอกให้ลูกๆ อดทนเอาไว้ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเข้าใจแต่ทำอะไรมิได้ เพราะอีกฝั่งก็คือแม่ของเขาเช่นกัน
“ขอรับ/เ้าค่ะ” ซูเจี๋ยตอบรับพร้อมซูเจียวที่พูดออกมาเบาๆ และก้มหน้าไม่พูดจาอีก เขามองตาของน้องสาวที่แดงเรื่อด้วยความเศร้าและใช้มือลูบหัวนางเบาๆ เพื่อปลอบโยน
กลับมาที่ทางด้านสามพี่น้องเฟยเทียน เฟยเจินและเฟยิ พวกเขาได้กินมื้อเย็นกันอย่างครื้นเครงภายในกระท่อม หลังกินเสร็จก็มานั่งพูดคุยเล่นกันภายในมิติ เพื่อรอเวลาเข้านอน โดยพวกเขาเลือกนอนในมิตินั่นเอง เพราะเตียงด้านนอกนั้นสู้เตียงภายในมิติไม่ได้
“ิเอ๋อร์ พรุ่งนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะเข้าไปขายเห็ดและซื้อของในเมืองด้วยกันนะ เ้าอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวได้หรือไม่”
“ข้าอยาก…” ก่อนที่เด็กน้อยจะได้พูดต่อ เฟยเจินก็รีบพูดขึ้นแทรกก่อน
“ข้าจะซื้อขนมหวานๆ มาฝากเ้านะน้องเล็ก เ้าชอบใช่หรือไม่” เฟยเจินยิ้มและดูปฏิกิริยาของน้องเล็ก
“ข้าจะเฝ้าบ้านให้เองขอรับ ข้าทำได้อย่างแน่นอน!” เฟยิตบอกตัวเองเสียงดัง
“ดีมากน้องเล็ก ถ้าเ้าเหงาก็ชวนซูกงมาเล่นที่บ้านได้ เดี๋ยวข้าจะซื้อขนมมาฝากเขาด้วย” เฟยเจินหยิกแก้มเ้าตัวเล็กยืดด้วยความสนุก พอได้กินอาหารเยอะขึ้น เ้าเด็กน้อยก็เริ่มมีแก้ม แก้มนิ่มๆ ของเขาให้ความรู้สึกที่ดีเป็อย่างมาก
“ให้ข้าหยิกแก้มพี่รองบ้างสิขอรับ” เฟยิเอื้อมมือไปหยิกแก้มพี่สาวยืดเล่นบ้าง เฟยเจินนิ่งไปครู่หนึ่งและกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว นี่สินะที่เรียกว่า ครอบครัว เธอคิด
“ข้าขอลองบ้างได้หรือไม่ น้องรอง” เฟยเทียนอยากจะลองััแก้มที่ดูนุ่มนิ่มของน้องสาวมานานแล้ว แต่เขามิกล้า พอเห็นน้องเล็กจับอย่างสนุกมือ ก็ลืมตัวอยากจะลองบ้าง พอเห็นน้องสาวพยักหน้า เขาก็ลองจับแก้มน้องรองยืดเบาๆ มันช่างนุ่มนิ่มมือยิ่งนัก เขาชอบมาก
นับั้แ่นั้นไป เฟยเจินไม่รู้เลยว่าในทุกๆ คืนก่อนนอนเธอจะต้องโดนสองพี่น้องคู่นี้จับแก้มเธอยืดเล่นไปตลอด