รอไม่นานทหารที่ดูแลเรือนพักของนางก็นำทางชายคนหนึ่งเข้ามาเขาสวมชุดคล้ายกับทหารที่เฝ้ายาม แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยน่าจะเป็นการแต่งกายตามหน่วยที่สังกัด
เมื่อเขาเดินมาใกล้ ๆ อู๋เสี่ยวหรันจึงเห็นได้ชัดเจนว่าชายคนนี้คือกวนหย่งเล่อจริงๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไว้หนวดเครา แต่นางก็จำเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น
“ออกไปเถอะทหารข้าต้องการจะพูดคุยกับเขาตามลำพัง”
“ขอรับคุณชาย”
ทหารนายนั้นค่อนข้างจะให้ความเคารพต่อนางเป็นอย่างมากเพราะท่าทีของหัวหน้าองครักษ์และคนสนิทของท่านอ๋องล้วนแล้วแต่ให้ความเคารพกับนางทั้งสิ้นคนที่มีสมองสักหน่อยก็ต้องรู้ว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไร
“คารวะคุณชายอู๋”
“นั่งลงสิ”
เมื่อได้รับคำอนุญาตเขาก็นั่งลงตรงข้ามอย่างว่าง่าย
“คาดว่าเจ้าคงรู้จักข้าแล้วดังนั้นพวกเราไม่ต้องแนะนำตัวกันมาก ที่ข้าเรียกเจ้าให้มาพบในวันนี้เพียงจะบอกว่าอีกไม่เกินสิบวันขบวนของท่านอ๋องจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของต้าเลี่ยสิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าทำก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในทหารคุ้มกันขบวนจะยิ่งดีมากหากเจ้าได้มาเป็นหนึ่งในทหารคุ้มกันของข้า”
เป็นเพราะไม่มีเวลามากนักอู๋เสี่ยวหรันจึงพูดเข้าประเด็นและความต้องการของนางให้เขาฟังในทันที
“เข้าใจแล้วขอรับอีกสิบวันท่านจะได้เห็นหน้าข้าเป็นหนึ่งในขบวนคุ้มกัน”
“ดี” นางตอบคำเขาเพียงสั้น ๆ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นคารวะและกลับออกไป
ความจริงแล้วเรื่องที่เขาจะเข้ามาเป็นหนึ่งในขบวนคุ้มกันได้อย่างไรนั้นอู๋เสี่ยวหรันไม่ได้สนใจเพราะอดีตขุนพลผู้ที่สามารถวางแผนการรบร่วมกับนางได้หลายปี คงมีหนทางทำได้แน่นอน
อู๋เสี่ยวหรันยังไม่ได้ลุกไปไหนยังคงนั่งอยู่ในศาลาเดิมที่คุยกับซังกวนเล่อเมื่อสักครู่นางนั่งคิดถึงแผนการและทบทวนสิ่งที่จะทำต่อไป จนกระทั่งทหารรับใช้เข้ามาบอกนางว่าเฉิงอ๋องฟื้นแล้วและต้องการพบนาง
เมื่อนางเข้าไปในห้องพักของเขาก็พบว่าด้านในหมอเติ้งกำลังจับชีพจรให้อยู่โดยมีหลี่จวิ้นยืนอยู่ข้างๆ
“ชีพจรและลมปราณของท่านไหลเวียนได้คล่องขึ้นเป็นเพราะว่าสิ่งอุดตันที่อยู่ภายในได้ถูกขับออกมาบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว”
เมื่อหมอเติ้งเห็นว่าคุณชายอู๋ที่ทำเขาเสียหน้าเมื่อวานกำลังเข้ามาในห้องก็หยุดพูดไป
“พวกเจ้าออกไปก่อน” เฉิงอ๋องกล่าวเสียงแหบแห้ง
หลังจากทุกคนออกไปและปิดประตูทั้งหมดแล้วเขาก็พยักหน้าให้กับอู๋เสี่ยวหรันเพื่อให้นางเข้ามาใกล้ ๆ
หลังจากที่นางนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมที่หมอเติ้งนั่งไปก่อนหน้านี้เฉิงอ๋องก็เริ่มพูดขึ้นก่อนทันที
“หรันเอ๋อร์เหตุใดจึงดื้อรั้นนักเดินทางออกมาจากเมืองหลวงไกลนับพันลี้เช่นนี้”
“คือข้า…. ข้าเป็นห่วงท่านเจ้าค่ะจะให้รอฟังข่าวอยู่ที่เมืองหลวงได้อย่างไรกันกว่าข้าจะทราบข่าวท่านก็ได้รับบาดเจ็บหลายวันแล้วอีกอย่างตอนนี้ร่างกายของข้าแข็งแรงมากการเดินทางมาที่นี่มิได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลยเจ้าค่ะ”
จะให้นางบอกได้อย่างไรว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาครั้งนี้มิใช่มาเพื่อเขา
“ว่าแต่ท่านเถิดเจ้าค่ะออกรบมาตั้งหลายปีเหตุใดจึงพลาดท่าเสียทีจนบาดเจ็บหนักจนแทบจะไปเยือนแม่น้ำเหลืองได้แล้ว หากว่าข้าไม่ได้พาซุนหนี่มาด้วยอาศัยเพียงหมอเติ้งคนเดียว ป่านนี้ท่านก็ยังไม่ฟื้นหรอกนะเจ้าคะ”
อู๋เสี่ยวหรันยกมือขึ้นกอดอกทำท่าทางแง่งอนเพื่อให้เขาเปลี่ยนเรื่อง แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ ด้วย
“เอาล่ะ ๆมาถึงขนาดนี้แล้วข้าไม่ตำหนิเจ้าแล้ว แต่รับปากข้าได้หรือไม่หลังจากที่ข้าเดินทางออกไปแล้ว หรันเอ๋อร์จะต้องเดินทางกลับตำหนัก”
“หา….ข้าเดินทางนานนับเดือนมาถึงนี่ ท่านยังจะไล่ให้ข้ากลับไปอีกหรือเจ้าคะพี่เสวี่ยเยวียนให้ข้าติดตามไปยังต้าเลี่ยด้วยเถอะนะเจ้าคะข้าจะแต่งกายเป็นชายทำตัวเงียบ ๆ ไม่ให้ท่านเดือดร้อนแน่นอน”
“ไม่ได้!การเดินทางไปครั้งนี้ไม่แน่ว่าจะต้องพบเจอเรื่องอันตรายอะไรอีกข้ายอมให้เจ้าไปเสี่ยงด้วยกันไม่ได้”
เสียงของเขาเริ่มจะเข้มขึ้น
เมื่อไร้ซึ่งหนทางจะต่อรองเขานางจึงใช้วิธีอื่นแทน
“ตอนนี้ข้ามีฐานะเป็นพระชายาเอกของท่านนะเจ้าคะหากมีเรื่องเสี่ยงอันตรายแล้วจะให้ข้าทิ้งท่านไปเสี่ยงตามลำพังอย่างนั้นหรือ แต่ถ้าหากว่าท่านยืนกรานจะให้ข้ากลับไปให้ได้ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ .... แต่มีข้อแม้ว่าวันนี้ท่านต้องเขียนหนังสือหย่าไว้ให้ข้าข้าจะรับมันและเดินทางไปทันที”
สายตาของอู๋เสี่ยวหรันหนักแน่นและจริงจังเพื่อบอกเขาว่าหากเขาไม่ให้นางติดตามไป ก็จงมอบหนังสือหย่าให้นางเสียเพื่อจะได้เป็นอิสระสามารถไปที่ไหนก็ได้ตามแต่ใจต้องการ
“หรันเอ๋อร์…เฮ้อ!”
เสียงของโม่เสวี่ยเยวียนเริ่มอ่อนลงอย่างชัดเจน เมื่อได้ฟังคำพูดที่กระแทกใจเขาเข้ามาอย่างจัง เขาปล่อยตัวนั่งพิงกับหัวเตียงแล้วหลับตาลง
แต่อู๋เสี่ยวหรันรู้ว่าเขาไม่ได้หลับทุกอย่างภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอของใครทั้งนั้น
จนกระทั่งเป็นฝ่ายของเฉิงอ๋องที่ยอมอ่อนข้อ เขาลืมตาขึ้นแล้วหันมามองหน้านางจากนั้นก็พูดว่า
“ข้าอนุญาตให้ไปด้วยก็ได้แต่อย่าได้เปิดเผยกับคนภายนอกเด็ดขาดว่าเจ้านั้นเป็นผู้หญิงและยังเป็นถึงพระชายาเอกของข้า เพราะที่นั่นตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่อันตรายยิ่งนัก”
“ขอบคุณพี่เสวี่ยเยวียนเจ้าค่ะข้ารับปากท่าน”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของอู๋เสี่ยวหรันโดยที่นางไม่รู้ตัว
ความรู้สึกของเฉิงอ๋องที่ได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากใจของหญิงตรงหน้าราวกับเป็นน้ำทิพย์ที่ชโลมใจเขา และยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้หายไปมากกว่าครึ่ง
“ท่านรอตรงนี้สักครู่นะเจ้าคะข้าจะให้ซุนหนี่มาตรวจอาการท่านอีกครั้ง”
เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วนางก็ลุกขึ้นและออกไปตะโกนเรียกให้หลี่จวิ้นตามคนมาให้นางทันทีตอนนี้นางเริ่มใช้งานหัวหน้าองครักษ์คนนี้ได้คล่องมือแล้ว
ซุนหนี่เข้ามาตรวจร่างกายเขา ครั้งนี้ตัวของเฉิงอ๋องเองก็ยินยอมให้นางจับชีพจรแต่โดยดี
“ข้าจะให้ท่านดื่มยากำจัดเลือดคั่งอีกถ้วยหลังจากนั้นค่อยดื่มยาบำรุงเลือดเมื่อครบสองวันแล้วข้าจะขอตรวจร่างกายท่านอีกครั้งหากร่างกายของท่านแข็งแรงขึ้นพร้อมที่จะได้รับการผ่าตัดเอาหัวศรที่อยู่ด้านในออกพวกเราก็จะลงมือรักษาท่านทันที เพราะหากปล่อยนานไปกว่านี้ไม่เป็นเรื่องดีแน่นอนเพคะ”
หลังจากตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้วซุนหนี่ก็ออกไปเตรียมยาไม่นานก็กลับมาพร้อมกับถ้วยยาร้อน ๆ
“เหตุใดจึงต้มยาได้รวดเร็วขนาดนี้”
อู๋เสี่ยวหรันสงสัย
“ยานี้ข้าและพี่เหลียนฮวาเตรียมการไว้ตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะจะได้ไม่เสียเวลารอนาน หลังจากดื่มยาถ้วยนี้หมดแล้ว คาดว่าไม่เกินหนึ่งเค่อท่านอ๋องก็จะอาเจียนออกมาอีกครั้ง”
ซุนหนี่รอจนอู๋เสี่ยวหรันป้อนยาให้กับเฉิงอ๋องจนหมดถ้วยนางจึงรับเอาถ้วยเปล่าไว้และออกไปจากห้องอีกครั้ง
“นางไว้ใจได้เพียงไหนกันจากที่หลี่จวิ้นเล่ามาเจ้าก็เพิ่งได้รู้จักนางเมื่อไม่นานมานี้เองมิใช่หรือ”
“ข้าให้คนไปสืบญาติพี่น้องคนใกล้ชิดและตัวนางทั้งหมดแล้วนางเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกชายชราในหมู่บ้านเก็บมาเลี้ยงเมื่อครั้งที่เขาหลบหนีจากอุทกภัยมาที่เมืองหลวงหลังจากนั้นเด็กคนนี้ก็ไม่ได้ออกไปจากหมู่บ้านอีกเลยเจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้วอายุนางยังน้อยนักไม่น่าเชื่อว่าจะเก่งการแพทย์ขนาดนี้”
คนทั้งคู่ได้อยู่พูดคุยกันอีกสักพักจนกระทั่งเฉิงอ๋องรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาเขาจึงให้นางออกจากห้องไป และเรียกหลี่จวิ้นเข้ามาดูแลเขาแทน
อู๋เสี่ยวหรันรู้ดีว่าเขาไม่ต้องการให้นางเห็นภาพที่ไม่ดีนักนางจึงออกจากห้องแต่โดยดี
หลังจากเดินสำรวจไปรอบ ๆ เรือนพักนางก็ได้ยินเสียงของทหารที่กำลังส่งเสียงฮือฮากันอยู่ฝั่งตรงข้ามกำแพงด้วยความอยากรู้อยากเห็น อู๋เสี่ยวหรันจึงเดินออกไปชมบรรยากาศด้านนอกมีเหลียนฮวาและทหารที่ดูแลนางติดตามมาด้วย
เมื่อเดินออกมาตามเสียงพบว่าที่ตรงนั้นเป็นสนามยิงธนูรอบ ๆ มีทหารทั้งนั่งและยืนมุงดู ส่งเสียงโห่ร้องฮือฮาบ้างก็ตะโกนเรียกชื่อให้กำลังใจคนสองกลุ่ม ที่คาดว่าน่าจะกำลังแข่งขันกันอยู่
“เป็นหน่วยสี่และหน่วยเจ็ดกำลังแข่งขันยิงธนูเป้านิ่งกันอยู่ขอรับ”
ทหารที่ตามมาอธิบายให้นางฟัง
“ที่นี่แข่งขันกันเป็นปกติอยู่แล้วหรือ”
“ในทุก ๆ ปีจะมีการแข่งขันศาสตร์และศิลป์การต่อสู้ทุกแขนงขึ้นและจะคอยจับคู่แต่ละหน่วยขึ้นมาประมือกันเมื่อครบหนึ่งปีหน่วยไหนที่สามารถสะสมแต้มได้มากที่สุด เอาชนะได้มากที่สุดก็จะได้รับรางวัลจากท่านแม่ทัพหรือท่านอ๋องขอรับ”
“เยี่ยมไปเลย…ใครช่างคิดวิธีนี้ออกมาได้กันนะ”
อู๋เสี่ยวหรันชื่นชมวิธีการพัฒนาฝีมือในรูปแบบของการแข่งขันนี้มากไม่เพียงแต่จะสร้างความสามัคคีในหน่วยแต่ละคนยังมีกำลังใจและเป้าหมายที่จะลุกขึ้นมาฝึกฝนและพัฒนาตนเอง
“ก็ท่านอ๋องอย่างไรเล่าขอรับทั้งหมดนี้ท่านอ๋องเป็นผู้ชี้แนะและเป็นผู้เริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อนจนกลายเป็นธรรมเนียมของค่ายทหารแห่งนี้ไปแล้วขอรับ”
ทหารหนุ่มนายนั้นกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจและชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
“อืม ท่านอ๋องของเจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ”
อู๋เสี่ยวหรันตอบด้วยเสียงแผ่วเบาใช้มือไพล่หลังยื่นมองการแข่งขันธนูด้านหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจของนางกำลังเต้นระรัวอยู่
สองวันต่อมาซุนหนี่ก็บอกว่าเฉิงอ๋องพร้อมที่จะได้รับการผ่าเอาหัวศรออกมาได้แล้วดังนั้นวันนี้ทั้งวันซุนหนี่และเหลียนฮวาต้องจัดห้องผ่าตัดให้พร้อมและสะอาดที่สุด
ระหว่างที่กำลังช่วยกันจัดชุดยาแยกสมุนไพรอยู่นั้น ก็มีแขกที่ไม่น่าจะโผล่หน้ามาและเคาะประตูคนคนนั้นก็คือหมอเติ้งหลุน ที่ต่อต้านหัวชนฝามาโดยตลอด
“ข้ามาช่วยและ…และเอ่อข้าเองก็อยากมีส่วนร่วมด้วย”
เขาพูดด้วยท่าทีกระดากอาย
“เชิญท่านหมอเข้ามาเถอะเจ้าค่ะการแพทย์ไม่มีเด็กไม่มีแก่ มีแต่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ วันนี้ข้าและพี่เหลียนฮวาต้องพึ่งพาท่านแล้วเจ้าค่ะ”
ซุนหนี่ย่อตัวทักทายเขาตามมารยาทที่ถูกเหลียนฮวาอบรมมา และยังตอบเขาด้วยท่าทางที่ดูแก่เกินวัยอีกด้วยแต่เรื่องนี้คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวนางนั้นรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
“ใช่เจ้าค่ะท่านหมอเติ้งพวกเรายังต้องเรียนรู้อีกมาก”
เหลียนฮวาเป็นผู้กล่าวสมทบ
“จะให้ข้าทำสิ่งใดขอให้บอกมาได้เลย”
หมอเติ้งพับแขนเสื้อขึ้นและเข้าไปช่วยแยกสมุนไพรที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ