ในขณะที่อู๋หลิวกำลังนึกสงสารผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าและกำลังซึมซับภาพความทรงจำอันแสนรันทดของฟ่านอี้อย่างตั้งอกตั้งใจ จู่ ๆ ภาพใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งก็ผุดแทรกแซงขึ้นมาในโสตประสาทของเธอ
ผู้หญิงที่มีใบหน้าถมึงทึงคนนั้นคือ‘ฟ่านเจาถัว’ พี่สาวแท้ ๆ ของฟ่านเจี้ยนเจี๋ยผู้เป็พ่อบังเกิดเกล้าของฟ่านอี้เธอคนนี้เป็อีกคนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของฟ่านอี้ต้องพังพินาศย่อยยับ
สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากเื่มรดก!
ทันทีที่ฟ่านเจี้ยนเจี๋ยเสียชีวิตพี่สาวคนนี้ก็เผยธาตุแท้อย่างเต็มรูปแบบหล่อนโลภมากอยากฮุบสมบัติของน้องชายจนตัวสั่น
ฟ่านเจาถัวเดินทางไปที่สำนักงานศาลทำเื่ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์สินมรดกทั้งหมดของตระกูลฟ่านที่ควรตกไปเป็ของฟ่านอี้
หล่อนอ้างสิทธิ์ของความเป็พี่สาวในการดำเนินการและอ้างต่อศาลว่าทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลฟ่านที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่มีความสามารถมากพอที่จะรักษาสมบัตินี้ไว้ได้เพราะเขากลายเป็คนพิการทางสมอง เป็ใบ้พูดไม่ได้ไปแล้วจะมาบริหารทรัพย์สินพวกนี้ได้ยังไงกัน อีกทั้งฟ่านอี้ยังเป็ต้นเหตุที่ทำให้น้องชายกับน้องสะใภ้ของหล่อนต้องตายก่อนวัยอันควร!
ทนายความประจำตระกูลก็ออกมายืนยันต่อหน้าศาลบอกว่าฟ่านเจี้ยนเจี๋ยกับภรรยาตายอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่มีหลักฐานการร่างพินัยกรรมดังนั้นสิทธิ์การตัดสินทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับศาลแต่เพียงผู้เดียว
ฟ่านอี้เป็ต้นเหตุทำให้คนดีๆ ตายจากโลกนี้ไปพร้อมกันถึงสองคน!
คนที่มีความผิดขนาดนี้สมควรถูกจับเข้าคุกดำเนินคดีแต่ศาลเห็นว่าการตายของสองสามีตระกูลฟ่านเกิดจากอุบัติเหตุฟ่านอี้ที่เป็ลูกชายจึงไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนเื่ทรัพย์สินทั้งหมด เมื่อพิจารณาจากสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของฟ่านอี้แล้วเขาไม่น่าจะรักษามรดกมหาศาลเ่าั้ไว้ได้จริง ศาลจึงเห็นชอบอนุมัติให้มรดก 70% ของตระกูลฟ่านตกเป็ของพี่สาวเพียงคนเดียวของฟ่านเจี้ยนเจี๋ย
ส่วนมรดกอีก 30% ที่เหลือให้ตกเป็ของฟ่านอี้
ทั้งที่ความเป็จริงแล้วทรัพย์สินทั้งหมดควรตกเป็ของฟ่านอี้แต่เพียงผู้เดียวเพราะเขาเป็ทายาทสายตรงของตระกูลฟ่านรุ่นที่สอง หรือหากจะต้องแบ่งมรดกจริงฟ่านเจาถัวก็ควรได้รับ 30% ฟ่านอี้สมควรได้รับ70% แบบนั้นถึงจะถูก
ต่อมาภายหลังฟ่านอี้เพิ่งมารู้ว่าพ่อแม่ของเขาทำพินัยกรรมไว้นานแล้ว เนื้อความในพินัยกรรมระบุไว้ว่าหากฟ่านเจี้ยนเจี๋ยกับภรรยามีอันเป็ไป สมบัติของตระกูลฟ่าน 7 ส่วนให้ตกเป็ของฟ่านอี้ผู้เป็ลูกชาย อีก 3ส่วนฟ่านเจี้ยนเจี๋ยกับภรรยายินดีมอบให้ผู้เป็พี่สาวอย่างฟ่านเจาถัว
ดังนั้นก็หมายความได้ว่าทนายประจำตระกูลมีส่วนได้ส่วนเสียกับมรดกของตระกูลฟ่านหากไม่เป็อย่างนั้นเขาคงไม่ออกมายืนกรานพูดโกหกต่อหน้าศาลหรอกว่าพ่อแม่ของฟ่านอี้ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้
เื่นี้เป็การร่วมมือกันระหว่างป้าของฟ่านอี้และทนายชั่วที่เลี้ยงไม่เชื่อง!
แต่ต่อให้ฟ่านอี้ได้มารู้เื่นี้…แล้วมันยังไงต่อล่ะ ในเมื่อศาลได้ตัดสินไปแล้วและเื่ราวก็ผ่านมานานเป็ปีแล้วด้วยการจะลุกขึ้นมาฟ้องร้องต่อศาลดูเหมือนจะเป็เื่ยากสำหรับเขาเหลือเกินเพราะฟ่านอี้ในตอนนี้กลายเป็คนตกอับ ไม่มีเงินถุงเงินถังจะไปสู้คดีอีกทั้งยังเป็ใบ้พูดไม่ได้ ภรรยาที่ควรอยู่เคียงข้างเขา ก็เอาแต่ด่าทอต่อว่าเขาอยู่ทุกค่ำเช้า
ชีวิตของฟ่านอี้ใน่เวลานั้นจัดว่ามืดมนอย่างหนักสุดท้ายแล้วเขาก็กลายเป็คนป่วยใจ ทั้งซึมเศร้าและต้องเผชิญกับความวิตกกังวลเพียงลำพัง
สำหรับเขาแล้ว…ไม่คิดสั้นฆ่าตัวตายหนีความเสียใจไปซะก่อน ก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ฟ่านอี้มีลูกสาวตัวน้อยเป็เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนอกจากนี้ก็ยังมีย่าทวดิฉีที่เปรียบเสมือนเป็ร่มเงาไม้ให้เขาได้มีชีวิตอยู่ต่อหากฟ่านอี้จบชีวิตตัวเองลงไป แล้วมี่อิงกับย่าทวดจะอยู่ยังไงจะปล่อยให้อยู่กับจินเซี่ยตามลำพังงั้นเหรอ มีหวังสองคนนั้นคงได้ตายตามฟ่านอี้ไปอยู่ในปรโลกในเร็ววันอย่างแน่นอน
“....”
ผู้ชายคนนี้แบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่าช่างน่าสงสารจับใจเมื่อได้รู้เห็นอย่างนี้แล้วความโกรธเกรี้ยวก็แล่นพล่านขึ้นมาในอกของจินเซี่ยคนใหม่อย่างรวดเร็ว
ความโกรธเกรี้ยวที่ระอุอยู่ในอกของหล่อนในตอนนี้ไม่ใช่ความโกรธที่มีต่อฟ่านอี้ และไม่ใช่ความโกรธที่มีต่อฟ่านเจาถัวแต่มันเป็ความโกรธที่เธอมีต่อฟ้าดิน อู๋หลิวโกรธที่ฟ้าดินเอาแต่กลั่นแกล้งเขาโกรธที่เขาไม่เคยได้รับความยุติธรรมอะไรเลย
'บ้าจริง!นี่มันไม่ใช่แค่พล็อตนิยายน้ำเน่าเกรดต่ำ แต่มันเป็พล็อตนิยายดราม่าเรียกน้ำตาชัดๆ ฟ่านอี้อีตาพระเอกใบ้ โดนญาติโกง เมียก็ชั่ว ลูกก็อดอยาก...ชีวิตนายมันช่าง…เอ่อ… รันทดเกินไปมั้ง!'
อู๋หลิวรู้สึกอินไปกับภาพความทรงจำเ่าั้จนถึงขั้นน้ำตาซึมปริ่มออกมาทางหางตาไม่รู้สิ… เธอรู้สึกว่าคนดี ๆ แบบเขาไม่สมควรต้องมาเจอเื่อะไรแบบนี้
‘ฟ่านอี้…ในเมื่อ์ส่งฉันให้มาอยู่ข้างกายนายแล้ว ฉันก็จะไม่ทำให้์ต้องผิดหวังฉันจะช่วยนายเอง และฉันจะกลายเป็ภรรยาที่แสนดีของนายต่อให้เราสองคนจะเป็แค่สามีภรรยากันเพียงในนามก็เถอะ’ อู๋หลิวปฏิญาณกับตัวเองในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเขาอีกครั้ง
คราวนี้แววตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมันไม่ใช่สายตาเหยียดหยามรังเกียจเหมือนครั้งในอดีต แต่เป็สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเข้าอกเข้าใจ
ฟ่านอี้ดูทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นภรรยาจ้องหน้าเขานิ่งนานผิดปกติเขาค่อย ๆ คลายมือออกจากคอดเอวกิ่วของหล่อนแล้วขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อรักษาระยะห่าง