เสียงของเบลแ่เบาลงราวกับสายลมสุดท้ายของพายุฤดูฝนดวงตาของเธอเหม่อมองออกไปไกล ไม่ได้มองที่ตัวคีลในปัจจุบัน แต่มองทะลุผ่านกาลเวลาไปยังอดีตที่ยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...
"เื่มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้วเ้าค่ะ..."
..................................................................................
[บันทึกความทรงจำของเบลเน่]
ฉันชื่อเบลเน่ หรือที่ทุกคนเรียกสั้นๆ ว่า เบล ชีวิตของฉันเริ่มต้นในฐานะสินค้า...ฉันถูกขายเข้ามาเป็ทาสในตระกูลเนมูเรียั้แ่เด็ก โดยพ่อแม่แท้ๆ ของฉันเอง
ตอนนั้นฉันอายุเพียง8 ขวบ ตัวเล็กลีบและหวาดกลัวโลกใบนี้ แต่โชคชะตาก็ยังเมตตา เมื่อ 'ท่านหญิงมิร่า' (แม่ของท่านคีล) ได้เลือกฉันด้วยตัวเองท่านมอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้แก่เด็กกะโปโลคนนี้... นั่นคือการดูแลนายน้อย 'คีล' ซึ่งตอนนั้นอายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี
วินาทีแรกที่ได้พบกันฉันยังจำได้ไม่ลืม เด็กชายตัวน้อยวัย 6 ขวบที่มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มราวกับมหาสมุทร
เขานั่งอ่านหนังสือเล่มหนาเงียบๆอยู่มุมห้องสมุด บรรยากาศรอบตัวดูสุขุมและเป็ผู้ใหญ่เกินวัย ถึงจะดูเงียบขรึมแต่ทุกครั้งที่ฉันทำผิดหรือซุ่มซ่าม ท่านคีลไม่เคยดุด่า กลับยื่นมือเล็กๆนั่นมาช่วยประคองด้วยความอ่อนโยนเสมอ
และเมื่อนายน้อยอายุครบ10 ขวบ... โลกทั้งใบก็ได้รู้จักชื่อของเขา พร์ทางเวทมนตร์ของท่านคีละเิออกมาอย่างเจิดจรัส
เขาสามารถควบคุมสายน้ำให้ร่ายรำได้ดั่งใจนึกเข้าใจโครงสร้างเวทมนตร์ซับซ้อนที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังกุมขมับ จนใครๆต่างพากันขนานนามท่านว่า "ัวารีจำแลง" (TheAvatar of the Water Dragon) อัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคน...ความหวังใหม่แห่งตระกูลเนมูเรีย
แต่แล้ว...ฝันร้ายก็มาเยือนเมื่อนายน้อยอายุ 11 ขวบ ท่านหญิงมิร่าจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
โลกของนายน้อยพังทลายลงในวันนั้นแต่ท่านกลับไม่ร้องไห้ฟูมฟายให้ใครเห็น ท่านเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็พลังผลักดันตัวเองเข้าสู่การฝึกฝนที่โหดร้ายทารุณราวกับเครื่องจักร
ส่วนท่านไคอัส...จากพ่อที่เคยเข้มงวด ก็กลายเป็ปีศาจร้ายที่ไร้หัวใจแรงกดดันมหาศาลถูกโยนโครมลงบนบ่าเล็กๆ ของเด็กชายวัย 11 ปี คำชมเชยหายไปเหลือเพียงความคาดหวังที่สูงเสียดฟ้า
"ต้องเก่งกว่านี้...ต้องไร้ที่ติ... อย่าให้เสียชื่อตระกูลดราคอน"ท่านไคอัสพร่ำคำพูดทำนองนี้ซ้ำๆ
ถึงอย่างนั้นนายน้อยก็สามารถทำได้ตามที่หวัง...ท่านเก่งกาจจนเด็กวัยเดียวกันเทียบไม่ติด
แต่ความเก่งกาจนั้นแลกมาด้วย"ความโดดเดี่ยว" เมื่อเรายืนอยู่สูงเกินไป... ก็ไม่มีใครเอื้อมมือถึง
เพื่อนรุ่นเดียวกันเริ่มตีตัวออกห่างเพราะความอิจฉาหรือไม่ก็หวาดกลัวในพร์จนสุดท้ายนายน้อยก็ไม่เหลือใครที่เรียกว่าเพื่อนได้เต็มปาก
คนภายนอกอาจเห็นท่านคีลเป็คุณชายผู้เย่อหยิ่งเ็า และวาจาร้ายกาจ แต่ฉัน... สาวใช้ผู้ต่ำต้อยคนนี้เห็นทุกอย่าง
ฉันเห็นแผ่นหลังที่สั่นเทาในวันที่ฝนตก...ฉันเห็นรอยยิ้มเศร้าสร้อยยามที่ท่านเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพเด็กหนุ่มคนอื่นวิ่งเล่นหัวเราะกับเพื่อนฝูงในขณะที่ตัวท่านต้องถูกขังอยู่กับกองตำรา
ท่านสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาห่อหุ้มหัวใจที่เปราะบางเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอข้างใน
ท่านแข็งแกร่งจนไม่เคยพ่ายแพ้ให้ผู้ใดแม้แต่จิตใจของตนเอง...จนกระทั่งวันนั้น
่ที่นายน้อยอายุ13 ปี
บ่ายวันหนึ่ง...มีจดหมายปริศนาฉบับหนึ่งส่งมาถึงมือท่าน มันไม่มีชื่อผู้ส่ง... ซองจดหมายสีดำสนิทฉันเห็นนายน้อยเปิดอ่านมันที่ระเบียง... สีหน้าของท่านเปลี่ยนไปทันทีจากเรียบเฉยกลายเป็ความตกตะลึงและแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธแค้นที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
ท่านขยำจดหมายนั้นจนยับยู่ยี่ก่อนจะฉีกมันเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโปรยทิ้งลงนอกหน้าต่าง โดยไม่พูดอะไรสักคำ
แต่แววตาคู่นั้น...มันบอกฉันว่า "กำลังจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น"
เย็นวันนั้นนายน้อยแอบลอบออกจากคฤหาสน์ไปเพียงลำพัง ด้วยความเป็ห่วงฉันจึงตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่ง... แอบสะกดรอยตามท่านไปเงียบๆ
ท่านมุ่งหน้าไปยังเนินเขาทางทิศเหนือของเขตเนมูเรีย...สถานที่รกร้างที่มีเพียงซากปรักหักพังโบราณบนเนินเขา
เมื่อไปถึงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีทองฉาบทาทั่วผืนหญ้าราวกับเวทมนตร์
ฉันขดตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบกลั้นหายใจจนปวดปอด หัวใจเต้นรัวแรงราวกับกลองศึกกลัวเหลือเกินว่าเสียงเต้นของมันจะดังพอให้เขาได้ยิน
และที่ตรงนั้น...ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลาลับ บุคคลที่นายน้อยนัดพบก็ได้ปรากฏตัวขึ้น
เขาคือเด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อยตามสไตล์คนสมถะและดวงตาสีเขียวอ่อนดั่งหยกน้ำแข็งคู่แข่งคนสำคัญที่นายน้อยเคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง...
'อาเรน แรมฟอร์ด'